เมื่อวันที่ 15-16 มิถุนายน  ผมได้รับเชิญจากสำนักงาน ก.ค.ศ.ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิร่วมประชุมพิจารณารูปแบบการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มครูผู้ช่วย  ที่โรงแรมบางกอกกอล์ฟสปา รีสอร์ท  ปทุมธานี
         เรื่องนี้ก็มาจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 56 ที่กำหนดให้คนที่สอบบรรจุเข้ามาเป็นครูก็ต้องเป็นครูผู้ช่วยก่อนและต้องรับการประเมินเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม เป็นเวลา 2 ปี และได้รับการพัฒนาและประเมินอย่างเข้มจากกรรมการ 3 คน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในปัจจุบัน คือ  ผอ. กรรมการสถานศึกษา และครูพี่เลี้ยง โดย 3 เดือนประเมินครั้ง ก็เท่ากับ 8 ครั้งใน 2 ปี  ถ้าผ่านการประเมินก็ได้บรรจุแต่งตั้งเป็นตำแหน่งครู ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นมาจากการเป็นครูผู้ช่วยถึง 6 ขั้น  ถือเป็นการโปรโมชั่นที่มากทีเดียวสำหรับการเริ่มต้นเข้ามาเป็นครู 
       ระหว่างการถูกประเมินเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มตามสมรรถนะความเป็นครูก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เตรียมพร้อมและได้เห็นเส้นทางวิชาชีพครูที่ชัดเจนที่จะก้าวไปสู่วิทยฐานะครูชำนาญการในอนาคต
      ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงพยายามให้ความสำคัญอย่างมากกับกระบวนการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มเพราะนั่นหมายถึงการพัฒนาคนให้มาเป็นครูด้วยจิตวิญญาณความเป็นครูที่แท้จริง และเขาจะอยู่ในระบบนี้ถึงจนถึงเกษียณอายุราชการ  ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดไว้อีกว่า
     “...ถ้าในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม แล้วแต่กรณี ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 พิจารณาเห็นว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดมีความประพฤติไม่ดี  หรือไม่มีความรู้ หรือไม่มีความเหมาะสม หรือมีผลการประเมินทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด โดยไม่ควรให้รับราชการต่อไปก็ให้สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการได้  ไม่ว่าจะครบกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มหรือไม่ก็ตาม...”
        แต่จากการประเมินติดตามการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ประเมินการเตรียมความพร้อมฯที่ ก.ค.ศ.ประกาศใช้ในปัจจุบันพบว่ามีปัญหาหลายประการ  ที่แสดงให้เห็นถึง  ความไม่พร้อมของโรงเรียนที่มีเป็นจำนวนมาก  ทั้งครูพี่เลี้ยงที่มีคุณภาพ  ความไม่พร้อมของกรรมการสถานศึกษา รวมทั้งความไม่จริงจังกับการดูแลเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มของโรงเรียนและ สพท.  ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ โดย ดร.สงบ  อินทรมณี ผอ.กลุ่มภารกิจพัฒนาฯ ที่เป็นแม่งานเรื่องนี้ จึงได้มาทบทวนเรื่องนี้ และคิดพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มครูผู้ช่วยกันใหม่
        ผลจากการประชุมครั้งนี้  ได้ข้อสรุปที่เป็นสาระสำคัญอย่างครบถ้วน  ผมขอเล่าเฉพาะประเด็นสำคัญๆก็แล้วกัน  กล่าวคือ 
       วัตถุประสงค์ ก็เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มครูผู้ช่วยให้มีสมรรถนะด้านคุณลักษณะความเป็นครูและสามารถปฏิบัติหน้าที่ครูตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
           หน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนา  มีทั้งสำนักงาน ก.ค.ศ. ส่วนราชการ  สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา  สพท.  และสถานศึกษา  โดยกำหนดให้แต่ละหน่วยงานมีบทบาทที่ประสานสอดคล้องกันทั้งระบบ  ตามหลักการกระจายอำนาจ  การมีส่วนร่วม  การบูรณาการ  ความยืดหยุ่น และหลากหลาย  โดยจะต้องมีหลักสูตรการเตรียมความพร้อมฯ มีเครื่องมือ  มีคู่มือ ที่ชัดเจน 
         กำหนดให้ สพท.มีบทบาทสำคัญ เช่น จัดปฐมนิเทศครูผู้ช่วย  จัดให้มีการสัมมนาครูผู้ช่วยเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  จัดให้มีการพัฒนาและสร้างแรงจูงใจให้กับครูพี่เลี้ยง  สัมมนาคณะกรรมการเตรียมความพร้อม  สนับสนุนส่งเสริม นิเทศติดตามประเมินผล เป็นต้น
       ส่วนโรงเรียนซึ่งถือว่าเป็นหน่วยปฏิบัติการตรง  ต้องตั้งคณะกรรมการเตรียมความพร้อมฯ  และดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด  ประเมินและรายงานตามที่กำหนด
      คณะกรรมการเตรียมความพร้อมที่เราเสนอให้ปรับใหม่มี 4 คน คือ  1)ผอ.รร.  2)ครูพี่เลี้ยง(ถ้าโรงเรียนไม่พร้อมอาจตั้งจากโรงเรียนอื่นได้)  3)กรรมการสถานศึกษา  4)ศึกษานิเทศก์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่โรงเรียนเห็นสมควร
       แนวทางการพัฒนา  ใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น  ปฐมนิเทศ  การแนะนำ  การสอนงาน  การสังเกตการสอน  การให้คำปรึกษา การให้ศึกษาด้วยตนเอง บันทึกการปฏิบัติงาน  การอบรมสัมมนา  การฝึกงาน  การศึกษาดูงาน  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้  การศึกษาทางไกล เป็นต้น
       การวัดและประเมินผล  ทั้งการพัฒนาและตัดสิน ประเมินครั้งที่ 1-3  ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน  ร้อยละ 60 (เดิมร้อยละ 50)  ประเมินครั้งที่ 4-8 ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 70 (เดิมร้อยละ 60)  เป็นต้น
      เมื่อทำร่างรูปแบบการพัฒนานี้เสร็จแล้วก็จะเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจาณาให้ความเห็นชอบต่อไป