จากหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 23 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2553
ข่าวการบริหารธุรกิจ
เอสซีจีขยายตลาด มุ่งจับมือพันธมิตร
นายเชาวลิต เอกบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิต และจำหน่ายกระดาษในเครือเอสซีจี เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะมุ่งเน้นหาพันธมิตรในการขยายธุรกิจ ทั้งการเข้าไปซื้อกิจการไม่ว่าจะเป็นโรงผลิตเยื่อ หรือโรงงานผลิตกระดาษ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรุกตลาดให้มากขึ้น ทั้งในประเทศและในภูมิภาคนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาประมาณ 10 ราย และในส่วนของตัวสินค้าได้เร่งพัฒนา พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ สำหรับแนวโน้มตลาดกระดาษในปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาพรวมของบริษัทในไตรมาสแรกมียอดขายสุทธิ 12,551 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ในไตรมาส 2 ยอดขายยังมีความแข็งแกร่ง จึงมองว่าในปีนี้ทั้งปียอดขายรวมจะเติบโตได้ใกล้เคียงกับไตรมาสแรก
ข่าวการบริหารราชการ
หนองคาย- ผู้ว่าฯ หนองคาย ปลุกจิตสำนึกให้ข้าราชการเข้มแข็ง ร่วมกันรักษาสถานทีราชการของตนเอง สั่งเข้มการอยู่เวรยามราชการ
เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้จัดให้มีการประชุมชี้แจ้งข้าราชการในจังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีสำนักงานอยู่ในศาลากลางจังหวัดหนองคาย และบริเวณโดยรอบศาลากลางจังหวัดหนองคาย
นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ยังไม่สงบเรียบร้อย อาจเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบได้ตลอดเวลา ที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในกรุงเทพฯ และในจังหวัดอื่นๆ อีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ซึ่งตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ได้ร่วมมือร่วมใจกันในการรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัด มีประชาชนจากหลายตำบลเข้าร่วมกันในการรักษาสถานที่ราชการ และสถานที่สำคัญภายในจังหวัด ซึ่งทุกคนมีความรักในบ้านเกิดของตนเอง ไม่ยอมให้ใครเข้ามาทำลาย ตลอดระยะเวลาที่ตนดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย
ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกคนรักจังหวัดหนองคายให้เหมือนเป็นบ้านของตนเอง ไม่ใช่ทำงานตามหน้าที่ แต่ให้ทำงานด้วยหัวใจ เมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ไม่สงบเรียบร้อย ตนจึงอยากให้ข้าราชการทุกคนมีความรัก และมีจิตสำนึกในการออกมารักษาบ้านเมืองของตนเอง ซึ่งตนไม่ได้ให้ออกมาต่อสู้กับอีกฝ่าย หรือไม่ได้เป็นการท้าทาย นับจากนี้ไป
ตนอยากให้ข้าราชการออกมาแสดงพลัง ร่วมกับประชาชนในจังหวัด และจะให้มีการฝึกอบรมในการเตรียมความพร้อมหากเกิดความไม่สงบขึ้น จะมีการตรวจสอบเครื่องมืออุปกรณ์ในการดับเพลิง โดยเฉพาะถังดับเพลิง ให้มีความพร้อมในการใช้งาน และจะมีความเข้มในการอยู่เวรยามสถานที่ราชการมากยิ่งขึ้น
ความเหมือน
ส่วนข้อคล้ายระหว่างการบริหารรัฐกิจและการบริหารธุรกิจ คือการร่วมมือดำเนินการหรือปฏิบัติของกลุ่มบุคคลที่มุ่งเป้าหมายร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นหัวใจที่สำคัญจึงเป็นเรื่องการกระทำ และความสามารถที่จะรวบรวมทรัพยากรการบริหารโดยดำเนินการให้บรรลุผล
ความแตกต่าง
1. การบริหารรัฐกิจมีกฎหมายรองรับในการทำกิจกรรมต่างๆ ส่วนการบริหารธุรกิจไม่มีกฎหมายรองรับ
2. การบริหารรัฐกิจมีการควบคุมทางงบประมาณการใช้จ่ายต่างๆ ตามที่รัฐสภากำหนด เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของรัฐมาจากภาษีของราษฎร
3. การบริหารงานสาธารณะมีขอบเขตกว้างขวางมากกว่า
4.
เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการบริหารของรัฐมีมากมายและมักคลุมเครือ
ซึ่งยากต่อการวัดผลโดยวิธีการดำเนินการทางเศรษฐศาสตร์
5.ความพร้อมที่จะได้มีการตรวจสอบและสอดส่องดูแลทางสาธารณะ
การบริหารราชการมีข้อเสียคือมีความล่าช้า
ข้าราชการยึดระเบียบจึงไม่มีการยืดหยุ่น และมีลักษณะเข้มงวด
ซึ่งแตกต่างจากการบริหารธุรกิจที่มีการตรวจสอบเฉพาะในกลุ่มของผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการเท่านั้น
6. การบริหารราชการมีความเกี่ยวข้องทางการเมืองโดยตรง
การดำเนินการต่างๆ
ของรัฐจึงส่งผลกระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียของประชาชนโดยส่วนรวม
7. ทัศนคติของการเป็นข้าราชการที่จะมีเพียงตัวบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานราชการไม่เป็นการเพียงพอระบบราชการที่รวมหลายอย่างเข้าด้วยกัน
8. การบริหารสาธารณกิจเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะมั่นคง และต้องดำเนินในลักษณะต่อเนื่องกันไป
สรุป
การบริหารและการบริหารจัดการมีแนวคิดมาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมซึ่งจะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มโดยจะต้องมีผู้นำกลุ่มและมีแนวทางหรือวิธีกาควบคุมดูแลกันภายในกลุ่มเพื่อให้เกิดความสุขและความสงบเรียบร้อย ซึ่งอาจเรียกว่าผู้บริหารและการบริหารตามลำดับดังนั้นที่ใดมีกลุ่มที่นั่นย่อมมีการบริหาร