ขอบคุณกรณีศึกษา ผู้ปกครอง และผู้เลี้ยงดูกรณีศึกษาอายุ 9 เดือนด้วยความตั้งใจและความรักจนทำให้เกิดการพัฒนาของเด็ก Albinism ที่ช้ากว่าเด็กทั่วไปเพียง 1 เดือน (จากเดิม 3 เดือน) ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ได้รับการฝึกกิจกรรมบำบัด

การฝึกกิจกรรมบำบัดนี้เป็นกรณีศึกษาของ ดร.ป๊อป ที่สนใจวิจัยประสิทธิผลของการปรับโปรแกรมตามหลักการทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้สนใจลองอ่านรายละเอียดของกรณีศึกษานี้ที่ 

http://gotoknow.org/blog/otpop/354629

และ http://gotoknow.org/blog/otpop/342598

เด็กน้อยรายนี้น่ารักและเรียนรู้ได้เร็วหลังจากผมชวนคุณพ่อคุณแม่ศึกษาและประเมินข้อมูลทางกิจกรรมบำบัดร่วมกันด้วยเหตุและผลทางคลินิก และเน้นการฝึกที่บ้านอย่างตั้งใจ มีการบันทึก และมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมด้วยความสุขสงบ (Peace) และด้วยความสำเร็จในการพัฒนาของเด็ก (Progress) ตามหลักสิทธิของมนุษยชนที่เด็กรายนี้ควรได้รับโปรแกรมตามความต้องการพิเศษในการเรียนรู้ประสบการณ์ของการรับความรู้สึกและการรับรู้ที่เกิดการสมดุลระหว่างการกระตุ้นและการผ่อนคลายระบบการทรงท่า ระบบการสัมผัส ระบบตำแหน่งข้อต่อร่างกาย ระบบการได้ยิน และระบบสหสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวร่างกายขณะที่มีสายตาเลือนราง

ความก้าวหน้าของการใช้กิจกรรมบำบัด ทำให้ความไวของการรับสัมผัสลดลง (นอนหลับดี ไม่ร้องไห้ขอทานนมคุณแม่มากนัก แตะต้องตัวโดยไม่หวาดกลัว) ความไวของการได้ยินเท่ากันในหูซ้ายขวา ความไวของการรับรู้ตำแหน่งข้อต่อร่างกายจนถึงสหสัมพันธ์ของการใช้แขน มือ ขา และลำตัวในท่านั่ง ท่าคืบคลาน และท่ายืน มีความก้าวหน้าตามการพัฒนาของเด็กอายุเท่ากัน อาจมีการใช้มือและการมองเห็นแสงที่นานขึ้นแต่ยังไม่สัมพันธ์กันมากนัก รวมทั้งมีการสื่อสารด้วยท่าทางมากขึ้น แต่สื่อสารด้วยการเล่นน้ำลายถึงการเล่นเสียงยังช้ากว่าเด็กอายุเท่ากันประมาณ 1 เดือน ซึ่งวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า

  • เด็กชอบเขย่า/กระโดดตัวเองแบบผ่อนคลายในท่ายืนบนเตียงและส่งเสียงเล่นอย่างมีความสุข ไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะเด็กสามารถหยุดพฤติกรรมนี้แล้วทำกิจกรรมการเล่นอื่นๆ ได้
  • เด็กมองไฟกระพริบหลายสีบนฉากหลังสีแดงแล้วมีการคลานไปหาไฟกระพริบนั้นอย่างรวดเร็ว
  • เด็กนอนหลับยาวขึ้น ไม่ร้องไห้หรือตื่นกลางดึก เพราะได้แนะนำการปรับแสงในส่วนต่างๆ ของบ้าน รวมถึงการใช้กิจกรรมการผ่อนคลายด้วย
  • เด็กทานอาหารได้ดีขึ้น มีการใช้กล้ามเนื้อเล็กหลายส่วนพร้อมกัน แต่ยังไม่สัมพันธ์กันนักระหว่างมือ ตา ศรีษะ แขน ในหลายทิศทาง
  • เด็กมักเล่นของเล่นอย่างเงียบ จะส่งเสียงตามเมื่อมีการกระตุ้นเรียกชื่อหรือจับเคลื่อนไหวเร็วๆ

ดังนั้นผมจึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ปกครองของเด็กเพื่อให้เข้าใจถึงการจัดโปรแกรมกิจกรรมบำบัดเพื่อให้เกิดสมดุลของการกระตุ้นและการผ่อนคลายระบบการทรงท่า/ทรงตัว (Vestibular System) ที่มีตัวรับรู้ข้อมูลขนานไปกับระบบการได้ยิน แต่มีความซับซ้อนในการทรงท่าทางหลายทิศทาง ได้แก่ แนวตั้ง แนวระนาบ แนวตั้งและระนาบ แนวหมุนและแนวตั้ง แนวหมุนและแนวระนาบ ซึ่งควรฝึกทักษะการรับรู้ข้อมูลในทิศทางต่างๆ เหล่านี้ในสถานการณ์การทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตจริงๆ 

อ่านเพิ่มเติมที่ http://th.wikipedia.org/wiki/หู 

กับ  http://www.braintraining.com/vestibular.htm

ผมจึงขอสรุปแนวทางเพิ่มเติม คือ 

  • การปรับระดับการตื่นตัวที่เด็กจะรับรู้การทรงท่าในทิศทางหนึ่งๆ จนเด็กเริ่มส่งเสียงหรือร้องไห้กลัวแต่ไม่นานก็กลับมาเล่นส่งเสียงต่อได้ (แบบไม่เจ็บปวดทรมาน) ซึ่งแต่ละท่านั้นไม่ควรกระตุ้นติดกัน ควรเว้นห่างไม่น้อยกว่า 1 ชม. และอาจปล่อยให้เด็กกระโดดส่งเสียงเองบ้าง (ถือเป็นการผ่อนคลาย) พร้อมกับการจัดกิจกรรมการเล่นต่างๆ ผมได้ทดสอบและออกแบบการกระตุ้นเขย่าตัวเด็กขึ้นลงในท่าแนวตั้ง 5 ครั้ง/รอบ (1-2 รอบ/วัน) จับเด็กนอนคว่ำบนบอลและจับเคลื่อนไหวไปข้างหน้าหลังเร็วๆ ในระนาบและเฉียงลง 45 องศา 20 ครั้ง/รอบ/วัน และอุ้มยกตัวเด็กบริเวณลำตัวใต้รักแร้แล้วจับหมุนซ้ายขวา 10 ครั้ง/รอบ/วัน อาจปรับลดท่าบนบอลหากมีความลำบากในการนอนกลางคืนของเด็ก และควรกระตุ้นก่อนเวลานอนประจำ 1 ชม.
  • การเพิ่มความดังรอบๆ ห้องขณะเด็กกำลังเล่นระหว่างวันด้วยดนตรีบรรเลงมีเสียงร้องของเด็กๆ เพื่อการกระตุ้นการรับรู้ข้อมูลเสียง หากต้องการให้เด็กสนใจเสียงของผู้ฝึก ก็ให้ปิดเสียงดนตรีนั้น
  • การเพิ่มความดังรอบๆ ห้อง ก่อนเด็กเริ่มนอนหลับระหว่างวันด้วยดนตรีบรรเลงมีเสียงธรรมชาติ เมื่อเด็กนอนหลับ ให้เบาเสียงลงมาครึ่งหนึ่งจากความดังเดิมแล้วเปิดไปอีก 30 นาที ก่อนจะปิด ทำแบบเดียวกันก่อนเด็กเริ่มนอนหลับกลางคืนด้วยดนตรีคลาสสิก
  • การฝึกป้อนข้าวในทิศทางต่างๆ หน้า ด้านข้างซ้ายขวา มีการกระตุ้นให้หมุนตามองตามพร้อมอ้าปากรับอาหาร และการฝึกมองตามแสงไฟแดงในหลายๆ จังหวะ โดยเน้นความสนใจที่จุด/ตำแหน่งไฟหนึ่งเดียว เมื่อเด็กเคลื่อนไหวมา ก็ให้เขยิบไฟไปจนถึงเป้าหมาย แล้วปิดไฟหนึ่งเดียว มาเป็นเปิดไฟหลายจัดหลากสี เพื่อเป็นรางวัล เสริมให้มีการเกาะยืนดูให้เท้าลงน้ำหนักเท่ากันทั้งสองข้างนานมากกว่า 3 นาที
  • การปรับสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายมากขึ้น เช่น การจับเด็กนั่งแพลอยน้ำแล้วเคลื่อนไหวตามจังหวะน้ำทางซ้ายขวาหน้าหลัง การจับเด็กป้อนข้างขณะนั่งม้าหมุนที่ไกวช้าๆ เป็นต้น