กราบสวัสดีค่ะครู
เมื่อเช้าวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ลุกขึ้นนั่งสมาธิภาวนา แล้วก็สวดมนต์ เห็นใจตนเองเที่คร่ำครวญ หุงข้าวแล้วก็ไปวิ่งออกกำลังกาย ครูค่ะ ความรู้สึกขณะวิ่งกับภาพที่ปรากฏในกรอบตา เหมือนมีอะไรสักอย่างอยู่ข้างในมองออกมา พอกระพริบตากลับมาที่ลมหายใจ จับกับความรู้สึกของภาพที่มอง เห็นไม่รู้ค่ะ แต่เหมือนมันสงบอยู่แว๊บหนึ่ง แล้วก็ไปใหม่ สลับไป แต่เมื่อไหร่ที่วิ่ง ๆ แล้วเจอคนอื่น ก็จะกังวล นิดหน่อย เหมือนมันกระเพื่อม บางทีก็ก็คิดอยากจะพูดบ้าง อยากจะวิ่งหลบบ้าง ค่ะครู เห็นใจที่มันอยากจะวิ่งคนเดียว วิ่งตอนเช้า ๆ จะวิ่งประมาณ ๓๐ นาที กลับมาบ้านผ่อนคลายร่างกาย นั่งดูต้นไม้หน้าบ้าน รดน้ำ
อาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน เช้านี้มีงานโครงการเร่งด่วนที่หัวหน้าให้เร่งส่ง ท่านพึ่งมอบหมายเมื่อวันอังคาร และเร่งรัดให้ดำเนินการจัดประชุมให้แล้วเสร็จภายนในกลางเดือนกรกฎาคม ด้วยความกระชั้นชิดของเวลา หนูนั่งเขียนปรับแก้ ปรับปรุง ทำความเข้าใจ สอบถาม การทำงานนี้เห็นความครุกกรุ่นในใจตนเอง ประคับประคองสติ จนงานเสร็จ อืมจะว่าเป็นความครุ่นกรุ่นก็ไม่มากขนาดนั้นค่ะครู หากเทียบกับเมื่อก่อน ก็เบาลง เพราะเมื่อถูกสั่งงานที่ไม่เคยรู้ล่วงหน้ามาก่อน และจะเอาเร็ว ๆ เหมือนโดนโยนงานที่ไร้แผน หนูแทบจะทำมันด้วยใจที่โกรธแค้น ครานี้เป็นบทพิสูจน์ว่าเบาลง เพราะมันคือ หน้าที่ ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร หน้าที่ คือสิ่งที่ต้องทำ พอส่งเสร็จก็นั่งทำเอกสาร เกี่ยวกับการวิเคราะห์ยาต่อ เที่ยง ๆ เมื่อเช้าแวะซื้อกับข้าวแล้ว แต่รู้สึกอยากทานไข่เจียว จึงฝากติด ๆ พี่อีกคนหนึ่งสั่ง พอเห็นราคาแล้วตกใจ โห ไข่เจียวอย่างเดียวไม่มีข้าวราคาสามสิบบาท แล้วก็แว๊บรู้สึกว่า
เอ.........อย่าพึ่งตัดสิน เขาอาจจะให้เยอะก็ได้
แล้วก็จริง ๆ ค่ะ ได้มาเยอะทีเดียว คงใช้ไข่หลายฟอง
ทานเสร็จก็รู้สึกง่วง ๆ จึงเดินไปเดินมาแล้วก็มานั่งหายใจที่โต๊ะทำงาน บ่าย ๆ ง่วงมาก จึงเลือกทำงานแบบที่ต้องเดินไปมา ตามเอกสารการขออนุมัติเดินทาง ทำเรื่องแจ้งการจองตั๋วเดินทาง ตอนแรกพี่แจ้งว่าเอกสารหาย รู้สึกงง หากันอยู่พักใหญ่ แต่งานนี้ก็ไม่มีใครเพ่งโทษใคร หายยังไงก็ไม่เจอ จึงเลี่ยงขึ้นมาทำงาน สักพักพี่โทรมาแจ้งว่าเจอแล้ว สำรวจที่ใจรู้สึกดีใจ นั่งทบทวนกับตนเองว่าได้อะไร จากการที่คิดว่าเอกสารหาย ได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมการฟาดงวงฟาดงา ไม่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงโวยวาย ตามล้างตามเช็ด ไม่หยุดหย่อน พูดถึงความผิดของคนอื่นซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า และรู้สึกสะใจ แต่ตอนนี้แล้วและก็แล้ว ทุก ๆ คน รู้ว่าตนเองควรจะแก้ไขสิ่งไหน ไม่จำเป็นต้องไปตอกย้ำ จึงเลือกที่จะให้กำลังใจกันและกัน
เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดในที่ทำงาน กับการที่หนูลดพฤติกรรมการอาละวาด เห็นความสุข ความยินดี ในแววตาของผู้อื่นแล้ว รู้สึกดีค่ะ ที่ทำงานน่าอยู่มากขึ้น เมื่อเราไม่เพิ่มความโกรธเข้าไป พอเลิกงาน ขับรถกลับบ้าน รู้ง่วง หาวไปตลอดทาง ถึงบ้านจอดรถแล้วก็เช็ดทำความสะอาด แล้วก็เดินเอาขยะไปทิ้งแล้วก็ออกกำลังกายนิดหน่อย กลับมาทำตำเหมี่ยงปลาร้าให้สุก ระหว่างทำ น้องแดงแวะมาเคาะที่บ้านของสาย LAN ที่เจ้าของเก่าทำไว้ไปใช้ จึงตกลงแล้วก็ชวนทานตำเหมี่ยงใบมะยมด้วยกัน สักพัก พี่อ้อมาร่วมทานด้วย คุยกัน พี่อ้อเล่าถึง
ใจที่สงบจากการอ่านหนังสือธรรมะ โกรธ ๆ อะไรอยู่ เบรกตนเองไม่ได้ ยกหนังสือธรรมะขึ้นมาอ่านก็ ผ่อนคลายนะ เบาเลย เหมือนวางได้เร็วขึ้น
ท่านเล่าอีกว่า “คนอื่นมองว่า พี่ทำได้ไงกับสภาวะที่เป็นอยู่ เลี้ยงลูกสองคนมาจนป่านนี้ ถ้าเป็นเขา คงทำไม่ได้ แต่พี่ก็มองว่า มันก็ธรรมดานะ ไม่รู้สึกว่าลำบาก มันก็ไปเรื่อย ๆ ของมัน”
คุยกันจนประมาณทุ่มหนึ่ง จึงเข้าบ้านเพราะยุงเริ่มจะชุม พอเข้าบ้านหนูก็มานั่งเปิดอ่านอะไรในเน็ต อาบน้ำ จนกระทั่งสองทุ่ม นาฬิกาปลุกเตือนในเขียนบันทึก หนูต่อรองกับตนเองว่า “แป๊บหนึ่งนะ” แล้วก็ล้มตัวลงบนเตียงตั่ง สุดท้ายก็หลับไป
ตื่นมาเช้านี้ก็รู้สึกจ๋อย ๆ อยู่เพราะตั้งใจจะเขียนบันทึกตั้งหลายเรื่องที่เขียนไว้ในสมุด แต่แล้ว แค่ประโยคสั้น ๆ ของกิเลส “แป๊บหนึ่ง” ปลุกตนเองด้วยการเดินในบ้าน กระโดดตบ แล้วก็ไปหุงข้าว วันนี้ทำต้มยำปลากระป๋อง แล้วก็อาบน้ำ ขึ้นไปสวดมนต์ พอสวดมนต์เสร็จ เห็นแต่ข้อบกพร่องของตนเอง ก็ยังคร่ำครวญอยู่ ขับรถไปทำงานเรื่อย ๆ แล้วก็แว๊บขึ้นมาว่า “มันอยากเครียด ก็เครียดไป แล้วแต่มัน ก็ดูมันเครียด” แล้วก็เหมือนหลุดออกมา จากความเครียด แล้วก็ขับรถต่อสบาย จนถึงที่ทำงาน
เก้าโมงมีประชุมศูนย์ ต้องเดินไปที่ตึกใหม่ ตลอดงานประชุม เป็นการประชุมที่ผ่อนคลายขึ้น มีงานที่ต้องรีบเร่งทำให้ทัน มีหน้าที่ได้รับมอบหมายเพิ่มขึ้น ประชุมเสร็จประมาณเที่ยงยี่สิบ
กลับมาทานข้าวเที่ยงที่ห้อง ทานแป๊บเดียวก็บ่ายแล้ว บ่าย ๆ นั่งผ่อนคลาย บ่าย ๆ พูดคุยเฮฮา แต่ว่าเป็นการรายงานผลการประชุมให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมรับทราบ แต่ฮาค่ะครู ขำได้ทุกช๊อค
สำหรับวันนี้ หนูต้องขับรถกลับกาฬสินธุ์ค่ะ ครั้งก่อนรู้สึกผิดที่ไม่ได้แจ้งครูว่ากลับบ้าน อย่างไรหนูขอโอกาสแจ้งครูเหมือนที่ผ่านมานะคะ
แม้จะเป็นการถูลาก ถูกังตนเอง ไปในขอบของเส้นทางก็ยังขอโอกาสเดินบนทางเส้นนี้ แม้ขาจะเป๋ ตาจะปูด ด้วยโดนกิเลสชกมาหลายหมัด แต่ก็ขอใช้เป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ นะคะครู
กราบขอบพระคุณค่ะ