ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒

          กลุ่มที่ ๑ ซึ่งผมเป็นสมาชิกกลุ่มอยู่ด้วย   และผมตั้งใจทำตัวเป็นสมาชิกที่ไม่เข้าไปชักจูงความคิดของกลุ่ม   เสนอแนวคิดแบบเดียวกับกลุ่มที่ ๒ และ ๓ แต่เสนอโครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์แนวคิดไม่ชัดเจนเท่า    และเสนอคณะกรรมการย่อยของสภาฯ ดังนี้


           ด้านการศึกษา


           ด้านการวิจัย+วิชาการ


           ด้านนโยบายสาธารณะ


           ด้านการบริหาร+ธรรมาภิบาล

          ผมมองว่า ผลของ retreat ครั้งนี้น่าจะนำไปสู่การยกเครื่องหรือปฏิรูปการทำงานของสภามหาวิทยาลัยมหิดล   ให้ทำหน้าที่กำกับดูแลและสนับสนุนเชิงนโยบายที่เป็นเชิงยุทธศาสตร์ ได้อย่างแท้จริงเสียที   หลังจากเรา “รำมวย” มา ๒ – ๓ ปี    ต่อไปนี้ต้อง “ต่อย” เสียที   มิฉนั้นการทำหน้าที่นายกสภาฯ ของผมก็ไร้ความหมาย

          แต่ผมก็มองว่า ทุกอย่างเป็น “การเดินทาง” แห่งการเรียนรู้ จากการทำจริง   ไม่ใช่ว่า เมื่อเราตกลงกันได้ และเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของสภาฯ เสียใหม่   ก็ถือว่าจบ สำเร็จแล้ว   สำหรับผม ความสำเร็จที่เป็นจุดจบไม่มี   ทุกสิ่งทุกอย่างต้อง “เดินทาง” และพัฒนาเรื่อยไป   จึงต้องมีกลไกติดตามประเมินผลการทำงานของสภาฯ ด้วย   เพื่อพัฒนาวิธีการทำงานของสภาอย่างต่อเนื่อง

          เป็น CQI ของสภามหาวิทยาลัย

          เราจะหาข้อยุติ เรื่องรูปแบบการทำหน้าที่ของสภาฯ ในการประชุมสภาฯ วาระปกติเดือนกรกฎาคมนี้   เพื่อให้ได้องค์ประชุมที่มีกรรมการสภาฯ เข้าร่วมประชุมเกือบครบ ๑๐๐%   เพื่อให้ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของรูปแบบใหม่นี้   ไม่ใช่เป็นรูปแบบที่มาจากการผลักดันของกรรมการไม่กี่คน

          และที่ผมเอามาบันทึกลง บล็อก นี้ ก็เพื่อสื่อสารแก่ประชาคมมหาวิทยาลัยมหิดล   เพื่อรับฟังความคิดเห็นไปในตัว    คือระบบ บล็อก เป็นการสื่อสาร ๒ ทาง หรือหลายทาง   เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเอาจริงเอาจังต่อเรื่องนี้ ได้มีโอกาสแสดงข้อคิดเห็นได้

          ผมขอแสดงความเห็นว่า   แนวทางที่เรากำลังเดินในมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแนวทางแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน   คือเราให้ความไว้วางใจต่อฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัย   ให้ได้มีอิสระในการใช้ความสร้างสรรค์ในการบริหารงานอย่างเต็มที่   สภาฯ เป็นฝ่ายกำกับสนับสนุน ไม่ใช่กำกับตรวจสอบคานอำนาจ   แตกต่างจากบรรยากาศที่ผมเห็นในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไป   ที่สมาชิกของมหาวิทยาลัยมักไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร และต้องการให้สภาฯ ทำหน้าที่กำกับตรวจสอบคานอำนาจ

          เท่ากับสภามหาวิทยาลัยมหิดล กำลังพยายามสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นในมหาวิทยาลัย   เปลี่ยนจากวัฒนธรรมระแวง เป็นวัฒนธรรมไว้วางใจ 

          แต่จะไว้วางใจสักเพียงใดก็ตาม ต้องมีระบบกำกับตรวจสอบที่เข้มแข็งเอาจริงเอาจังด้วย   ว่าฝ่ายบริหารได้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สภาฯ กำหนดไว้หรือไม่   และดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักคุณธรรมจริยธรรมหรือไม่ 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๗ มิ.ย. ๕๓