ขอบคุณกรณีศึกษาและผู้ปกครองที่ชมผมออกรายการทีวีจึงขอรับคำปรึกษาทางกิจกรรมบำบัด...แต่เมื่อพบเด็ก...ทำให้ผมเกิดความสงสารในระบบการช่วยเหลือเด็กสมองพิการของบ้านเรา

ผู้ปกครองเด็กชาย อ. เล่าว่า ฐานะทางบ้านไม่ดีเลยไม่ได้ฝึกน้องมากนักจนอายุเกือบ 3 ขวบแล้ว หมอตรวจว่าจอประสาทตาเสื่อม สมองพิการและมีอาการชัก-เกร็งกล้ามเนื้อแขนขา ส่งฝึกกายภาพบำบัดจนพอจับนั่งคอตั้งตรงได้ แต่ต้องประคองช่วยอยู่ ยืนเขย่งปลายเท้าและเกร็งหดรั้งข้อเท้าข้างซ้าย แต่หมอไม่แนะนำให้ตัดรองเท้า และไม่มีการส่งต่อกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกการพัฒนาของการใช้มือและการทำกิจกรรมการดูแลตนเอง

เท่าที่ผมตรวจดู ยังมีน้ำลายยังไหลย้อยบ่อยครั้ง กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล กลอกตาไปข้างบน มือและแขนสองข้างเกร็งงอ และไม่มีการจับเหยียดข้อศอกและมือมากกว่า 1 ปี 

ดร.ป๊อป จึงตัดสินใจให้นักกิจกรรมบำบัดรุ่นน้อง คลินิกกิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล เชิงสะพานปิ่นเกล้า ช่วยนัดวันฝึกอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ วันละ 1 ชม. พร้อมแนะนำการบ้านให้ผู้ปกครองฝึกบ่อยครั้งในเวลาอื่นๆ ด้วย เพราะค่อนข้างเสียเวลาในการไม่ใช้งานของกล้ามเนื้อเล็กในกิจกรรมต่างๆ

และผมได้บริจาคอุปกรณ์ดามบริเวณข้อเท้าซ้าย เพื่อให้ใส่พันผ้ายืดในเวลานอนและจัดท่าให้พร้อมต่อการฝึกลงน้ำหนักด้วย

การบ้านที่ให้คือ การจับลงน้ำหนักข้อเท้าทั้งสองข้างนาน 30 วินาที แล้วหยุดพัก เพราะน้องร้องไห้โดยไม่คุ้นเคยกับการจับต้องร่างกายจากผู้อื่น ที่สำคัญน้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในท่าหดเกร็งแขนขามานาน และไม่มีการเรียนรู้การทำกิจกรรมในชีวิตเลย ผมบอกผู้ปกครองให้อดทนและใจเย็นๆ ยอมให้ร้องไห้ขณะฝึกกิจกรรมบำบัด แล้วหยุดพักพร้อมเปิดเสียงดนตรี เพราะน้องสนใจฟังมากกว่ามอง (มีความจำจากการได้ยินดีมาก)

จากนั้นนักกิจกรรมบำบัดรุ่นน้องแนะนำให้ฝึกเอื้อมหยิบของแล้วปล่อยทีละข้าง ในท่านั่ง ซึ่งผมแนะนำให้ฝึกนั่งขัดสมาธิ นั่งเก้าอี้เล็กลงน้ำหนักฝ่าเท้า และนั่งพับเพียบขณะทำกิจกรรมเป็นเวลาไม่เกิน 1 นาที นอกจากนี้จับลงน้ำหนักในท่าตั้งคลาน แนะนำท่าอุ้มหันหน้าออกหรือนั่งบนรถเข็น เพื่อผ่อนแรงผู้ปกครองด้วย

นัดหมายหลังจากผู้ปกครองไปฝึกที่บ้าน และกำลังหวังว่าน้องคงจะปรับตัวกับการฝึกกิจกรรมบำบัดในขั้นต้นนี้ได้เร็วๆ เพราะผมรู้สึกเสียดายเวลาที่หายไปโดยไม่ได้รับการฝึกกิจกรรมบำบัด ทำไมถึงไม่มีการส่งต่อและช่วยเหลือเด็กอย่างสหวิชาชีพ ทำไมไม่มีการฝึกการทำกิจกรรมการใช้มือ-ปาก-ตา ทำไมปล่อยให้ผู้ปกครองต้องช่วยเด็กจนอายุสามขวบ

ผมทำใจอยู่สักพัก และบอกให้กำลังใจผู้ปกครองว่า "เราต้องไม่คิดถึงอดีต ลองพยายามฝึกน้องในความสามารถที่มีอยู่ให้ดีที่สุด" ผมมองเชิงบวกว่า "กิจกรรมบำบัดน่าจะเติมเต็มความสุขแห่งทักษะชีวิตของกรณีศึกษานี้ แม้เวลาที่เริ่มต้นจะมีคุณค่าเพียงเล็กน้อย แต่ผมได้ทำเวลานั้นให้คุ้มค่ากับทักษะชีวิตหนึ่งไปแล้วครับ