Sick Around the World
ระบบบริการสาธารณสุขของ 5 ประเทศ
1.ประเทศอังกฤษ
ในปี ค.ศ.2008 รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHA) โดยคิดเป็น 8.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้กับประชาชน
จุดแข็ง คือ มีระบบการดูแลป้องกันสุขภาพที่ดีมาก (preventive care) โดยเน้นหน่วยบริการปฐมภูมิ
จุดอ่อน คือ ผู้ป่วยต้องรอคิวในการักษาพยาบาลนาน
2. ประเทศญี่ปุ่น
รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานระบบบริการสุขภาพ โดยคิดเป็น 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และทุกครอบครัวต้องจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันประมาณ $ 280 ต่อเดือน และอีก 30% ของค่าใช้จ่ายของขั้นตอนการชำระเงินทั้งหมดและค่าใช้จ่ายรวมในแต่ละเดือนตามรายได้ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลภาคเอกชนถึง 80% โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ตกลงกับแพทย์เพื่อตั้งค่าราคามาตรฐานในการรักษาแต่ในละครั้ง รวมทั้งได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการรักษา เช่น การผลิตเครื่อง MRI ทำให้สามารถตรวจรักษาได้ในราคาที่ถูกกว่าประเทศอื่นๆ และประชาชนทุกคนสามารถไปพบแพทย์ได้บ่อยครั้งตามที่ต้องการ
ข้อดี คือ ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลถูกและสามารถพบแพทย์ได้อย่างสะดวกตามที่ต้องการ และมีมาตรฐานในการรักษาอาการป่วยเป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ และมีคู่มือเป็นตัวกำหนด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะเจรจาต่อรองราคาค่ารักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศในทุก ๆ 2 ปี
จุดอ่อน คือ โรงพยาบาลเอกชนอาจประสบปัญหาขาดทุน เพราะระบบไม่ให้ทำการค้ากำไร ซึ่งรัฐบาลอาจจะให้การช่วยเหลือต่อไป
3. ประเทศเยอรมันนี
รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานระบบสุขภาพ โดยคิดเป็น 10.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และประชาชนต้องจ่ายเบี้ยประกันประมาณ $ 750 ต่อเดือนและขึ้นอยู่กับจำนวนรายได้ สำหรับการชำระเงินนั้นต้องชำระทุก 3 เดือน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 15 ชาวเยอรมันนีสามารถที่ซื้อประกันได้จากบริษัทซึ่งมีมากกว่า 200 บริษัท โดยที่บริษัทจะไม่คิดกำไรและในขณะเดียวกันผู้ป่วยสามารถไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ซึ่งจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขการชำระเงินของบริษัทประกัน
ข้อดี คือประชาชนสามารถพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้อย่างสะดวกแต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันที่สูงตามไปด้วย และการต่อรองราคาค่ารักษาพยาบาลได้ทุกปี
ข้อเสีย คือ ผู้ป่วยต้องรอคิวในการรักษานาน
4. ประเทศไต้หวัน
ในปี 1995 รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงาน ระบบ “ประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดยคิดเป็น 6.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยรัฐบาลได้ให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมกันวางแผนระบบสุขภาพ และรัฐบาลได้เลือกเฉพาะจุดเด่นของแต่ละประเทศมาปรับใช้ในวางระบบให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง โดยเฉลี่ยแล้วประชาชนจะต้องจ่ายเบี้ยประกันประมาณครอบครัวละ $ 650 ต่อปี
จุดเด่น คือ ประชาชนจะมีบัตรสมาร์ทการ์ด สำหรับใช้ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลทางการแพทย์เพื่อดูประวัติการรักษาพยาบาลและสิทธิการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่ต้องผ่านด่านคัดกรองโรคและไม่ต้องรอคิว รวมทั้งสามารถตรวจสอบว่าผู้ป่วยมาเข้ารับการบำบัดซ้ำซ้อนได้ด้วย
จุดอ่อน คือ ต้องสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอถึงจะทำให้ระบบสุขภาพดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
5. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานระบบสุขภาพ โดยคิดเป็น 11.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นระบบประกันสังคม โดยที่ผู้ประกันสังคมจะต้องจ่ายเบี้ยประกัน $ 750 ต่อเดือน ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดจำนวนการจ่ายเบี้ยประกันสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย โดยให้จ่ายเพียง 10% ของจำนวนที่ต้องชำระทั้งหมด
จุดแข็ง คือ ผู้ป่วยสามารถที่จะไปพบแพทย์และดำเนินการตามขั้นตอนการรักษาของแพทย์ได้ ภายใต้เงื่อนไขบริษัทประกันภัย
จุดอ่อน คือ ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อยาในราคาที่สูง
ข้อควรพิจารณา
1) บริษัทประกันต้องยอมรับให้ทุกคนมีสิทธิซื้อประกันสุขภาพได้เท่าเทียมกัน
2) รัฐต้องบังคับทุกคนซื้อประกันสุขภาพ ยกเว้นผู้ยากไร้ที่รัฐเป็นจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้เท่านั้น
3) แพทย์และโรงพยาบาลต้องยอมรับมาตรฐานราคากลางในการรักษาพยาบาลร่วมกันระหว่างรัฐและโรงพยาบาล
หมายเหตุ แหล่งข้อมูล : VDO เรื่อง Sick Around the World มาจาก www.pbs.org
*****************************