หนังสือพิมพ์วันศุกร์วางอยู่บนโต๊ะ มีข่าวพาดหัวน่าสนใจ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งหึงโหดรัวปืนฆ่า ดร.สามีดับอนาถ”
ประพฤติธรรม
โสภณ เปียสนิท
...........................
มหาวิทยาลัยแห่งนั้นอยู่กลางใจเมืองขนาดกลาง ห่างจากเมืองหลวงพอควร มีผู้คนหลากหลายชนชั้น ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ แม้ว่าสถานที่กว้างใหญ่ แต่อาคารขนาด 4-6 ชั้น ตั้งเรียงรายซับซ้อน 7 หลัง ทำให้บริเวณเหมือนเล็กและไม่เพียงพอ อาคารเหล่านั้นตั้งเด่นเป็นสง่าชวนตื่นตาตื่นใจ แต่วันนั้นเป็นวันศุกร์มีนักศึกษามาเรียนน้อยกว่าปกติจึงทำให้บรรยากาศค่อนข้างจะเหงาหงอยกว่าที่เคยเป็น
สุทธินันท์ อาจารย์ใหม่วุฒิปริญญาโทจากต่างประเทศเพิ่งจะมาทำงานสัปดาห์แรกเขารู้สึกภูมิใจว่า วิชาความรู้ที่เรียนมาจากต่างประเทศจะมีประโยชน์แก่ตัวเอง และแก่ประเทศชาติ แต่ละก้าวจากหน้าประตูใหญ่ถึงอาคารสี่ชั้นอันเป็นห้องพักประจำสาขา เขามองภาพเหล่านั้นด้วยความประทับใจ ห้องพักสาขาขนาดเล็ก มีเพื่อนร่วมงาน 6 คน แม้ว่าจะแน่นไปหน่อยแต่ก็เป็นสัดส่วน หนังสือพิมพ์วันศุกร์วางอยู่บนโต๊ะ มีข่าวพาดหัวน่าสนใจ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่งหึงโหดรัวปืนฆ่า ดร.สามีดับอนาถ” เขานิ่งอ่านข่าวด้วยความสนใจ คิดสอนตัวเอง “ปัญญาชนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยยังฆ่ากันตายอีกหรือ” ความคิดยังคงวนเวียนเรื่องครูบาอาจารย์ ผู้นำทางปัญญาฆ่ากันตาย มีนัยให้คิดอย่างลึกซึ้ง
“อ่านข่าวครูฆ่ากันตายหรือครับ?” นักการวัยชราประจำตึกเดินเข้าห้องมาดูแลความเรียบร้อยถามขึ้นแบบกะทันหันจนอาจารย์ใหม่ตกใจ “ใช่ ไม่น่าจะต้องฆ่ากันเลย เป็นถึงครูอาจารย์” “เรียนด้านเดียวมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ” ขณะที่นักการกำลังจัดเก้าอี้ให้เข้าที่ อาจารย์คิดในใจว่า นักการคนนี้ไม่ธรรมดาท่าทีเหมือนมีหลักการแห่งชีวิต “อย่างไรครับลุง เรียนด้านเดียว” ลุงยิ้มอย่างอารมณ์เย็นตอบเรื่อยๆ “ต้องเรียนรู้และประพฤติธรรมด้วยครับ” “คืออย่างไรครับ” “ต้องจัดการศึกษาเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเรียนวิชาการ อีกส่วนหนึ่งต้องประพฤติธรรม จึงจะดีสมคำว่า “บัณฑิต” ไม่อย่างนั้นไม่เป็นบัณฑิตดอกครับ คุณก็เห็นอยู่แล้ว” อาจารย์ใหม่นิ่งคิดนาน “ก็ท่าจะจริงตัวอย่างอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้เอง”
แปลกใจว่า การประพฤติธรรมสำคัญแก่ชีวิตขนาดนี้ เหตุใดสถาบันการศึกษาไม่มุ้งเน้นให้เด่นชัด “ลุงเห็นว่าควรจะทำอย่างไร” ลุงทำหน้างง ถามว่า “ใครทำ อาจารย์หรือสถานศึกษา” “เอาผมเองก่อนก็แล้วกัน” “อย่างงั้นก็ง่าย อาจารย์เริ่มศึกษาหลักธรรม แล้วก็ปฏิบัติตาม แค่นั้น” “แหม เหมือนง่ายเริ่มต้นศึกษาอย่างไรดี” อาจารย์หนุ่มถามเรื่อยๆ อย่างใช้ความคิด นักการคนนี้เป็นอาจารย์เราได้เขาเริ่มศรัทธา นักการถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ “อ่านหนังสือ ฟังเทศน์ ถามพระ และนำมาใช้ คือลงมือปฏิบัติ” เออจริง ชายชราวัยพ่อคนนี้มีความรู้ไม่น้อยโดยไม่ต้องผ่านการศึกษาชั้นสูงใดๆ
“ทำอย่างไรเรียกว่าประพฤติธรรม” “ประพฤติธรรมคือการอยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดี” “เพื่ออะไร” เขาแกล้งถามลองภูมิ “เพื่อตัวเองและสังคม” นักการชราตอบแบบไม่ต้องคิด “ประพฤติธรรมต้องทำอย่างไร” “ต้องฝึกตนเองให้เป็นธรรมคือชอบด้วยเหตุผล ไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง และกลัวภัย พระท่านสอนว่า “ผู้ใดไม่ละเมิดความยุติธรรม เพราะความรัก ความชัง ความโง่เขลา และความกลัว ยศของผู้นั้นย่อมเด่นดุจดวงจันทร์ เปล่งแสงสว่างในข้างขึ้นทุกค่ำคืน”
เอาเข้าแล้วไง ตาคนนี้นำคำพระมาถ่ายทอดให้เขาได้คมทีเดียว เขานึกในใจ ได้ยินชายชรากล่าวต่อไป “ข้อที่สองคือ ประพฤติตามธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เช่น ศีล5 ศีล8 กุศลกรรมบถ10” “อ๋อ ต้องเป็นธรรม และตามธรรม” อาจารย์ใหม่เริ่มเข้าใจ พร้อมถามต่อว่า “ศีล 5 ศีล 8 พอได้ยินมาบ้าง แต่อะไรนะ กุศล....” “กุศลกรรมบถ 10” “ใช่นั่นแหละ คืออะไรครับลุง” “มันก็เครือๆ กับศีลนั่นแหละ เว้นจากการฆ่า ลักทรัพย์ ผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่โลภ ไม่พยาบาท ไม่ปองร้าย”
“แต่ละข้อยากๆ ทั้งนั้นเลยครับ” อาจารย์ใหม่กล่าวตามความรู้สึก “ครับ เราไม่คุ้นเคยมันก็ยากซิครับ ฝึกบ่อยๆ มันก็ชิน” “ตอนผมเรียนไม่เห็นครูสอนเรื่องนี้เท่าไร” อาจารย์มีสีหน้าครุ่นคิดเหมือนทบทวนความทรงจำวัยเยาว์ “เขามองไม่เห็นประโยชน์ดอกครับ เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด” นักการชรากล่าวเรื่อยๆ แฝงนัยสำคัญ “อย่างไรลุง คนตาบอดจูงคนตาบอด” อาจารย์ถามด้วยความอยากรู้ “คือนักการศึกษาเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างเดียว” “อ้าว แล้วไม่ดีหรือลุง” “ก็ดีครับ หากคนเราต้องการแค่หากินเลี้ยงชีวิต ผิดหรือถูกไม่สนใจ” “ความหมายคือ....” “ผิดชอบชั่วดี เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาใช่หรือไม่ครับ” นักการชราเอ่ยถามยิ้มๆ “เป็นซิครับ” อาจารย์ตอบแบบไม่ต้องคิด “แล้วเขาสอน เขาฝึก เขาเน้นกันเท่าไร” อาจารย์นิ่งคิดเนิ่นนาน ยิ่งคิดยิ่งเห็นจริงตามที่ลุงกล่าวมา ไม่อย่างนั้นคนระดับด็อกซ์เตอร์ ระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์คงไม่ฆ่ากันตาย
อาจารย์เดินไปชงกาแฟบนโต๊ะมุมห้อง พร้อมถามว่า “คนเราต้องประพฤติธรรมอะไรอีกหรือเปล่านอกจากที่ลุงบอกมา” “ยังมีอีก ต้องไม่เห็นผิดจากคลองธรรม ซึ่งก็คือการเชื่อหลักสัมมาทิฏฐิ 8 ประการ” “นึกว่าหมดแล้ว” “อีกนิดหน่อยครับ ต้องเชื่อในผลของทาน บูชาคนที่ควรบูชา ต้องยินดีในการรับแขก เชื่อผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว เชื่อว่าโลกนี้มีโลกหน้ามี เชื่อว่าพ่อแม่มีคุณจริง เชื่อว่าสัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี ต้องเชื่อว่าสมณพราหมณ์ที่หมดกิเลสมี” อาจารย์ยื่นถ้วยกาแฟหอมกรุ่นให้นักการสูงวัย และถามต่อว่า “มีเหตุผลประกอบหรือเปล่าครับ”
ลุงนักการรับถ้วยแกแฟด้วยรอยยิ้ม พึมพำขอบคุณ “มีทุกข้อแหละครับอาจารย์ เอาข้อไหนก่อนครับ” “ทำไมต้องเชื่อว่าสัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมี” “โอปปาติกะคือสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น ซึ่งก็คือวิญญาณของผู้ที่ตายแล้ว เชื่อเรื่องนี้ก็หมายถึงว่า เชื่อการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง” “แล้วทำไม่ต้องเชื่อว่าสมณพราหมณ์ที่หมดกิเลสแล้วมีอยู่” “เชื่อข้อนี้หมายความว่า เชื่อในหลักแห่งความดี เมื่อทำความดีตามหลักแห่ง ศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงที่สุดแล้ว ย่อมบรรลุธรรมขั้นสูงได้”
อาจารย์ใหม่มองลุงนักการด้วยสายตานับถือในความรู้ความสามารถ แม้ว่าลุงมีความรู้ทางวิชาการแค่ประถมปีที่สี่ คนส่วนมากมองว่ามีการศึกษาน้อย แต่ความรู้ด้านหลักธรรมควรอยู่ในระดับปริญญาโท หรือปริญญาเอกด้วยซ้ำ เป็นเพราะโลกยกย่องผู้ที่เรียนวิชาการว่าเด่นจนขาดความสมดุล กระทรวงศึกษาเอียงจนจะล้มมิล้มแหล่ ควรเชิญคนอย่างลุงนี่แหละเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่นักศึกษาบ้าง “ความเชื่อที่ว่ามาสำคัญขนาดไหนลุง” “ขออ้างคำพระหน่อย ท่านสอนว่า เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เพิ่มพูนไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนอย่างสัมมาทิฏฐินี้เลย” “ทำอย่างไรจึงจะเชื่อหลักเหล่านี้โดยสนิทใจ” อาจารย์ใหม่ยังคลางแคลงสงสัยอยู่ “พระสอนว่า อย่าเพิ่งเชื่อหลักธรรมใด ๆ ที่พระสอน แต่จงเรียนรู้และปฏิบัติ” “เพื่อสิ่งใดกันครับลุง” อาจารย์ถามด้วยความอยากรู้ “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม บุคคลใดหวังความสุข ความเป็นใหญ่ ความก้าวหน้า ต้องประพฤติธรรม”
“มีคำพระที่จำง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหมครับ” “มีครับ ง่ายมากด้วยธัมมะจารี สุขัง เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข” “ทำไม่คนปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้ ทั้งที่เป็นชาวพุทธ” “เป็นชาวพุทธแต่ชื่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เป็นชาวพุทธต้องทำอย่างไร” “ต้องทำอย่างไรครับลุง จึงจะเป็นชาวพุทธแท้” “ต้องประพฤติธรรมที่ว่ามานี้แหละครับ” “ยากนะลุง จำไม่ค่อยได้ สรุปให้สั้นกว่านั้นได้ไหม” อาจารย์ยังอยากได้หลักการง่ายๆ “งั้นเอาสามหลักก็พอ ทาน ศีล ภาวนา” “อ้าว คราวนี้สั้นง่ายนิดเดียว” “ใช่ ต้องการสั้นๆ เอาแค่นี้ก็พอแล้ว” “ทำอย่างไรครับ” “ทานก็แค่ยินดีในการให้ทานเสมอ ทำทีละน้อยอย่าให้เดือดร้อน แต่ยินดีในการให้ ให้แล้วชื่นใจ” “ศีลถ้าจะรักษากันยากครับ” “ไม่ยากหรอก ให้เริ่มแบบง่ายๆ” “ทำอย่างไรให้ง่าย” “ก็รักษาตอนนอน หมดเรื่องกัน” “อ้าว...”
สวัสดีค่ะ
แวะมาบอกท่านว่า มีอีกวิธีที่มูนเคยทำพร้อมเพื่อนๆ คือ ซื้อหน้าดิน เป็นคันรถ10 ล้อ 6ล้อ ประมาณนี้ มาใส่ในที่ดินที่เรากำลังจะปรับ แล้วปลูกต้นไม้ ปลูกแบบสารพัดปลูก แต่ต้องทำในหน้าฝน จำเป็นต้องรอฝนตกชุกๆ ก่อน ให้เทวดาช่วยรดน้ำค่ะ ลองๆ ดูนะคะ
ขอบคุณครับ
แต่ว่า ที่มันมากหน่อย 30 กว่าไร่ คงต้องหลายคันรถหน่อย
บางแห่งแนะว่าต้องปลูกพืชคลุมดินให้มากหน่อย
ปีนี้เร่งปลูกแนวมะขามบ้าง ลั่นทมบ้าง เฟื่องฟ้าบ้าง กั้นเเทนรั้ว ป้องกันวัว แพะ
ปีสองปีข้างหน้าแนวรั้วน่าจะแน่น
ขอบคุณอีกครั้ง
กำลังจะออกจากระบบ เห็นแว็บๆ มูนจะบอกว่า แบ่งทำเป็นล็อกๆ นะคะ เกรดถนนไว้เผื่อทางรถเข้าออก เราก็จะได้สะดวกด้วย ที่ดินสูงต่ำหรือเปล่า ดูเผื่อทางน้ำ อย่าทำพร้อมกัน 30 ไร่ ควรทำไป ปลูกต้นไม้ไป เป็นล็อกๆ ค่ะ และต้นไม้ ก็จะโตไล่ๆ กัน เรียงลำดับกันค่ะ 1. วางแผนแบ่งที่ดิน ก่อนนะคะ 2. วางแผนว่าจะปลูกอะไร 3. วางแผนเผื่อมีผลผลิตเหลือในครัวเรือน 4. วางแผนตลาดมีรายได้เพิ่ม 5. วางแผนกำลังคน ที่อาจต้องมาช่วยเรา ทั้งการปลูกต้นไม้ และการดูแลบ้าง รวมทั้งการเก็บผลผลิต ยาวเลย อิ อิ
คงจะได้ทำดังว่า ตอนนี้กำลังทยอยทำ เตือนตัวเองว่า
ปลูกต้นไม้ไว้เรื่อยๆ อีก 10 ปี เกษียณแล้วจะหลบร้อนไปทำอย่าง
คุณมูนแนะนำครับ
มาชม
ได้อ่านแล้วขอชื่นชมคุณที่ตีธรรมแตก
อ่านง่าย ๆ เข้าใจดีครับ
ค่อยๆ นึกได้ทีละอย่าง เป็นประสบการณ์แบบชาวบ้าน ไม่ใช่มืออาชีพ ก็เลยเข้ามาอีกรอบค่ะ อิ อิ
เมื่อเราแบ่งล็อกที่ดินแล้ว เราก็เลือกต้นไม้แล้วแต่ว่าเราจะปลูกอะไรแบบไหน แต่ควรลงไม้พร้อมกันในแต่ละล็อกนะคะ และอาจขุดหลุมรอไว้สัก1หลุม เอาไว้สำหรับหมักโดยเฉพาะพวกใบไม้ กิ่งไม้เล็กๆ เพราะถ้าเรามาขุดหลุมตอนที่ไม้โตแล้ว ส่วนมากขุดไปจะเจอรากของต้นไม้ แล้วเวลาฝนตก อาจทำให้ต้นไม้ที่อยู่ระหว่างหลุมแล้วเราขุดไปเจอรากนั้นโค่นง่ายค่ะ ขุดไว้ก่อน เราจะสามารถใช้ปุ๋ยหมักจากหลุมนี้ได้นานเลยค่ะ..
ยินดีครับท่าน ดร. ผมรู้สึกคุณเคยเหมือนเคยพบกันมาก่อน
อีก 1 บันทึก ของท่านอาจารย์ บุษยมาศ คราวก่อนที่มูนลิ้งก์มาให้ พอมูนมาดูอีกที คิดว่าท่านอาจารย์ โสภณ เปียสนิท คงยังไม่ได้พบบันทึกนี้ จึงลิ้งก์มาให้อ่านด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหา แต่เป็นตัวอย่างของที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/bussayamas7/362463 การวางแผนชีวิต
เรียนคุณอุ้มบุญครับ
ดูเหมือนจะทานเกินวันละ2ขวด เอ้ย...อ่านเกินสองบท ใจเย็นๆ นะเป็นห่วงอารมณ์ มากเกินไปจะเฝือ อ่านเวลาที่ว่าง แล้วค่อยๆ อ่าน เหมือนเด็กทานไอติม ละเลียดทีละนิดเหมือนเสียดายจะหมดเร็ว ทำนองนั้น
ตอนอาศัยคุณอุ้มบุญนำหน้า แล้วผมปรับอักษรเป็นตัวใหญ่ขึ้นตามกันไป