-คำว่า "นวัตกรรม" มีรากศัพท์มาจากคำว่า "innovare" ในภาษาละตินซึ่งแปลว่า "ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา" (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ,2547)
โทมัส ฮิวส์ (Hughes,1987) ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมว่า เป็นการนำเอาวิธีการใหม่ มาปฏิบัติหลังจากที่ได้ผ่านการทดลองและได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับแล้ว และมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา
นวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่จะเป็นการปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบ มอร์ตัน (Morton,1971)
-เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม ระบบสารสนเทศสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information) และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน
-การจัดการความรู้ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ดังนั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง
-
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการจัดการความรู้
(IT&KM)
บทนำ
ปัจจุบันคุณค่าของความรู้คือกลยุทธ์ที่สำคัญที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หลักการก็คือการจัดการความรู้ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดจากความหลากหลายในการสังเคราะห์ความรู้ ประเด็นที่สำคัญคือขอบเขตอันจำกัดของการจัดการความรู้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่บุคคลส่วนมากให้การยอมรับว่าการสร้างความรู้และการถ่ายโอนความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาและอุปสรรคของการจัดการความรู้คือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่มีความอ่อนตัวในเทคนิคการจัดการความรู้(Oltra, 2005, pp 70-82)
ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศกับการจัดการความรู้
|
Organizational processes |
|
Technology (IT infrastructure)
|
|
People (work force) |
|
Knowledge |
ภาพที่ 1 องค์ประกอบของการจัดการความรู้
ที่มา: Awad, E. M. & Ghaziri, H. M. 2004. Knowledge management. New Jersey: Pearson Education.
* การจัดการความรู้ คือความสัมพันธ์ระหว่างคนสู่คน และคนสู่ข้อมูลข่าวสารในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งหมายถึงกระบวนการที่เป็นเครื่องมือที่เพิ่มมูลค่าของกิจการองค์กร กลุ่มคน หรือเครือข่ายของกลุ่มบุคคลหรือองค์กรอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการประมวลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด การกระทำ ตลอดจนประสบการณ์ของบุคคลเพื่อสร้างเป็นความรู้หรือนวัตกรรม และจัดเก็บในลักษณะของแหล่งข้อมูลที่บุคคลสามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยช่องทางต่าง ๆ ที่องค์การจัดเตรียมไว้ เพื่อนำความรู้ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งปันและถ่ายโอนความรู้ และในที่สุดความรู้ที่มีอยู่จะแพร่กระจายและไหลเวียนทั่วทั้งองค์การอย่างสมดุล เป็นไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการพัฒนาผลผลิตและองค์การ (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547, หน้า 32-33;วิจารณ์ พานิช, 2548; Andersen, 2005) และการทำให้เกิดความสำเร็จของการจัดการความรู้จะต้องผสมผสานการทำงานของคน (People) กระบวนการ (Organizational processes) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Technology) ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบของการจัดการความรู้ดังต่อไปนี้ (Awad & Ghaziri, 2004, pp. 2-3; น้ำทิพย์ วิภาวิน, 2547, หน้า 17-21) ดังภาพที่ 1
1. ด้านคน หมายถึงความสามารถของคนในองค์กร ต้องมุ่งเน้นในเรื่องพนักงานเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะแม้ว่าองค์กรจะมีระบบบริหารจัดการระบบการทำงานต่าง ๆ ที่ดีเลิศ แต่ขาดพนักงานที่มีคุณภาพหรือทุ่มเทให้กับการทำงาน ก็จะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ดังนั้นการสร้างพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ และมีขวัญกำลังใจในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ซึ่งบางทฤษฎีเน้นถึงการจัดการความรู้ว่าเป็นการพัฒนาคนในองค์การ โดยร้อยละ 80 เป็นการใช้สมองของมนุษย์ อีกร้อยละ 20 เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะหัวใจการจัดการความรู้คือ การรวบรวมความรู้ การวิเคราะห์ และสังเคราะห์ความรู้ รวมถึงการนำความรู้นั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ความรู้จึงมีความสัมพันธ์กับข้อมูลดิบ (data) สารสนเทศ (information) และปัญญา (wisdom) ดังภาพที่ 2
|
|
|
ภาพที่ 2 ความสัมพันธ์ของสารสนเทศและความรู้ |
|
|
ที่มา:The KM Concep. 2003. อ้างถึงใน น้ำทิพย์ วิภาวิน. 2547. การจัดการความรู้กับคลังความรู้.กรุงเทพฯ: เอสอาร์ พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์ จำกัด.
2. ด้านกระบวนการ เป็นกระบวนการการจัดการความรู้ ประกอบด้วยแนวทางและขั้นตอนของการจัดการความรู้ ซึ่งกระบวนการการจัดการความรู้มี 4 ขั้นตอนหลัก คือ การจัดหาความรู้ การสร้างความรู้ การจัดเก็บและการค้นคืนความรู้ การถ่ายทอดความรู้และการใช้ประโยชน์ (พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2547, หน้า 42-48; Marquardt, 1996, pp. 129-139)
2.1 การจัดหาความรู้(Knowledge acquisition) องค์กรจะต้องแสวงหาความรู้จากแหล่งความรู้ต่าง ๆเพื่อเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคล และองค์กร ได้แก่ 1) แหล่งความรู้ภายนอกองค์กร เช่นการใช้มาตรฐานเปรียบเทียบ(benchmarking) กับองค์กรอื่น การจ้างที่ปรึกษา การตรวจสอบแนวโน้มเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี การรวบรวมข้อมูลจากลูกค้า และคู่แข่งขัน การร่วมมือกับองค์กรอื่นเพื่อสร้างพันธมิตรและการร่วมลงทุน และการเปิดรับข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ เช่น สิ่งพิมพ์ งานวิจัย บทความ โทรทัศน์ เป็นต้น 2) แหล่งความรู้ภายในองค์กร เช่น การให้ความรู้กับพนักงาน การสอนงาน การฝึกอบรมสัมมนา การประชุม การแสดงผลงาน ระบบพี่เลี้ยง การเรียนรู้จากประสบการณ์การลงมือปฏิบัติ และใช้กระบวนการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง
2.2 การสร้างความรู้ (Knowledge creation) เป็นขั้นตอนของการพัฒนาและการสร้างความรู้ที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่(generative) จากทักษะและความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กร เป็นวิธีการพัฒนาความรู้ของแต่ละคนในกระบวนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (socialization) การสร้างความรู้ใหม่เกี่ยวข้องกับการหยั่งรู้และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล ทุก ๆ คนสามารถเป็นผู้สร้างความรู้ได้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การวิจัยและการพัฒนา การเรียนรู้โดยการปฏิบัติ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การเรียนรู้จากประสบการณ์และวิธีการระดมความคิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนในกลุ่ม
2.3 การจัดเก็บและการค้นคืน (knowledge storage and retrieval) องค์กรต้องกำหนดสิ่งสำคัญที่จะเก็บไว้เป็นองค์ความรู้ และต้องพิจารณาถึงวิธีการในการรักษา และการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการ องค์กรต้องเก็บรักษาสิ่งที่องค์กรเรียกว่าเป็นความรู้ไว้ให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนผลสะท้อนกลับ การวิจัยและ การทดลอง การจัดเก็บเกี่ยวกับด้านเทคนิค เช่น การบันทึกเป็นฐานข้อมูล หรือการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางมนุษย์ด้วย เช่น การสร้างและการจดจำของปัจเจกบุคคล เป็นต้น ทั้งนี้การสะสมความรู้ องค์กรควรคำนึงถึง โครงสร้างการจัดเก็บความรู้ ควรเป็นระบบที่สามารถค้นหาและส่งมอบได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ทันเวลาและเหมาะสมกับความต้องการ และจัดให้มีการจำแนกรายการต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานความจำเป็นในการเรียนรู้ องค์กรต้องพิจารณาความแตกต่างของกลุ่มคนในการค้นคืนความรู้ ต้องมีการจัดหมวดหมู่ตามองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ตามวัตถุประสงค์ของงาน ความชำนาญของผู้ใช้ เป็นต้น และองค์กรต้องหาวิธีทำให้พนักงานทราบถึงช่องทางหรือวิธีการสำหรับค้นหาความรู้ เช่น การทำสมุดจัดเก็บรายชื่อ และทักษะของผู้เชี่ยวชาญ เครือข่ายการทำงานตามลำดับชั้น การประชุม การฝึกอบรม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การถ่ายทอดความรู้ในองค์กร
2.4 การถ่ายทอดความรู้และการใช้ประโยชน์ (knowledge transfer and Utilization) การถ่ายทอดและการใช้ประโยชน์จากความรู้ มีความจำเป็นสำหรับองค์การ เนื่องจากองค์การจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นเมื่อความรู้มีการกระจายและถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็ว และเหมาะสมทั่วทั้งองค์กร การถ่ายทอดและการใช้ประโยชน์จากความรู้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับกลไกด้านอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้การเคลื่อนที่ของสารสนเทศ และความรู้ระหว่างบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งนั้นเป็นไปได้โดยตั้งใจ เช่น การสื่อสารโดยการเขียน การฝึกอบรม การประชุมภายใน การสื่อสารภายในองค์กร การหมุนเวียนเปลี่ยนงาน และระบบพี่เลี้ยง ส่วนการถ่ายทอดความรู้โดยไม่ตั้งใจ เช่น การหมุนเวียนงาน ประสบการณ์หรือเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา คณะทำงาน และเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ
|
Enterprise Portal |
|
External Links |
|
HR |
|
Trading & Issuer marketing |
|
Call center |
|
Finance |
|
Intranet information |
|
Functionality |
|
User Interface |
|
Structure Data and any Information |
|
|
|
Web Portal
|
|
Application Platform And Integration |
|
Management |
|
Employee |
|
Content Management |
|
Knowledge Management |
|
Security |
|
Personalization |
|
Workflow |
|
Rules |
ภาพที่ 3 การพัฒนาการจัดการความรู้ในองค์กร
ที่มา: วิเชียร ฤกษ์พัฒนกิจ. 2549. เอกสารประกอบการบรรยายวิชาคอมพิวเตอร์เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
3. ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการความรู้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของความรู้ในองค์การให้เป็นความรู้ที่เกิดประโยชน์ต่อบุคคลนั้น ในเวลาและรูปแบบที่บุคคลนั้นต้องการ เรียกว่าระบบบริหารความรู้ องค์ประกอบของระบบบริหารความรู้ ได้แก่ 1) เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเก็บสารสนเทศ เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย จัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ External knowledge, Structured/Information internal knowledge 2) แพลตฟอร์มที่ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน การมีระบบและฐานข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ใช้งานร่วมกันได้ สนับสนุนการทำงานร่วมกัน 3)ระบบเครือข่าย โครงสร้างพื้นฐานเช่นระบบเครือข่ายช่วยสนับสนุนการสื่อสารและการสนทนา 4)วัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนและใช้ข้อมูลร่วมกัน ดังภาพที่ 3
ซอฟแวร์ที่ใช้ในการจัดการความรู้
การจัดการความรู้ที่สามารถนำความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในรูปต่าง ๆ มาจัดระบบระเบียบและสามารถใช้ได้เมื่อต้องการเน้นที่การนำซอฟแวร์มาช่วยในการดำเนินการ เช่น โปรแกรม Microsoft office 2000 ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้โดยผ่านรูปแบบ XML (Extensible Markup Language) เพื่อใช้ข้อมูลร่วมกัน บริษัท Lotus เสนอโปรแกรม Lotus Notes เพื่อใช้ข้อมูลร่วมกันในองค์กร และระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) โดยทุกบริษัทต้องการพัฒนาระบบข้อมูลขององค์กร (น้ำทิพย์ วิภาวิน, 2547, หน้า 78-79) ดังนี้
1. Personal Knowledge Management เป็นการบริหารความรู้เพื่อใช้ในงานตามความสนใจของแต่ละบุคคล เช่น โปรแกรม Knowledge Work ของ Microsoft
2. Enterprise Knowledge Management เป็นการบริหารความรู้เพื่อการใช้งานขององค์กรโดยรวม เช่น โปรแกรม Workdraw
นอกจากนี้ซอฟแวร์หรือโปรแกรมการจัดการความรู้ที่เป็นผลิตภัณฑ์โปรแกรมการจัดการความรู้มีมากกว่า 70 แห่งในท้องตลาด ได้แก่ Dataware Knowledge Management, Knowledge Insight, KnowledgeMail, WebProject, Livelink, Message, TeamTool เป็นต้น
บทสรุป
สังคมในปัจจุบันนี้เป็นสังคมที่มีฐานแห่งความรู้ (Knowledge-base society) การพัฒนาสังคมและองค์การที่นำไปสู่สังคมฐานความรู้ จำเป็นต้องมีการปรับระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสในการเรียนรู้ มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD)เพื่อการปรับปรุงทักษะอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบุคคลคือทรัพยากรที่สำคัญต่อ การสร้าง การกระจาย และการนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทำให้เกิดมุมมองเชิงธุรกิจกับแนวคิดด้าน HRD เป็นเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นงาน HRD จะมุ่งไปสู่ทุนทางปัญญาที่มีการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ เพื่อพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพ พัฒนาคนให้เป็นบุคคลรอบรู้และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และพัฒนาฐานความรู้ขององค์กร เพื่อเพิ่มพูนทุนความรู้ขององค์กรที่ส่งผลให้องค์กรสามารถดำเนินกิจการได้อย่างประสบผลสำเร็จและสามารถแข่งขันได้บนความไม่แน่นอนในอนาคต ในความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความคิด ความรู้และการตัดสินใจเป็นเรื่องของการจัดการความรู้ ดังนั้นความรับผิดชอบต่ออนาคตขององค์กรมีผลมาจากการจัดการความรู้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวคิดขององค์กรที่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐานในการดำเนินงาน ผู้บริหารจะสามารถควบคุมกระบวนการทำงานทั้งหมดขององค์กรในลักษณะ Workflow โดยอาศัยโปรแกรมการจัดการความรู้ซึ่งใช้หลักการของการเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้ของบุคคลในองค์กรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินงานและการตัดสินใจให้องค์กรอยู่รอดได้ในอนาคต (ดนัย เทียนพุฒ, 2543: 28-29; วิจารณ์ พานิช, 2548; พรธิดา วิเชียรปัญญา, 2548, หน้า 12-13; น้ำทิพย์ วิภาวิน, 2547, หน้า 83)
บรรณานุกรม
ดนัย เทียนพุฒิ. (2543). การจัดทำแผน HRDสู่สหัสวรรษหน้าสำหรับนักฝึกอบรมมืออาชีพ (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: ไทยเจริญการพิมพ์.
น้ำทิพย์ วิภาวิน. (2547). การจัดการความรู้กับคลังความรู้. กรุงเทพมหานคร: เอสอาร์
พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์.
พรธิดา วิเชียรปัญญา. (2547). การจัดการความรู้. กรุงเทพมหานคร: ธรรกมลการพิมพ์.
วิจารณ์ พานิช. (2548). การจัดการความรู้คืออะไร(นิยามเพื่อปฏิบัติการ). ค้นเมื่อ 10 ตุลาคม 2548, จาก http://www.kmi.trf.or.th/document/aboutKM/abount.KM.pdf
วิเชียร ฤกษ์พัฒนกิจ. 2549. เอกสารประกอบการบรรยายวิชาคอมพิวเตอร์เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์. หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษญ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
Andersen, A. (2005). Knowledge management news. Retrieved September 9, 2005, from http://www. kmnews.com/index.php?page=themopportunity
Awad, E. M., & Ghaziri, H. M. (2004). Knowledge management. New Jersey: Pearson Education.
Marquardt, M. J. 1996. Building the learning organization. New York: McGraw Hill.