การตีนักเรียนดีหรือไม่ดีกันแน่

ตีเด็ก

กรณีที่เด็กนักเรียนถูกตีนั้น ไม่ว่าจะหนักหรือเบาก็ถือว่าเป็นเรื่องของ "ยุคสมัย" ครูบาอาจารย์หรือผู้ปกครองบางท่านอาจมองว่าเด็กจะดีได้ต้องถูกตี ต้องโดนสั่งสอน ดั่งที่โบราณกล่าวไว้ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" 

การตีเด็กในสังคมยุคปัจจุบันนั้นมักจะถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไร้จริยธรรม ไม่มีมนุษยธรรม หรืออาจเลยเถิดไปว่าเป็นการรังแกเด็ก ผู้คนในสมัยนี้ไม่ว่าทั้งในมุมมองหรือวิธีการทำโทษเด็ก ก็จะแตกต่างจากคนยุคเก่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการอบรมเด็กนักเรียนมักจะเป็นประเด็นที่เข้าใจกันผิดอยู่เสมอ 

บ้างคิดว่าเด็กควรถูกตีเป็นการลงโทษ แต่ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับว่า การอบรม การสั่งสอน และการตักเตือน ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการถูกตีเสมอไป 

ผมเองนั้นถือว่าเป็นคนสองสมัยที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางรอยต่อของสังคมไทยยุคใหม่และยุคเก่า ช่วงเวลานั้นเวลาทำผิดการถูกตีกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาจนถึงขั้นที่ว่ายิ่งทำผิดยิ่งถูกตี 

ซึ่งแน่นอนว่าอาจารย์ในสมัยก่อนมักจะมีภาพลักษณ์ของความดุอยู่เสมอ ซึ่งแต่ละท่านก็จะมีอาวุธประจำตัว เด็กผิดก็ต้องตี ยิ่งทำผิดยิ่งตีเยอะ ตีหนัก และเชื่อไหมว่าแต่ละท่านก็จะมีไม้เรียวที่แตกต่างกันไป เรียกว่าไม้เรียวสุดเลิฟ บางรายถึงขั้นตกแต่งให้อย่างสวยงาม พันให้เหนียว ตีทีหนึ่งต้องเปรี๊ยะดังๆ จนเด็กในสมัยก่อนมีความคิดว่าอาจารย์น่ากลัว และมีความขลังมากกว่าอาจารย์ยุคนี้ 

ช่วงเวลานั้นต้องเรียนตามตรงเลยครับว่า ผมก็เคยถูกตี มากที่สุดเห็นจะเป็น 40 ครั้ง ตีแบบต่อเนื่องจนบั้นท้ายช้ำเลือดออกซิบๆ ผมยังจำอาจารย์ท่านนั้นได้อยู่อย่างมิอาจลืมเลือน 

สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นในสังคมปัจจุบันก็ถือว่ารับไม่ได้ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกนะครับที่คนยุคเก่านั้นจะมีความแตกต่างจากเด็กยุคใหม่อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการมีระดับความอดทน อดกลั้นสูง และมีความรับผิดชอบมากกว่าเด็กรุ่นใหม่บางรายที่วันหนึ่งๆ ปล่อยให้ล่องลอยไป 

อาจเป็นไปได้ครับว่าสุภาษิตไทยที่กล่าวไว้ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนั้นเป็นอะไรที่คลาสสิค แต่ในวันนี้โรงเรียนมากมายสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบด้วยตนเอง จะว่าไปแล้วก็คือมอบความอิสระให้มากกว่าเดิม 

ถ้าไม่ทำการบ้านครูเขาไม่ตีหรอกครับ แต่ก็ถือว่าทำตัวเอง สอบตกเอง อะไรประมาณนี้ เขียนไปเขียนมาเดี๋ยวท่านผู้อ่านจะหาว่าตกลงผมจะสนับสนุนให้ตีหรือไม่ตีกันแน่ แต่บทความอันนี้ไม่ได้บอกนะครับว่า การตีเป็นสิ่งที่ควรกระทำ 

 

เพียงแต่อยากจะแนะนำว่าการอบรม การสั่งสอน และบทลงโทษของโรงเรียนยุคใหม่นั้นเปลี่ยนไป ด้วยการมอบอิสระให้กับเด็ก จะเรียนดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเด็กเอง หรือภาษาชาวบ้านก็ว่า ตัวใครตัวมัน 

*ประเด็นสำคัญของการที่เด็กจะพัฒนาได้ย่อมขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของผู้ปกครองและเหล่าครูบาอาจารย์*   ดังนั้น การเป็นครูในสังคมยุคปัจจุบันต้องยอมรับครับว่าน่าเห็นใจ เพราะเงินเดือนก็น้อย แต่ทำด้วยใจรัก ในขณะเดียวกันถ้าเด็กไม่เรียนก็กลายเป็นว่าครูสอนไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าตีเด็กก็กลายเป็นว่าไม่มีมนุษยธรรม หรือรังแกเด็ก 

*ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนที่เป็นครูอย่างน้อยต้องมีจิตใจที่ดี และย่อมอุทิศตนเพื่ออนาคตของชาติ* 

การวางตัวเป็นครูในสังคมยุคใหม่นั้นยอมรับครับว่าลำบาก จะเป็นเพื่อน เด็กก็ไม่เกรง ตีเด็กก็กลายเป็นรังแกเด็ก โจทย์ของการเป็นครูที่ดีนั้นนับว่าเป็นอะไรที่ยากลำบากและท้าทายอย่างยิ่ง 

*ไม่ว่าเด็กจะเฮี้ยวขนาดไหนแต่อย่างน้อยไม่ว่ายุคไหนก็ตามเด็กก็คือเด็กวันยังค่ำ การอบรมสั่งสอนและการมอบความรักความอบอุ่นนั่นเป็นเรื่องสำคัญของการเป็นครูด้วยเช่นกัน* 

เชื่อไหมครับว่าครูที่โหดในสังคมยุคปัจจุบันก็ยังมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะกรณีของการที่ครูสาวเอารองเท้าส้นสูงฟาดหัวนักเรียนจนเลือดอาบนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ผิดอย่างมหันต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ครูทั้งในอดีตและปัจจุบันย่อมไม่ยอมรับ 

*แต่ประเด็นอยู่ที่ว่ามาตรฐานของการลงโทษนั้นควรอยู่ที่ไหน เมื่อเด็กรับโทษแล้วจะทำอย่างไรให้เด็กเข้าใจในความผิด และพัฒนาต่อไป* ผมเข้าใจดีครับว่าครูเป็นอาชีพที่หนักและเหนื่อย และต้องปฏิบัติมากกว่าแค่การทำเป็นวิชาชีพ กล่าวคือ คิดว่าลูกศิษย์ก็เหมือนลูกของตน ถามว่าสมัยนี้ยังมีการตีอยู่ไหม แน่นอนครับว่าย่อมมีแน่ เพียงแต่ตีมากหรือตีน้อยเท่านั้นเอง คงไม่มีใครเขามาคุมทุกโรงเรียนหรอกครับ 

ที่สำคัญคือ เด็กนักเรียนไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของครู ดังนั้น ขอให้เรามีความชัดเจนว่าการอบรมนั้นเป็นอะไรที่แตกต่างจากการตีแน่นอนครับ 

อ้างอิงจาก

คอลัมน์ วัยทวีนส์

โดย เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล

ที่มา นสพ.มติชน
ขอบคุณที่มา : บทความการศึกษา วันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 อักษรเจริญทัศน์ (อจท)