|
คมชัดลึก :จากแปลงเกษตรผืนเล็กๆ ที่ถูกกั้นด้วยคันดินของอ่างเก็บน้ำบ้านโนนเปือย ต.แข้ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ แม้มีพื้นที่เพียง 3 ไร่เศษๆ แต่ ธงชัย บุญชู ในวัย 49 ปี เจ้าของที่นาได้บรรจุไว้ซึ่งพืชพรรณทางการเกษตรนานาชนิด รวมทั้งสัตว์เศรษฐกิจอีกหลายอย่าง จนที่นาผืนเล็กๆ นั้นกลายเป็นสวนเกษตรผสมผสานที่สร้างรายได้และพลิกผันชีวิตความเป็นอยู่ของธงชัยและครอบครัวให้อยู่ดีกินดีขึ้นมาได้ในห้วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมา
เจ้าของสวนเศรษฐกิจพอเพียงผืนนี้ เล่าว่า เมื่อก่อนติดเหล้า ติดการพนันอย่างหนัก แม้จะทำไร่ทำนาก็ทำในรูปแบบเกษตรเคมีไม่ต่างจากเกษตรกรคนอื่น คือการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ทำให้ครอบครัวตนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกปี ชีวิตความเป็นอยู่จึงไม่สู้จะดีนัก จนกระทั่งเมื่อปี 2540 หลังจากมีโอกาสเข้าร่วมกับเครือข่ายสมัชชาเกษตรกรรายย่อยศรีสะเกษ (สกย.อ.) และเครือข่ายปราชญ์เมืองศรี ก็เริ่มหันกลับมาสนใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่มจากการปลูกพืชผักแบบผสมผสานในพื้นที่เล็กๆ รอบๆ ผืนนาก่อน
"ตอนแรกเพื่อนบ้านก็หัวเราะบอกว่าที่นายิ่งน้อยๆ อยู่ทำไมไม่ทำนาให้หมดจะได้มีข้าวกินตลอดปี แต่หลังจากตระเวนศึกษาดูงานจากเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านมาหลายที่ก็มีความมั่นใจว่า การทำเกษตรผสมผสานจะช่วยให้เรามีผลผลิตออกจำหน่ายได้ตลอดปี" ธงชัยเล่าอีกว่า ต่อมาปี 2549 มีโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านโนนเปือย จึงขอดินจากการขุดอ่างเก็บน้ำมาถมที่จำนวน 1 ไร่ และขยายพื้นที่เกษตรผสมผสานออกไปจนเต็มพื้นที่ 1 ไร่ด้วยการปลูกทุกอย่างที่กินและขายได้ นอกจากนี้ยังขุดบ่อขนาดเล็กๆ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงหอยขม ที่คนอื่นเขาไม่เลี้ยงกัน ส่วนที่นาอีก 2 ไร่ก็เหลือไว้ทำนาปลูกข้าวแต่พอกิน โดยรูปแบบการทำเกษตรของตนตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงใดๆ ทุกอย่างเป็นเกษตรอินทรีย์ชีวภาพทั้งหมด
“เมื่อปลูกพืชหลายชนิด เลี้ยงสัตว์หลายๆ อย่างเข้า เราก็สนุกกับมัน เมื่อสนุกกับงานแล้วเวลาว่างเราก็น้อยลง ทำให้นิสัยชอบเที่ยว ชอบดื่ม ชอบเล่นพนันมันหายไปด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น ครอบครัวก็อบอุ่นมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ” ธงชัย กล่าวอย่างภูมิใจ
"มนูญ มุ่งชู"
แสดงความคิดเห็น
ที่ดินคุณบุญชู 3 ไร่ น้อยไปหน่อย ควรเก็บเงินซื้อที่ดินเพิ่มแล้วทำการเกษตรรูปแบบเดิม ขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมคือ จำนวนแรงงานในครัวเรือน ทำงานวันละ 8 ชั่วโมงแล้วทุกอย่างเสร็จ แบ่งเป็นวันหยุด 1 วัน ต่ออาทิตย์แล้วชีวิตจะแฮ็ปปี้สุดๆ
ปุ๋ย หมายถึง สารหรือสิ่งซึ่งเราใส่ลงไปในดิน เพื่อวัตถุประสงค์ให้ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่พืชยังขาดอยู่ให้พืชได้รับอย่างเพียงพอ พืชสามารถเจริญเติบโตงอกงามดีและให้ผลิตผลสูงขึ้น
มาทำความรู้กับ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หรือมีประสิทธิภาพ หรือที่เรียก กันติดหู ว่า EM (EffectiveMicroorganisms)
EM ถูกคิดค้นโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ตามแนวทางของท่านโมกิจิ โอกาดะ ระหว่างพ.ศ.2510-2525ได้พบความจริงเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในธรรมชาติ
จุลินทรีย์ในธรรมชาติมีทั้งจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ (Aerobic microorganisms) และจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic microorganisms) มีการทำงานร่วมกันในลักษณะช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ้าง และขัดแย้งกันบ้าง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มจุลินทรีย์ดี หรือกลุ่มสร้างสรรค์ มีประมาณ 5-10 % 2. กลุ่มจุลินทรีย์ก่อโรค หรือกลุ่มทำลาย มีประมาณ 5-10 % 3. กลุ่มเป็นกลาง มีมากถึง 80-90 %
โดย...ถ้ามีจุลินทรีย์กลุ่มดีหรือกลุ่มสร้างสรรค์มากกว่ากลุ่มก่อโรค โลกจะอยู่ในสภาวะสร้างสรรค์สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลพิษและโรคภัยทั้งปวง แต่...ถ้ามีจุลินทรีย์กลุ่มก่อโรคหรือกลุ่มทำลายมากกว่ากลุ่มดี สภาวะโลกจะตรงข้าม คือเกิดมลภาวะเน่าเหม็น มีโรคระบาดเป็นสภาวะทำลายส่วนกลุ่มเป็นกลางจะคอยช่วยสนับสนุนจุลินทรีย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนมากกว่าให้สามารถแสดงปฏิกิริยาได้มากยิ่งขึ้น ศาสตราจารย์ ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ จึงได้คัดสรรเอาเฉพาะจุลินทรีย์กลุ่มดีที่มีประโยชน์มาเลี้ยงรวมด้วยเทคนิคพิเศษเรียกว่ากลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพหรือEM(EffectiveMicroorganisms)
ปุ๋ยน้ำหมักจากเศษขยะเหลือใช้ในไร่สวนหรือครัวเรือน
เศษผักเศษผลไม้เศษขยะอินทรีย์ต่างๆ 3 ส่วน น้ำตาลหรือกากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาดหรือน้ำมะพร้าว 10 ส่วน
นำเศษผักผลไม้มาย่อยให้มีขนาดเล็ก แล้วนำน้ำตาลหรือกากน้ำตาลมาคลุกให้ทั่ว ทิ้งไว้สัก1คืนแล้วเทน้ำลงไปหมักทิ้ง ไว้ 30 วัน ก็สามารถนำน้ำหมักนั้น ไปใช้ได้ โดยอัตราส่วนที่แนะนำ คือ น้ำหมัก 1ส่วน ต่อน้ำเปล่า 500-1000 ส่วน
ข้อควรระวังในการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ
1. ในระหว่างการหมักห้ามปิดฝาภาชนะที่ใช้หมักโดยสนิทชนิดที่อากาศเข้าไม่ได้เพราะอาจเกิดการระเบิดได้ เนื่องจากในระหว่างการหมักจะเกิดก๊าซขึ้นมาจำนวนมากเช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก๊าซมีเทนฯลฯ
2. ภาชนะที่ใช้หมักต้องไม่ใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เพราะปุ๋ยน้ำชีวภาพจะมีฤทธิ์เป็นกรด(Ph=3-4)ซึ่งจะกัดกร่อนโลหะให้ผุกร่อนได้
ข้อควรระวังในการใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ(น้ำสกัดชีวภาพ)
1. ในการใช้น้ำสกัดชีวภาพกับพืชบางชนิดเช่นกล้วยไม้ อาจมีผลทำให้ภาชนะที่ใช้ปลูกคือกาบมะพร้าวผุเร็วก่อนเวลาอันสมควรทำให้ต้องเสียเงินในการเปลื่ยนภาชนะปลูกใหม่
2. ในการใช้น้ำสกัดชีวภาพกับพืชนั้นในดินจะต้องมีอินทรียวัตถุอยู่ เช่น มีการใส่ปุ๋ยหมักเศษพืชแห้งคลุมดินไว้จึงจะทำให้การใช้ประโยชน์จากน้ำชีวภาพได้ผลดี
3.ห้ามใช้เกินอัตราที่กำหนดไว้ในคำแนะนำเพราะอาจมีผลทำให้ใบไหม้ได้ เนื่องจากความเป็นกรดหรือความเค็มในน้ำสกัดชีวภาพ ดังนั้นจึงควรเริ่มทดลองใช้ในอัตราความเข้มข้นน้อยๆก่อน
4. น้ำสกัดชีวภาพที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ๆ ต้องระวังในการใช้เพราะหากใช้มากไปอาจทำให้พืชเฝือใบและไม่ออกดอกออกผลได้
5. ในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตของพืช พืชมีความต้องการสารอาหารในระดับที่แตกต่างกัน น้ำสกัดชีวภาพที่ผลิตได้จะมีสารอาหารที่แตกต่างกันเช่นกัน ดังนั้นผู้ใช้จะต้องเป็นผู้ค้นคว้าทดลองเองและเก็บข้อมูลไว้ว่าในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต พืชต้องการน้ำสกัดชีวภาพสูตรใด ความเข้มข้นเท่าใดและระยะเวลาในการฉีดพ่นเท่าใด ไม่มีใครให้คำตอบที่ดีและถูกต้องสำหรับสวนหรือไร่นาของท่านได้ ยกเว้นท่านจะทำทดลองใช้ สังเกตอาการของพืชหลังจากใช้และปรับใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับพืชของท่านต่อไป
แสดงควาคิดเห็น
น้ำหมัก หรือบางครั้งชาวบ้านเรียกว่าปุ๋ยน้ำเริ่มเป็นที่คุ้นเคยในหมู่เกษตรกร เพราะปราชญ์ชาวบ้านมักส่งเสริม จึงแพร่หลายได้ไม่ยาก และมักพบว่ามีเป็น 1,000 สูตร ตามกรรมวิธีผลิตของแต่ละท้องถิ่นโดยได้รับการยืนยันจากกรมวิชาการเกษตร และมักเสริมประสิทธิภาพด้วยธาตุอาหาร
สิ่งที่อยากจะให้ข้อคิดไว้ เพื่อเป็นแนวทางที่จะพัฒนาคุณภาพให้คงที่และใช้ให้ถูกที่ถูกทาง ดังนี้
-
เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติไม่ทนต่อยาปราบศัตรูพืชและสารกำจัดแมลง และสารปฏิชีวนะอื่นๆ ทั้งความร้อน หรือความเป็นกรด-ด่างจัด
-
ประสิทธิภาพที่ดีควรมีปริมาณเชื้อตั้งแต่ 10ยกกำลัง6cfu (ขออภัยที่เขียนแบบนี้) ขึ้นไป
-
การใช้น้ำหมักบางสูตรกับการทำเกษตร เรียกได้หรือไม่ว่า เป็นเกษตรอินทรีย์
-
ประโยชน์น้ำหมักไม่ไช่ทำได้ทุกอย่างครอบจักรวาร ถ้าใช้แบบไม่เข้าใจหรือไม่ฉุกคิด จะเกิดเหตุการณ์เช่นที่เคยเป็นข่าว
-
กรรมวิธีผลิตต้องสะอาด
-
อย่าขายแพงเลย จริงๆแล้วต้นทุนผลิตลิตรละไม่เกิน 1 บาท
-
ควรผลิตเชื้อให้ตรงกับงานที่จะใช้ เพราะจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจน ไม่สามารถย่อยสลายเซลลูโลสได้ ในขณะเดียวกันจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายเซลลูโลสได้ ก็ไม่สามารถย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจนได้เช่นกัน
-
จุลินทรีย์ทุกกลุ่มโดยเฉพาะ บาซิลลัส ทั้งใช้แสงเป็นแหล่งพลังานหรือใช้คาร์บอนเป็นแหล่งพลังงานต่างมีข้อจำกัดในการเจริญ ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าจะมีปริมาณเข้มข้นเท่ากันทุกกลุ่ม
-
ตัวเชื้อจุลินทรีย์ไม่น่าจะทำหน้าที่เช่นเดียวกับปุ๋ย แต่น่าจะเป็นที่น้ำโมลาสหรือไม่เกิดจากการแต่งเติม ผู้ใช้ควรตระหนัก
|
ต้องช่วยกันกระจายแนวคิดนี้ให้มากๆนะครับ
สวัสดี พี่ petch
เรื่องพอเพียงผมขอมีส่วนร่วมให้ความเห็นหน่อย เมื่อ 2 - 3 ปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรเคยนำเสนอโครงการเกษตรแบบ 1 ไร่แก้จนไว้ ภายในมีกิจกรรมให้ทำมากมากเช่น ปลูกข้าว ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นกันลม รั้วไม้ไผ่ ผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงไก่ เพาะเห็ด เลี้ยงหมู เลี้ยงควาย ทอผ้าไหม สร้างบ้านด้วยดิน วิดน้ำด้วยจักรยาน เอาเท่านี้ก่อนนึกไม่ออกแล้ว ที่เขียนมานี้ก็ทำไม่ไหวแล้วสำหรับครอบครัวเล็กๆ พ่อแม่ลูกยกเว้นขยันกันจริงๆ ในพื้นที่ 1 ไร่สามารถทำอะไรได้มากมายเพื่อให้พอเพียงกับการบริโภคเวลาที่มีก็คงหมดไปกับกิจกรรมต่างๆ มีกินมีใช้ไม่ได้หมายถึงเงิน ถ้าต้องการเงินอีก 2 ไร่ที่เหลือก็ผลิตแลกเงินแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความพอดี
ในส่วนตัวพูดถึงความเป็นอยู่แบบนี้แล้วรู้สึกมีความสุข สงบดี ถ้าคนจนหรือคนด้อยโอกาสเขาไม่ได้ดูทีวี ไม่ฟังวิทยุ ก็จะไม่รู้สึกอยากได้ อยากเป็น ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ต้องการฐานะทัดเทียมหรือไม่ต้องกลัวลูกหลานจะเป็นเบี้ยล่าง เขาก็จะอยู่ในวิถีของการพึงพาตนเองได้ดีกว่านี้
คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า คนในเมืองอยากอยู่อย่างสงบพยายามชี้นำคนนอกเมือง คนนอกเมืองอยากเป็นอย่างคนในเมืองทิ้งนาไร่มาทำงานหรือส่งลูกหลานเข้ามาเรียน ชีวิตมันเป็นเช่นนั้นเอง
ขวัญชัย
http://gotoknow/blog/dairyfarm