เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ

ปัจจัยเกื้อ หนุนโยคีให้บรรลุไกวัลย์
- ๒ -

วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
โยคะสารัตถะ ฉ.; ส.ค.'๕๒

ในตอนแรกเงื่อนไขจำเป็นพื้นฐานเหล่านี้อาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องของความ บังเอิญหรือโชค จึงอาจรู้สึกว่าการได้มาซึ่งศรัทธา วีรยะ หรือสมาธิ-ปรัชญา เป็นนิสัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสำหรับบางคน ในขณะที่คนอื่นๆ อาจไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่ผู้ฝึกโยคะควรจะยอมรับในใจอย่างชัดเจนแน่นอนว่า เงื่อนไขจำเป็นเหล่านี้สามารถที่จะฝึกฝนพัฒนาขึ้นมาได้ด้วยความตั้งใจ

ก่อนที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะเข้าสู่วิถีการปฏิบัติบนเส้นทางแห่งโยคะ เขาควรจะขจัดความสงสัยและลังเลใจเกี่ยวกับเส้นทางนี้ออกไปทั้งหมด หากเขาได้รับการโน้มน้าวให้เห็นถึงความสำคัญและคุณค่าของการฝึกโยคะแล้วจาก นั้นศรัทธาบนหนทางนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ยิ่งบุคคลได้รับการโน้มน้าวให้เห็นถึงความสูงค่าของสิ่งนั้นมากเท่าใด ความตั้งมั่นในศรัทธาของเขาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วยมากเพียงนั้น ถ้าเข้าใจได้อย่างถูกต้องโยคะก็ให้สิ่งมีค่าที่สุดนั่นคือ ความสุขและความสงบอย่างสูงสุดและไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม พยายามดิ้นรนแสวงหาไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่คลอนแคลนบนหนทางแห่งโยคะก็จะเกิด ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในจิตใจของผู้ฝึก

วีรยะและสมฤติก็เช่นกันเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ด้วยความตั้งใจ ยิ่งมีความตั้งใจแรงกล้ามากเพียงใด วีรยะหรือความเพียรก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้นเพียงนั้น รวมทั้งสมฤติ (การระลึกได้ถึงเป้าหมายสูงสุด) ที่ไม่หวั่นไหว จังหวะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งโยคะจะดำเนินไปสู่จุดสูงสุดได้ถ้าศรัทธาไม่ หวั่นไหวด้วย

เราอาจจะรู้สึกว่าระดับของความเข้าใจทางปัญญาที่จำเป็นต่อการหยั่งรู้ กระบวนการทางโยคะขั้นสูงนั้นอาจมีมาแต่กำเนิด และดังนั้นจึงเป็นความสามารถที่ได้มาโดยโชคชะตาวาสนาอำนวยให้ แต่ถึงกระนั้นก็ตามระดับของความเข้าใจทางปัญญานี้ก็สามารถสร้างขึ้นได้โดย อาศัยความเพียรที่จริงใจและตั้งใจ การแสวงหาความเข้าใจทางปัญญาอันทรงพลังเพื่อบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ การอ่านตำรับตำราที่เกี่ยวข้อง การฟังครู และการอภิปรายแลกเปลี่ยนและรับคำแนะนำจากเหล่าครูทั้งหลาย เป็นต้น

คำว่า อิตเรษาม หมายถึงผู้ฝึกปฏิบัติที่นอกเหนือจากผู้ที่ได้สภาวะของวิเทหะและประกฤติลยะ ซึ่งผู้ที่ได้สภาวะทั้งสองนี้จัดอยู่ในประเภทของโยคีผู้ก้าวหน้าขั้นสูง ตามการแปลความแบบแรกในโยคะสูตรประโยคที่ ๑๙ ที่ผ่านมาบอกว่า พวกเขาต้องกลับมาเกิดใหม่และฝึกฝนต่อเนื่องจากเดิมในขั้นที่พวกเขาติดอยู่ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้นบนหนทางโยคะ (ตามที่ได้อธิบายไว้ในอธยายะที่ ๖ ของคัมภีร์คีตา) ดังนั้นบนเส้นทางเดินนี้มีเพียงหนทางเดียวที่ผู้ฝึกธรรมดาทั่วไปหรือแม้แต่ โยคีผู้ก้าวหน้าจะเข้าสู่ความสำเร็จในโยคะได้ก็ด้วยเงื่อนไขจำเป็นต้องมี ก่อนทั้ง ๔ ประการข้างต้น ดังที่ได้กล่าวไว้ในโยคะสูตรบทที่ ๑ ประโยคที่ ๒๐ นั่นเอง

อรรถกถาจารย์บางท่านได้สันนิษฐานว่า โยคะสูตรประโยคที่ ๑๙ และ ๒๐ ได้อธิบายถึงโยคีสองประเภทคือ ๑) ภวปรัตยยะ หรือ มีมาตั้งแต่กำเนิด ๒) อุปายปรัตยยะ หรือ เกิดขึ้นผ่านการใช้มรรควิถี (วิธีปฏิบัติ) หรือผ่านการหมั่นฝึกฝนด้วยความเพียร แต่เนื่องจากความก้าวหน้าในโยคะตั้งแต่กำเนิดนั้นเป็นเรื่องของโชคหรือความ บังเอิญมากกว่า และจำนวนของผู้ที่โชคดีเช่นนั้นก็มีเพียงเล็กน้อย จึงเป็นการไม่ถูกต้องนักที่จะแยกประเภทของโยคีเป็นสองกลุ่มแบบนี้ นอกจากนั้นตามความเข้าใจและคำอธิบายที่ให้ไว้ข้างต้นที่กล่าวว่า แม้แต่โยคีผู้มีประสบการณ์ติดตัวมาแต่กำเนิดก็ยังต้องใช้ความเพียรในการ ฝึกฝนเพื่อก้าวต่อไปจากจุดที่เขาติดขัดอยู่ ดังนั้นการพากเพียรฝึกฝนจึงเป็นสิ่งที่แน่นอนเพียงอย่างเดียวและเป็นวิธีสุด ท้ายไม่มีวิธีอื่นอีกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ในโยคะสูตรประโยคถัดไป (๒๑) กล่าวว่า ตีวระ สัมเวคานามาสันนะห์ แปลว่า การฝึกโยคะของผู้ที่มีความเพียรอย่างแรงกล้าเช่นนี้ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ ได้โดยง่าย

ประโยคที่ ๒๐ ถึง ๒๒ เป็นหลักความจริงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับเรื่องทั่วไปเพื่อเข้าถึง ความสำเร็จหรือความสมบูรณ์ในการทำกิจกรรมด้านต่างๆ มีหลักฐานชัดเจนว่าความสำเร็จในโยคะสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายและรวดเร็ว ความแหลมคมและมีพลังที่มากกว่าก็คือ ความกระตือรือร้นหรือความมุ่งมั่นปรารถนาเพื่อสิ่งนั้น

โยคะสูตรประโยคถัดไป (๒๒) กล่าวว่า มฤทุ มัธยาธิมาตรตวาตตโต ปิ วิเศษะห์ แปลว่า การพัฒนาที่เกิดขึ้นนั้นจะแตกต่างกันไปตามระดับความเข้มข้นของความเพียรอัน แรงกล้า ตั้งแต่ระดับอ่อน ระดับกลาง และระดับสูงสุด

แม้ว่าผู้ฝึกจะมีความกระตือรือร้นและความปรารถนาอย่างแรงกล้า ถ้าไม่ได้ประกอบด้วยความเพียรอันเหมาะสมแล้วความสำเร็จก็ไม่สามารถที่จะเกิด ขึ้นได้ ดังนั้นความก้าวหน้าจึงขึ้นอยู่กับระดับของความเพียรที่ให้กับสิ่งนั้น นี่เป็นความจริงในกรณีของการฝึกโยคะที่กล่าวไว้ในประโยคนี้ด้วย

อรรถกถาจารย์ผู้คร่ำหวอดในสมัยก่อนบางท่านได้ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของ ความก้าวหน้าทั้ง ๓ ระดับ คือ มฤทุ (ขั้นอ่อน) มัธยะ (ขั้นกลาง) และอธิมาตระ (ขั้นสูงสุด) โดยได้นำเสนอความก้าวหน้าเป็น ๖ หรือ ๙ ระดับ อย่างไรก็ตามการแบ่งเช่นนี้ก็เป็นความละเอียดที่ไม่จำเป็น เพราะการแบ่งอย่างง่ายๆ ที่ใช้กันโดยทั่วไปนั้นก็น่าจะเพียงพอโดยแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มคือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย และสูงกว่าค่าเฉลี่ย

 

เอกสารอ้างอิง :

๑) Karambelkar, P. V., (1986). PATANJALA YOGA SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary. Lonavla : Kaivalyadhama.

๒) Philosophico Literary Research Department, (1991). Yoga Kosa. Lonavla : Kaivalyadhama.

๓) http://www.thewayofdhamma.org/page3_2/patum75.html (August 3, 2009)

 

                                                                                                      
(อ่านเพิ่มเติม)

ตำราโยคะดั้งเดิม ;
ปัจจัยเกื้อหนุนโยคีให้บรรลุไกวัลย์
- ๑ -


 


มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขต บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ;
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com