ภาพผู้หญิงท้องคนหนึ่ง ที่อุ้มลูกน้อยในครรภ์วัย 6 เดือน ออกเที่ยวตามหาสามีท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย เสียงร้องไห้ และคราบน้ำตา ร่วมกับญาติพี่น้องของผู้ประสบภัยอื่นๆ ที่สูญหายไปจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ณ บริเวณชายหาดตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ยังคงอยู่ในความทรงจำของ นางเสาวดี สังข์ทอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอท้ายเหมืองเป็นอย่างดี

จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม 2547 ที่นางปรีดา จิตตธรรม หรือเก๋ วัย 19 ปี ผู้หญิงท้องคนนั้น ได้รับแจ้งจากตำรวจว่าพบศพของนายไพรัตน์ พุฒทอง สามีซึ่งมีอาชีพขับรถรับจ้าง อาศัยอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา จึงได้แน่ใจว่า เด็กชายอาทิตย์ พุฒทอง บุตรชายคนโตวัยไม่ถึง 1 ขวบ และบุตรที่กำลังจะเกิดมาในอีกไม่กี่เดือน ได้กลายเป็นเด็กกำพร้าโดยที่ยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อสักครั้ง

ความผูกพันในฐานะเป็นผู้ประสานความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและองค์กรเอกชนที่ให้ผ่านมาทางสาธารณสุขอำเภอท้ายเหมือง ทำให้นางเสาวดีเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับครอบครัวของเก๋มากขึ้น เช่นเดียวกับครอบครัวของเด็กกำพร้าอีกจำนวนไม่น้อยในพื้นที่รับผิดชอบ

ความทุกข์ซ้ำเติมครอบครัวเก๋ เมื่อเธอกำลังจะกลับไปคลอดลูกที่บ้านเกิดคือที่ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างทางเธอเจ็บท้องจึงได้คลอดลูกสาวคือน้องเบลล์ หรือเด็กหญิงสุดารัตน์ จิตตธรรม ที่โรงพยาบาลพุนพิน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2548 แม้จะได้รับหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล แต่เธอก็ไม่สามารถไปแจ้งเกิดทำสูติบัตรให้ลูกได้ เนื่องจากตัวเธอเองไม่มีบัตรประชาชน ความลำบากนี้ทำให้เธอยิ่งคิดถึงสามีที่เพิ่งเสียชีวิตไป เพราะเมื่อตอนคลอดน้องบิ๊ก ลูกชายคนโตเมื่อปีก่อน สามีซึ่งมีบัตรประชาชน เป็นผู้ไปทำสูติบัตรให้ จึงไม่มีปัญหาใด  

นางเสาวดี เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอท้ายเหมืองเล่าให้ฟังว่า ความช่วยเหลือญาติผู้ประสบภัยสึนามิที่ผ่านภาครัฐ จะต้องใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เมื่อน้องเบลล์ไม่มีสูติบัตร จึงไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก ดังนั้นน้องเบลล์จึงถูกตัดความช่วยจากภาครัฐ

ตอนแรกที่ยื่นรายชื่อไปให้ทางจังหวัด พี่ก็ขอยื่นชื่อน้องเบลล์ไปก่อน แจ้งว่าเป็นน้องสาวของบิ๊ก ซึ่งมีสูติบัตรอยู่แล้ว ก็ได้ความช่วยเหลือคนละ 25,000 บาท ตอนหลังเค้าตรวจสอบพบว่าน้องเบลล์ไม่มีหลักฐานการเกิด เค้าก็แจ้งว่าจำเป็นต้องขอคืนเงินช่วยเหลือส่วนของน้องเบลล์ 25,000 บาท แล้วล่าสุด เมื่อเดือนพฤษภาคมนี้ มีเงินช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่จะให้ทุนการศึกษาจนจบปริญญาตรี ก็ไม่มีชื่อน้องเบลล์ในรายชื่อ เพราะไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก

นับตั้งแต่ทราบปัญหา นางเสาวดีได้พยายามติดต่อเพื่อดำเนินเรื่องให้น้องเบลล์ได้มีเลขประจำตัว 13 หลัก แต่เรื่องก็ยากมากเมื่อพ่อซึ่งมีบัตรประชาชนเสียชีวิตแล้ว ส่วนแม่ของน้องเบลล์ หรือนางเก๋ ก็ไม่มีบัตรประชาชน ทั้งที่เป็นคนไทยแท้ๆ มีบ้านเกิดอยู่ที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่บิดามารดาไม่เคยพาไปแจ้งเกิดที่อำเภอเลย นับตั้งแต่เกิดจนปัจจุบันอายุ 20 ปี เช่นเดียวกับพี่น้องของเธออีกสองคน

เมื่อนางสาววรรณวิมล เอโกบล เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิเด็ก ได้ร่วมสืบค้นเพื่อติดตามแก้ไขปัญหา ยังพบอีกว่า มารดาของเก๋ หรือยายแท้ๆ ของน้องเบลล์ คือนางสมใจ ช่วยสถิต เป็นคนไทยซึ่งเคยทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก ที่บ้านเกิด ที่อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้นแต่งงานและขอย้ายชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านของพ่อสามี ที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชื่อของนางสมใจได้หายไปจากฐานข้อมูล ขณะที่พี่น้องคนอื่นๆ ยังมีชื่อในทะเบียนบ้านและมีบัตรประชาชนเช่นคนไทยทั่วไป

นางสาววรรณวิมล ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจข้อมูลผู้มีปัญหาทางทะเบียนราษฎรในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ พบว่า กรณีคนไทยที่ชื่อตกหล่นจากทะเบียนราษฎร หรือไม่เคยแจ้งเกิดเช่นเดียวกับยายหรือแม่ของน้องเบลล์นั้น มีอีกมาก เท่าที่สำรวจเบื้องต้นเฉพาะในอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พบว่ามีกว่า 60 คน มีทั้งคนไทยอีสาน คนไทยภาคเหนือ หรือ คนไทยในพื้นที่ภาคใต้เอง ที่มีการย้ายถิ่นมาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทองของการทำเหมืองแร่ที่จังหวัดพังงา หลายคนได้ตั้งรกรากอยู่ที่พังงาโดยไม่ได้กลับไปติดต่อเรื่องทะเบียนราษฎรที่ภูมิลำเนาเดิมเลย หลายคนไปติดต่อกับอำเภอหลายครั้งจนท้อ เพราะไม่สามารถหาพยานหลักฐานตามที่อำเภอต้องการมายืนยันได้  เลยปล่อยให้ปัญหาล่วงเลยเพราะไม่เห็นความจำเป็น จนมาเกิดเหตุการณ์สึนามิและต้องขอรับความช่วยเหลือ หรือบางรายไม่ประสบเหตุโดยตรง แต่เป็นคนชราที่อยากได้รับความช่วยเหลือด้านสุขภาพอนามัย แต่ไม่สามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้ เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นคนไทย จึงได้เริ่มให้ความสำคัญกับเอกสารทางทะเบียนราษฎรไทย

นางเสาวดีกล่าวถึงน้องเบลล์ด้วยความเสียใจว่า พี่เสียใจที่เห็นชีวิตน้องเบลล์ต้องเป็นแบบนี้ เวลาพี่ทำเรื่องขอความช่วยเหลือพี่สงสารน้องเบลล์มาก  เด็กลูกพม่าที่มีเลข 13 หลักก็ยังขอรับความช่วยเหลือได้ แต่นี่น้องเบลล์เป็นลูกคนไทยแท้ๆ กลับช่วยไม่ได้

กรณีของน้องเบลล์ เป็นเพียงตัวอย่างของคนทุกข์จากการไม่มีตัวตนทางกฎหมาย เนื่องจากไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร ซึ่งสืบทอดมรดกของความทุกข์มาถึงชั้นหลาน และนับวันปริมาณคน รวมทั้งปริมาณความทุกข์ยากเดือดร้อนที่แต่ละคนได้รับในชีวิต จะยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาอย่างเร่งด่วน ยังไม่นับรวมถึงความเจ็บปวดที่ปลูกฝังลึกลงในจิตใจ จากการไม่สามารถอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหมือนคนอื่นๆ   

คลื่นยักษ์อย่างสึนามิ ไม่เพียงซัดมาพรากชีวิตคนจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ได้เผยโฉมปัญหาของอีกหลากหลายชีวิตที่เคยจมอยู่อย่างไม่ค่อยมีใครมองเห็น ให้ปรากฎชัดแจ้งขึ้น พร้อมๆ กับเกลียวคลื่นที่มองไม่เห็น อีกระลอกแล้วระลอกเล่าที่ยังคงซัดกระหน่ำซ้ำเติมชีวิตของคนเหล่านี้ต่อไป ตราบเท่าที่ปัญหาจะได้รับการแก้ไขที่สาเหตุ