(11 มิถุนายน 2553 บันทึกโดย ดร.ชิ้น)

การล้อมวงคุยกันครั้งแรกของเรา มีแขกจากภายนอกที่ได้รับเชิญให้มาร่วมล้อมวงคุยด้วย 3 ท่านประกอบด้วย พญ. วินิทรา นวลละออง เจ้าของคอลัมน์ “มหัศจรรย์การ์ตูน” ในหนังสือพิมพ์มติชน และเป็นอาจารย์ในภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งมาช่วยให้ข้อมูลความรู้ในฐานะของจิตแพทย์ ส่วนอีก 2 ท่านเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก คนแรกก็คือ น้องปีย์ชนิตว์ เกษสุวรรณ นักเรียนทุน JSTP ส่วนอีกคนก็คือ น้องพิเชษฐ นุ่นโต นักเรียนทุน พสวท.โดยทั้งคู่กำลังเรียนอยู่ที่ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล และมาเป็นตัวแทนของเด็กเรียนดี

ในการล้อมวงคุยกันครั้งนี้กินเวลายาวนานถึงราว 2 ชั่วโมงครึ่ง มีประเด็นหลักและประเด็นย่อยที่พูดคุยกันเป็นจำนวนมาก ในที่นี้ขอสรุปรวม 3–4 ประเด็นใหญ่ๆ นั่นก็คือ ประเด็นเรื่องปัญหาความรุนแรงในเด็กที่ครอบคลุมถึงเรื่องกรณีของเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ลงมือวางเพลิงโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ในครั้งนี้ ประเด็นถัดไปก็คือมุมมองต่อการนำเสนอข่าวเรื่องนี้ของสื่อสารมวลชนกระแสหลัก (โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์) และประเด็นสุดท้ายก็คือ ในฐานะของแต่ละบุคคลที่มีเด็กหรือเยาวชนต้องดูแล และในฐานะของพนักงานในหน่วยงาน (สวทช.) ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเด็กจำนวนมาก โดยในจำนวนนี้ก็มีเด็กเรียนเก่งอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย จะมีวิธีการเฝ้าระวัง ป้องกัน หรือแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้าง?

ประเด็นทำไมเด็กเรียนเก่งคนหนึ่งลงมือเผาโรงเรียนตัวเอง

ในกรณีของเหตุที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นี้ การที่จะสรุปให้ได้แน่นอนว่าเป็นเพียงอาการหุนหันพลันแล่นหรือเป็นผลจากความเจ็บป่วยทางจิต จะต้องรอฟังคำวินิจฉัยจากจิตแพทย์ผู้ที่มีโอกาสได้พูดคุยกับเด็กนักเรียนคนดังกล่าว แต่จากข้อมูลที่ว่าก่อนลงมือในครั้งนี้ เด็กคนดังกล่าวก็ได้เคยลงมือเผาชุดโซฟามาแล้วครั้งหนึ่ง จึงอาจสรุปในเบื้องต้นได้ว่า กรณีนี้จะคล้ายกับอีกหลายๆ กรณีที่เด็กหรือเยาวชนได้แสดงออกถึงความรุนแรง เพราะมีความรุนแรงบางอย่างซ่อนอยู่ภายในจิตใจ และลงมือทำไปแบบไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้

มีงานวิจัยที่ชี้ว่าเยาวชนชายและหญิงอาจแสดงออกถึงความบิดเบี้ยวทางความคิด (thinking distortion) ในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย โดยเยาวชนชายอาจจะเห็นอาการได้ตั้งแต่ช่วงเข้าวัยรุ่นตอนต้น จนถึงช่วงก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ในเยาวชนหญิงเคยพบกรณีที่แสดงออกถึงอาการดังกล่าว ล่าช้าไปจนถึงอายุ 25–30 ปีก็มี

แต่กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ทฤษฎีเกี่ยวกับโรคจิตเวชในปัจจุบันชี้ว่า การแสดงออกอย่างรุนแรงอาจมีผลจากปัจจัยด้านพันธุกรรมอยู่ไม่น้อย และการรักษาที่ได้ผลส่วนหนึ่งก็อาศัยการตรวจอาการป่วยให้พบ และให้การรักษาด้วยตัวยาที่เหมาะสม แม้ว่ายาอาจรักษาได้ในบางกรณี แต่อีกหลายกรณียาก็อาจแค่ช่วยบรรเทาอาการป่วย แต่ไม่อาจรักษาอาการป่วยจิตเวชให้หายขาดได้ 

ประเด็นสื่อกับการเสนอข่าวนี้

ผู้เข้าร่วมเสวนาค่อนข้างจะเห็นตรงกันว่า สื่อเสนอข่าวนี้ในแบบเร้าอารมณ์มากกว่าที่ควรจะเป็น และกังวลใจปัญหาเรื่องการเสพสื่อของเยาวชน และปัญหาที่อาจเกิดการลอกเลียนแบบเกิดขึ้นได้ (กรณีนี้ไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าข้ออ้างที่ว่าเด็กอ้างว่าเผาเพราะเลียนแบบเหตุการณ์ความรุนแรงในบ้านเมืองนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ) นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องความแม่นยำของข้อมูลจากสื่อกระแสหลัก ซึ่งพบว่าบ่อยครั้งที่มีความคลาดเคลื่อนของเนื้อหาอยู่ ปัจจุบันก็มีการสื่อสารข้อมูลผ่านทางเครือข่ายสังคม (social network) บนอินเทอร์เน็ต เช่น Facebook มากขึ้น ซึ่งก็อาจเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้บ้าง เพราะนอกจากรวดเร็วแล้ว บางครั้งก็ยังเป็นการรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลโดยตรง (ในกรณีนี้คือข้อมูลโดยตรงจากทางโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์) ซึ่งอาจได้ข้อมูลที่ไม่พบในสื่อ กระแสหลัก

ความเป็นห่วงของกลุ่มล้อมวงในคราวนี้ก็คือ น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะห้ามสื่อกระแสหลักกระพือข่าวเรื่องการเผาโรงเรียน โดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ต้นตอของปัญหา (ทำไมเด็กจึงเลือกลงมือเผาโรงเรียน แทนที่จะหาทางออกของปัญหาตนเองแบบอื่น?) อย่างรอบคอบและรัดกุมรวมอยู่ในเนื้อข่าวด้วย เพราะสื่อสารมวลชนไทยจำนวนมาก ยังติดกับแนวคิดจำพวก “ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีขายไม่ออก” และหากจะให้คนสนใจ ต้องทำให้ข่าวกระตุ้นปลุกเร้าอารมณ์ให้มากเข้าไว้

ประเด็นต้นตอปัญหาและการกันดีกว่าแก้ 

ประเด็นใหญ่หัวข้อสุดท้ายก็คือ การมองหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะคล้ายคลึงกันอีก อาจทำอย่างไรได้บ้าง?

ปัญหาใหญ่สำหรับเยาวชนรุ่นปัจจุบันที่อาจเรียกว่าเป็น “เจเนเรอชั่น Y (Generation Y)” ที่ได้รับทราบจากงานวิจัยก็คือ เด็กในรุ่นนี้เป็นรุ่นที่สร้างแรงจูงใจจากภายในตัวเองได้ไม่ดีนัก จึงต้องการ “การจูงใจจากภายนอก (external motivation)” ซึ่งอาจได้ผ่านการรับรู้จากสื่อสารมวลชนหลัก หรือผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือจากคนรอบตัว หรือไม่ก็ต้องได้รับการชี้แนะ (coaching) ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างหลักทางด้านจริยธรรมหรือศีลธรรม หรือกำหนดแนวทางการให้คุณค่าชีวิต (value) ที่ถูกต้องเหมาะสมให้เกิดขึ้นภายในตัว จนสามารถเกิดเป็นความผสมผสานกลมกลืน (integrity) ระหว่างบุคลิกภาพเฉพาะตนกับค่านิยมทั่วไปทางสังคมได้

แต่ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ผู้ใหญ่ในรุ่นนี้ไม่รู้วิธีการชี้แนะอย่างเหมาะสมดังกล่าว เพราะในรุ่นของตัวเองใช้วิธีการเรียนรู้โดยตรง ผ่านการดูตัวอย่างมากกว่า จึงเป็นหน้าที่ใหม่ที่ต้องเรียนรู้

ผู้เข้าร่วมล้อมวงคุยยังได้พูดคุยกันมากถึงเรื่อง “ช่องทางและวิธี” การสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์อย่างเหมาะสมกับเยาวชนรุ่นใหม่ และหลายคนก็เห็นด้วยว่า การเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมแบบ “จิตอาสา” หรือการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติตามแนวทางวิธีปฏิบัติทางศาสนา (ตามหลักศีล–สมาธิ–ปัญญา) ก็อาจจะมีส่วนช่วยทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับเยาวชนเหล่านี้ ทำให้สามารถเข้าใจแง่มุมและคุณค่าของชีวิตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการทำให้สามารถตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตนเอง และมีส่วนช่วยในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ของตัวเด็กเองได้อีกด้วย

แต่ที่น่าจะสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็กๆ เหล่านี้ ก็ต้องแสดงออกถึงคุณธรรมพื้นฐานให้เยาวชนได้เห็นจนเป็นนิสัย เพราะพฤติกรรมหลายๆ อย่างของเยาวชน ก็อาจจะเป็นเพียงภาพสะท้อนสิ่งที่พวกเขาได้เห็นตัวอย่างจากผู้ใหญ่รอบๆ ตัวนี่เอง

ข้างล่างนี้เป็นภาพบรรยากาศที่เราคุยกันในวันนั้น