ปล่อยให้เจ้าจิตอยู่ตามเหตุปัจจัย ไม่ดึงดูด ไม่ผลักใส โอบอุ้มและขัดเกลาให้ความรัก ความเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขาต่อเขา ให้เขาสงบรำงับตามกาล ก็เป็นแนวปฏิบัติง่าย ๆ ที่น่าสนใจดีมาก แต่ก็มีผลกระทบเรื่องทำให้ลืมง่าย ๆ บ่อย ๆ เหมือกัน
- เห็นท่านผู้รู้สนทนาธรรมกันใน http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/006449.htm อ่านแล้วถึงได้ทราบว่า เรายังต้องเดินทางอีกไกลนัก เรายังเป็นอนุบาลธรรมอยู่ แต่ก็ยังดีใจที่เราอ่านการสนทนาธรรมของท่านผู้รู้พอเข้าใจได้บ้าง เมื่อหนทางยังไกลก็ต้องรีบเดินต่อไป เหล่าเจได
- สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมพบว่า "ลืมบ่อยขึ้น" พอมาวิเคราะห์เหตุปัจจัยแล้ว น่าจะเกิดจากผมเริ่มรู้ว่า เจ้ากิเลสมันปรุงแต่งจิตใจของเรา ผมก็เริ่มไม่ค่อยให้ความสนใจกับความคิดต่าง ๆ ที่ปรุงแต่งออกมาจากจิตใจ ได้แต่เฝ้าคอยดูว่า เจ้ากิเลสเจ้าจะมาไม้ไหน เพราะความด้อยประสบการณ์แยกแยะยังไม่ออกก็ละทิ้งความคิดทั้งปวง ทั้งที่เกิดจากจิตใจแท้ ๆ และที่ปรุงแต่งจากกิเลส จึงเป็นให้ความสัมพันธุ์กับจิตใจช่วงนี้เป็นการวางเฉยต่อกัน ไม่ดึงดูด ไม่ผลักใส ได้แต่ปล่อยวาง นั่นน่าจะเป็นสาเหตุแห่ง "การลืม"
- ในทางบวก ทางที่ดีนั้นก็มีอยู่ เมื่อเราเลิกให้ความสำคัญกับความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ ที่ออกมาจากใจทั้งที่เกิดจากใจจริง ๆ และเกิดจากกิเลส ก็ทำให้จิตใจของเราเริ่มสงบอย่างต่อเนื่อง จนสัมผัสได้ถึงการรวมของจิต ส่วนตัวผมเองสังเกตุได้ที่หน้าอกด้านซ้ายมือ ดูเหมือนจะรวมอยู่ตรงนั้น
- เมื่อเขาสงบ เราก็โอบอุ้ม ดูแล ประคับ ประคอง ให้ความเอ็นดูเบา ๆ สบาย ๆ ไม่ให้เขางอแง ให้เขาสงบ พักผ่อนตามกาล
- วันก่อนไปประมูลที่ดินแข่งกับมืออาชีพ โอ้โฮ เจ้าจิตเอ๋ย เต้นผึง ๆ ตามเหตุปัจจัย แต่ก็ไม่งอแง ได้แต่กระโดดโลดเต้นเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัย แล้วก็สงบลงตามกาล
- เมื่อวานนี้ ไปประกันญาติผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมือง ดิ้นรนตามเหตุปัจจัยทางโลกทั้งวัน เจ้าจิตเอ๋ยก็กระเด็นกระดอนไปตามเหตุปัจจัย แต่ก็ไม่งอแง สงบรำงับตามกาล
- สรุปว่า ปล่อยให้เจ้าจิตอยู่ตามเหตุปัจจัย ไม่ดึงดูด ไม่ผลักใส โอบอุ้มและขัดเกลาให้ความรัก ความเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขาต่อเขา ให้เขาสงบรำงับตามกาล ก็เป็นแนวปฏิบัติง่าย ๆ ที่น่าสนใจดีมาก แต่ก็มีผลกระทบเรื่องทำให้ลืมง่าย ๆ บ่อย ๆ เหมือกันแฮะ
