ต้องขอบคุณหมอศรชัย ฯ ผู้ผ่าตัด พยาบาลตึกศัลย์หญิงที่ดูแล หมอนรา กิ่งแก้ว ที่พยายามดูคิวห้องพิเศษให้แม้ไม่ได้นอนพักแม้แต่คืนเดียว ขอบคุณหมอทุกแผนกที่ให้การตรวจคนไข้อนาถาผู้นี้ดุจญาติมิตร
คืนวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ หลังจากตอบเพื่อนคนหนึ่งไปทาง Facebook ว่าเราสบายดี ก็เกิดอาการปวดท้องด้านขวาจี๊ด ๆ ขึ้นมา ก็ทบทวนว่าเราไปทำอะไรมา สันนิษฐานแรก คือ เราไปซิคอัฟด้วยเครื่องออกกำลังกาย น่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อหน้าท้องธรรมดา ๆ เหมือนทุกครั้งที่เริ่มออกกำลังกายเครื่องเล่นชนิดนั้น แต่เริ่มเอะใจว่าน่าจะไม่ใช่ เพราะกล้ามเนื้อส่วนอื่นหายปวดไปแล้ว แต่ทำไมปวดท้องอยู่อีก
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็นอนไม่หลับความปวดก็เริ่มเพิ่มขึ้น เราเริ่มเชื่อในสังหรณ์ของตนเองอีกครั้งหนึ่ง เราอาจจะเป็นไส้ติ่งอักเสบก็เป็นได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ช้าอยู่ใย โทรให้เพื่อนที่อยู่ใกล้สุดนำไปส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ก็เช้าวันที่ ๑๖ มิถุนายน พอดี ทุกอย่างก็เข้าสู่กระบวนการของหมอ เมื่อเราเล่าอาการหมอห้องฉุกเฉินตรวจเสร็จก็คล้อยตามข้อสันนิษฐานของเรา ก็เจาะเลือดไปตรวจ กว่าผลเลือดจะมาก็เข้าเวลาตรวจปกติของโรงพยาบาล จึงถูกส่งต่อไปที่หมอศัลยกรรม หมอศัลย์ฯ ไม่ได้คล้อยตามสันนิษฐานของเราซะที่เดียว จึงบอกกว่าผู้หญิงมีเรื่องราวมากมายที่เรามองไม่เห็น หมอส่งต่อเราไปที่ฝ่ายสูตินารีเพื่อตรวจภายใน
เอาล่ะวา..คราวนี้เริ่มใจคอไม่ดี แต่มี ผอ.สุนิสาเพื่อนรักคอยปลอบใจว่าไม่เป็นไรน่า ดีเหมือนกันจะได้รู้ว่าเราเป็นอะไร ก็เลยต้องตรวจภายในครั้งแรกในชีวิต พร้อมอัลตราซาวน์ ผลออกมาผ่านตลอดผล "ปกติ" หมอสูติฯ ให้กลับไปที่หมอศัลย์ ฯ อีกครั้ง หมอก็ยังไม่ยืนยันสันนิษฐานของเราอีก แต่บอกว่าให้นอนโรงพยาบาลดูอาการก่อน แต่สิ่งที่หมอสั่งให้ทำคือมันต้องผ่าตัดชัด ๆ
หมอให้ไปตรวจหัวใจที่ศูนย์ตรวจหัวใจ เสร็จแล้วให้ไป เอ็กสเรย์ปอด สรุปว่าเราตรวจเกือบครบทุกเรื่องภายในเวลาครึ่งวัน พร้อมไปจองห้องพิเศษแต่คิวยาวเป็นกิโล อาการปวดเริ่มทุเลาลง หรือเพราะเข้าห้องนั้นออกห้องโน่นจนลืมปวดไป เมื่อเสร็จเรื่องตรวจก็เริ่มหิว จึงนึกถึงอาหารกลางวันเพราะตั้งเช้ามายังไม่มีอะไรตกลงท้องเลย ด้วยความเหนื่อยที่เดินเกือบทุกชั้นตึกโรงพยาบาล ก็สั่งราดหน้าทะเล และกาแฟเย็นมารับประทานซะอิ่มแปล้ เพราะถือว่าจากนี้ไปเราต้องนอนโรงพยาบาลแล้ว
นึกขึ้นมาได้ว่าเรามาแต่ตัวนี่นา งั้นกลับไปบ้านก่อนเพื่อเอาของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นซึ่งเตรียมไว้แล้ว กลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งบ่ายสอง เข้ารายงานตัวเหมือนนักศึกษาเขาหอพัก พยาบาลตึกศัลย์ฯ หญิงรับบัตรคนไข้พร้อมฟิล์มแผ่นใหญ่อย่างเบื่อหน่าย คงคิดในใจว่ามาอีกแล้ว ไม่มีเตียงจะให้นอนแล้ว ก็น่าเห็นใจเขานะเพราะเขาอยู่กับผู้ป่วยทั้งวันทั้งคืน เราต้องมาเพิ่มภาระเขาอีก เราจึงสำรวมอาการต่าง ๆ ไว้ พยาบาลชี้ไปที่เตียงเสริมริมทางเดิน ความรู้สึกแรกที่มีความเป็นอัตตาสูงของมนุษย์ ว่า "นี่นะหรือคนระดับเราต้องมานอนริมทางเดินไม่ต่างกับแรงงานพม่า"...แต่ความรู้สึกบวกก็กลับเข้ามาแทนที่เมื่อมองให้เป็นบวก คือตรงหน้าเตียงของเรามีที่นั่งตลอดแนว ใครมาเยี่ยมก็รับมันตรงนี้สะดวกดี ก่อนหน้าเราก็ยังมีผู้ป่วยนอนอยู่แลัวตั้ง ๓ เตียงแน่ะเรื่องจิ๊บ ๆ พยาบาลนำเข็มน้ำเกลือมาปักไว้ที่หลังมือขวา เพราะเป็นมือที่อยู่ด้านนอกพร้อมติดป้าย "งดอาหารและน้ำ"
ตกเย็นพรรคพวกเพื่อนฝูงน้อง ๆ ที่ทำงานมาเยี่ยมก็ยังนั่งคุยกันสนุกสนานเพราะยังไม่แน่ใจว่าเขาจะผ่าตัดหรือไม่ เพราะแค่สันนิษฐานว่าไส้ติ่งอักเสบเท่านั้น อาจจะหายและกลับบ้านได้ คณะสุดท้ายกลับประมาณ ๓ ทุ่มครึ่ง
ประมาณ ๔ ทุ่มหมอศัลย์ฯ ทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ หมอศรชัย ฯ เดินมาจิ้มท้องเราสองทีแล้วบอกให้เข้าห้องผ่าตัด งงค่ะ งงมาก ๆ ตอนที่พรรคพวกอยู่ไม่มีใครบอกว่าจะผ่าตัด แต่พอเราไล่ทุกคนกลับหมด จะเอาเราเข้าห้องผ่าตัดทำได้ไง...ผ่าก็ผ่าใจเด็ดมากไม่โทรเรียกใครกลับมา เพราะอยู่ในมือหมอถึงญาติมาอยู่ใกล้ ๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้ว จึงจัดแจงถอดเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่ฝากพยาบาลไว้ กระเป๋าของใช้จำเป็นก็ฝากญาติผู้ป่วยเตียงใกล้เคียง แล้วสั่งความ "เมื่อเขาเข็นพี่ไปไว้เตียงไหนให้ช่วยยกกระเป๋านี้ไปไว้เตียงนั้นด้วยนะ"
บุรุษพยาบาลเข็นเราไปรอที่ห้องผ่าตัดเรียงกัน ๓ คน รอผ่าตัดไส้ติง ๒ คน ส่องกล้อง ๑ คน หน้าห้องผ่าตัดในยามค่ำคืนมันช่างวังเวงเหลือเกิน จึงเริ่มคุยกับคนข้าง ๆ ทราบว่าเข้าเป็นเมียฝรั่งอยู่ป่าตองเข้าโรงพยาบาลหลังเราอีกแต่เขาปวดมาก วิสัญญีเข้ามาพูดคุยด้วยซักประวัติเหมือนที่แผนกอื่น ๆ ซัก เราจึงซักถามวิสัญญีฯ เพื่อเป็นความรู้ว่าทำไมเขาจึงผ่าตัดในเวลากลางคืน ก็ได้รับคำตอบว่าส่วนใหญ่หมอศัลย์ฯ จะว่างเวลานี้ แต่กลางวันก็มีผ่าตัดในเคสที่ต้องผ่าตัดด่วน สรุปว่าอาการของเราอยู่ในประเภทที่รอผ่าตัดกลางคืนได้
บุรุษพยาบาลเดินมาถามว่าใครจะเข้าก่อน เราบอกว่าให้เมียฝรั่งเข้าก่อนเพราะเขาปวดมาก คราวนี้เหลือแต่เราเตียงเดียวนอนอยู่หน้าห้องผ่าตัด รู้สึกว่ามันนานมาก กว่าเธอจะออกมา เรารอคอยอย่างใจจดใจจ่อเพื่อจะดูอาการว่าหลังผ่าตัดเธอเป็นอย่างไร...แล้วเวลาที่เรารอคอยก็มาถึงเธอถูกเข็นออกมาวางขวางปลายเตียงเรา มองเห็นว่าเธอรู้สึกตัวอยู่ เธอลืมตาอยู่ เดี๋ยวเราก็คงไม่ต่างจากเธอ คิดในใจ เราอยากถามเธอว่าเจ็บไหม แต่บุรุษพยาบาลก็เข็ญเราเข้าห้องผ่าตัดรายต่อไป
เราถูกเปลี่ยนจากรถเข็นเป็นเตียงห้องผ่าตัด คนชุดเขียวจัดการมัดแขนตรึงแบบไม้กางเขน มัดขา โพกผ้า เรามองเห็นแต่ไฟที่เพดาน วิสัญญีเอายามาครอบจมูกแล้วบอกให้หายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้าแค่สองครั้งจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย เป็นหน้าที่ของหมอแล้วที่จะทำอะไรกับร่างกายมนุษย์ชิ้นนี้
เรารู้สึกตัวว่าเขาเข็นเราผ่านทางเดิน และเปลี่ยนเตียงจากรถเข็นขึ้นเตียงปกติ และได้ยินเสียงคนเรียกชื่อและถามว่า "คุณจินตนา ๆ จะเอาสร้อย แหวน นาฬิกา ที่ฝากไว้เลยไหม" เราตอบเขาว่า "ฝากไว้ก่อน" จากนั้นก็หลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตี ๒ รู้สึกปวดแผล มองไปทางไหนก็มืด เตียงใหม่ของเราอยู่ติดกับห้องพยาบาลสว่างอยู่ แต่เราเห็นพยาบาลนั่งก้มหน้าอยู่หลับหรือเปล่าก็ไม่รู้ ลองกวักมือเรียก เธอก็เงยน้ำขึ้นแล้วเดินมาหา บอกเธอว่าเจ็บแผลเธอจึงฉีดยาแก้ปวดทางสายน้ำเกลือให้อีกเข็ม
ตื่นขึ้นมาอีกครั้งตีห้า เขาเปิดไฟสว่างหมดทั้งห้อง เรามองไปรอบ ๆ เตียงใหม่ของเราหมายเลข ๑๒ ไม่ใช่เตียงเสริมแล้ว พยาบาลพูดเสียงดัง ๆ ให้ผู้ป่วยที่มีญาติได้อาบน้ำเปลี่ยนผ้า ส่วนคนไม่มีญาติ เขาบอกว่าให้ยกมือเรียกพยาบาล เราก็ไม่มีญาตินี่นาและยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ด้วย เหลือบมองเห็นกระเป๋าสัมภาระวางอยู่หัวเตียง แสดงว่าน้องคนนั้นที่สั่งความก่อนเข้าห้องผ่าตัดเขาปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ก็ควานหาโทรศัพท์เรียกสหายมาช่วยเหลือ และเสร็จเรียบร้อยเหมือนผู้อื่นทุกประการ
แปดนาฬิกา พยาบาลให้ญาติออกหมด เพราะหมอจะเข้าตรวจ เราเริ่มสังสัยสถานะภาพตัวเองเมื่อคุณพยาบาลมาถามว่าถ่ายสำเนาบัตรทองมาแล้วหรือยัง เราบอกไปว่าเราเป็นข้าราชการสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.ภูเก็ต) และมีใบส่งตัวมาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันเข้า เราเข้าใจว่าเขาเข้าระบบของโรงพยาบาลแจ้งสิทธิเรียบร้อยแล้ว
พยาบาลจะเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนหมอจะมา วิสัญญีเมื่อคืนเข้ามาแนะนำตัวและถามอาการ พร้อมแนะนำการปฏิบัติตน โดยให้จิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ ตรงนี้รู้สึกประทับใจมากที่ไม่ปล่อยให้เราเจ็บคออยู่อย่างเดียวดาย หมอก็หลายคนเดินกันขวักไขว่เพราะเป็นเจ้าของคนไข้ต่างกัน สำหรับเราคุณหมอคนสวยประจำตึกมาตรวจก่อน ตามด้วยหมอศัลย์ฯ ที่ผ่าตัด
พยาบาลมาถอดสายน้ำเกลือออกเมื่อหมดขวดที่สาม วันนี้เราหลับทั้งวันเพราะฤทธิ์ยาสลบเมื่อคืน ตกเย็นพรรคพวกมาเยี่ยมจึงลืมตาตื่นขั้นมาจ้อได้อีกไปจนถึงสามทุ่มไล่พวกที่จะมานอนเป็นเพื่อนกลับหมด เพราะไม่มีที่ให้นอน คราวนี้นอนไม่หลับทั้งคืนเพราะนอนเต็มอิ่มแล้วทั้งวัน เตียงนั้นเขาก็หลับเตียงนี้เขาก็หลับ แต่เราไม่หลับ หันไปดูพยาบาลคนอ้วน ๆ เมื่อกลางวันยังอยู่ ตีสามเข้าไปแล้วยังไม่หลับ อยากจะลงจากเตียงไปเล่น Facebook กับน้องพยาบาลคนที่มาใหม่นั่นบ้าง แต่ทำได้แค่นอนดู ผู้ช่วยพยาบาลชุดเหลืองนำผ้าชุดใหม่มาวาง...เอาว่ะ..ไหน ๆ ก็นอนไม่หลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า จากนั้นก็หลับไปจนพยาบาลเสียงดังคนเดิมเปิดไฟ คือ ตีห้าให้เตรียมเตรียมตัวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เราไม่รู้ทำอะไรก็หยิบผ้าปูที่นอนมาเปลี่ยน ๆ มัดมุมให้ตึง ๆ เหมือนที่พยาบาลสั่ง
เมื่อเขาถอดสายน้ำเกลือออกโดยให้ดื่มน้ำหวาน(น้ำเฮรูบอย) ประมาณ ๑ แก้วแทน รับประทานอยู่ ๒ มื้อ แล้วข้าวต้มก็หลงมามื้อหนึ่ง
วันที่สองคุณพยาบาลคนเดิมเข้ามาถามเราอีกว่าถ่ายสำเนาบัตรทองให้แล้วยัง เราเริ่มเอะใจเป็นครั้งที่สองในสิทธิของเรายังเป็นบัตรทองอยู่อีกหรือ เราก็ตอบไปเหมือนเดิมว่าได้ยื่นใบส่งตัวเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันแรกเห็นคุณพยาบาลเข้าไปรื้อตระกร้าเอกสารอยู่ครู่หนึ่ง คุณหมอศรชัย ฯ เจ้าของไข้ มาถึงเตียงเราพอดี ถามว่าเป็นไงบ้าง เราบอกว่าขอ กลับบ้าน หมออนุญาตและให้พยาบาลออกใบรับรองแพทย์ให้ ๗ วัน โทรเรียกให้น้องมารับ กว่าจะรับยาอะไรเสร็จก็บ่ายโมงเศษ
สิ่งที่เราเพิ่งรู้ว่าข้อมูลของโรงพยาบาลผิดพลาด คือ บุคคลผู้นี้มีอาชีพรับจ้างใช้สิทธิบัตรทอง ไม่ใช่สิทธิข้าราชการอย่างที่เราเข้าใจ...แต่ไม่เป็นไรเมื่อข้อมูลเป็นเช่นนี้เราก็รับสิทธิเช่นนี้...
ข้อพึงระวังครั้งต่อไป อย่าคิดว่าข้อมูลของโรงพยาบาลจะถูกต้องเสมอไป สิทธิของใครคนนั้นต้องรักษาสิทธิเอาเอง เมื่อผิดพลาดไม่มีใครรับผิดชอบเพราะนั่นหมายถึงข้อตำหนิจากความผิดพลาด เราไม่ตำหนิคุณพยาบาลคนนั้นแม้แต่น้อย...ได้สิทธิแค่นี้ก็รับแค่นี้ เธออาจจะรู้สึกผิดอยู่ในใจเองก็เป็นได้... แต่ก็ได้รับการเปลี่ยนสิทธิก่อนออกจากโรงพยาบาลเล็กน้อยตอนไปรับยา...ก็ยังดีที่เขาเปลี่ยนให้คิดในใจ... เมื่อมาถึงบ้านดูบัตรนัดตัดไหมที่คุณพยาบาลคนนั้นให้มาระบุใช้สิทธิ "บัตรทอง" อยู่อีก โอ้พระเจ้า
หากสิทธิเราผิดต้องแจ้งแก้สิทธิตั้งแต่ยื่นบัตรโดยให้เขาออกบัตรใหม่ให้เลย อย่าใช้บัตรเก่าเป็นอันขาด เพราะสิทธิจะไม่ได้รับการแก้ไขแน่นอน จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ทราบปัญหาว่าไม่มีใครเดือดร้อนแทนเรานอกจากตัวเราเองเท่านั้น
ต้องขอบคุณหมอศรชัย ฯ ผู้ผ่าตัด พยาบาลตึกศัลย์หญิงที่ดูแล หมอนรา กิ่งแก้ว ที่พยายามดูคิวห้องพิเศษให้แม้ไม่ได้นอนพักแม้แต่คืนเดียว ขอบคุณหมอทุกแผนกที่ให้การตรวจคนไข้อนาถาผู้นี้ดุจญาติมิตร
.................
ขอบคุณมากครับ..
สวัสดีค่ะคุณราชิต สุพร
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจ
"ขอให้หายวันหายคืนไวๆนะครับ
"รักคิดถึงและห่วงใยเสมอ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณไข่
ขอบคุณมาที่แวะมาให้กำลังใจ
สวัสดีค่ะครูคิม
ตอนนี้พักฟื้นอยู่ที่บ้าน คิด ๆ ไปชีวิตคนเรามีอะไร ๆ สนุก ๆ ที่เราคิดไม่ถึงอีกเยอะนะคะ
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจค่ะ
รอดตัวไปค่ะ หายไวไวนะคะ
สวัสดีค่ะคุณ
ปุ๊กลุ๊ก
ขอบคุณที่มาให้กำลังใจ...มันเป็นรสชาดของชีวิตไงค่ะ
เป็นไงบ้างครับ..คงหายสะบายดีแล้วนะ
""แวะมาให้กำลังใจเสมอเสมอ..ครับ""
ถึงมาช้าไปหน่อยก้อย่าน้อยใจนะจ๊ะ หาย..............ไวไวนะจ๊ะ
อ่านแล้ว เหงาจัง เหมือน จิบตอนเป็นไข้หวัดใหญ่ เลย เหงาจับใจ แต่ก็ยังดีที่มี พี่ดวงอยู่ใกล้ ๆ แต่ตอนนี้ ไม่เหงาแล้ว น่ะค่ะ
ทุกคนย่อมผ่าน เวลา เศร้า ๆ ไปเสมอ เน่อะ
พี่สาว เป็นหญิง เก่ง และแกร่งมาก คนหนึ่ง ค่ะ
เป็นห่วง เสมอค่ะ
เป็นหวง อยู่ ห่าง ๆๆๆ
จิ๊บ เอง เจ้าค่ะ คุณจิน