ขึ้นชื่อว่าสิ่งร้อยรัดแล้วนั้น จะเป็นสีขาวหรือสีดำก็เป็นสิ่งร้อยรัดด้วยกันทั้งนั้น
- ยึดมั่นถือมั่น คือ อะไรกันแน่ ?
- อะไรยึดมั่นถือมั่นในอะไร ?
- ยึดมั่นถือมั่นในความดี ดีหรือไม่ ?
ผมเข้าใจว่า บนเส้นทางแห่งการฝึกฝนพัฒนาตนจากด้านในนั้น เป็นการปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นจากสิ่งร้อยรัดทางโลก หรือประหารกิเลสทั้งหลายนั่นเอง
ผมเข้าใจว่า สิ่งเดียวกันนั้น สามารถเป็นได้ทั้งกิเลสและไม่ใช่กิเลส ยกตัวอย่างเช่น ความดี ถ้าเราทำดีและยึดมั่นถือมั่นในความดี ทำดีอยากได้ดีแล้วไม่ได้ดี ก็นำไปสู่ทุกข์ นั่นหมายความว่า การทำดีอย่างอิสระจากดี ดีกว่า การทำดีแล้วหลงในดีทำนองนั้นขอรับ
ขึ้นชื่อว่าสิ่งร้อยรัดแล้วนั้น จะเป็นสีขาวหรือสีดำก็เป็นสิ่งร้อยรัดด้วยกันทั้งนั้น
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/006449.htm
การเข้าไปเห็น คือตัวรู้เห็นสังขาร ...ความสงสัยก็เป็นสังขารกองหนึ่ง หากเห็นมันชัดเจน จะไม่สงสัยอีกต่อไป ถ้ายังอยู่ในสังขารก็มองไม่เห็น เพราะเป็นตัวมันซะเอง มันจะบังความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง มันสั่งอย่างไรก็ทำตามแหละ เพราะนึกว่าเป็นเรา
.....เมื่อเชือกขาด ไม่ใช่ไม่มีสังขารอีกนะท่าน ไม่ใช่สังขารดับไป ขันธ์ทั้งห้าก็มีของเขาอย่างนั้น เป็นหน้าที่ของเขา แต่ความยึดต่างหาก ที่มันยึดว่าเป็นเรานี่แหละ มันมีอาการเหมือนคนดึงเชือกว่าวที่ติดลมน่ะมันขาด สังขารก็ปรุงของมันไป เราเห็นตลอด แต่ไม่เข้าไปอาศัยอยู่ เราใช้มัน มันสั่งเราไม่ได้อีกเท่านั้น
.....การหลุดพ้น กำหนดไม่ได้ ไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไร หากมีเจตนาก็คือลงไปอยู่กับกองสังขารซะแล้ว ต่ำลงไปอีก .. หากใช้สติที่ฝึกดีแล้ว มองดูมันตลอด ทุกขณะจิต ติดต่อกัน...ก็จะเข้าไปเห็นความจริงแล้วพ้นทุกข์เดี๋ยวนั้นเลย ตามขั้นของปัญญา ...เมื่อสติปัญญาพอตัวแล้ว หากไร้ซึ่งเจตนาเมื่อไร ก็จะขาดออกจากกัน
พระอรหันต์ไม่มีอารมณ์ที่ปรุงแต่งหรอกครับ ไม่มีการปรุงแต่งแน่นอนถึงเรียกว่าอรหันต์
ขันธ์5หมายถึงร่างกายนี้ และนามธรรม ถ้ากล่าวเชิงปริยัติก็ใช่อยู่ว่าขันธ์5ยังอยู่ แต่ถ้าตามความเป็นจริง จิตเป็นวิสังขารไปแล้วละ มีแต่ร่างกายกับสุดยอดปัญญาเท่านั้นแหละที่เหลืออยู่ทำหน้าที่ จิตบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย (เป็นอะไรที่พูดไม่ได้)
โดยมีสัญญาเก่า ๆ ที่เราได้อ่านได้ฟังมาแล้วยืนอยู่เบื้องหลังล่ะก็ อย่าหวังเลยว่าการปฏิบัติของคุณจะก้าวหน้าได้ผลอย่างที่คุณคิดไว้นะครับ
ทำไม...ผมจึงกล่าวว่าการปฏิบัติแบบนั้นไม่ก้าวหน้าล่ะครับ...ตอบได้สั้น ๆ ว่า...ไม่ถูกทาง..ครับ
การปฏิบัตินั้นต้องนอกจากเท่าทันความคิดนึกแล้ว ...ต้องหยุดความคิดนึกได้ด้วยนะครับ
แต่ไม่ใช่ให้คุณไปบังคับให้หยุดคิดนะครับ...แต่ให้คุณปฏิบัติจนความคิดหยุดเองนะครับ....การหยุดคิดนี้ยังไกลมากสำหรับนักปฏิบัติแบบลุ่มๆ ดอน ๆ แบบเราทั้งหลายนะครับ
ผมขอย้อนมากล่าวถึงปฏิบัติที่จะให้หยุดความคิดได้ดีกว่าครับ
สิ่งแรกที่จะแนะนำนั่นคือ เมื่อคุณดูจิต....คุณไม่ควรตามความคิด...แม้ว่าความคิดนั้นจะดีเลิศวิเศษขนาดไหน คุณก็ไม่ควรปล่อยให้จิตใหลไปกับความคิดเหล่านั้นนะครับ
แต่เมื่อคุณมีสติรู้ว่าตัวเองกำลังคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่ในเวลานั่น...คุณก็ไม่ควรไปบังคับให้ความคิดนั่นหยุดเสีย ควรตั้งสติให้ดี...ไม่ควรใช้ความคิดนึกใดแทรกขึ้น..
สักพักหนึ่งหรือแค่อึดใจเดียว...ความคิดนั้นก็หยุดไปเองโดยธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ตามหลักแห่งกฏของธรรมชาติ เมื่อเราปฏิบัติได้แบบนี้การปฏิบัติก็จะเป็นการปฏิบัติที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ไม่มีสิ่งที่แปลกปลอม คืออัตตา/ตัณหา/อุปทาน เข้ามาแทรกให้ผิดธรรมชาติไป
เมื่อมีสติแล้ว ไม่ควรปล่อยให้ความคิดให้ใหลจากเรื่องหนึ่งไปสู่เรื่องหนึ่ง นะครับ
ถ้าทำแบบนั้น..มีแต่หลงกับหลง นะครับ