โลกนี้น่าอยู่เพราะมีคนดีมากกว่าคนเลว

สวัสดีค่ะสมาชิก GoToKnow ทุกท่านสำหรับวันนี้ดิฉันขอนำนิทานเซนของท่านพุทธทาสเรื่องที่ 2 มาให้ทุกท่านได้ติดตามกันนะคะ

          เรื่อง "ความเชื่อฟัง" ธยานาจารย์ชื่อเบ็งกะอี เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเทศนาธรรม คนที่มาฟังท่านนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ในวงของพวกนิกายเซน พวกนิกายอื่น หรือคนสังคมอื่นก็มาฟังกัน ชนชั้นไหนๆ ก็ยังมาฟัง เพราะว่าท่านไม่ได้เอาถ้อยคำในพระคัมภีร์ หรือในหนังสือหรือในพระไตรปิฎกมาพูด แต่ว่าคำพูดทุกคำนั้น มันหลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกในใจของท่านเองแท้ๆ

         ผลมันจึงเกิดว่า คนฟังเข้าใจหรือชอบใจ แห่กันมาฟัง จนทำให้วัดอื่นร่อยหรอคนฟัง เป็นเหตุให้ภิกษุรูปหนึ่งในนิกายนิชิเรนโกรธมาก คิดจะทำลายล้างอาจารย์เบ็งกะอีคนนี้อยู่เสมอ

        วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านรูปนี้กำลังแสดงธรรมอยู่ในที่ประชุม พระที่เห็นแก่ตัวจัดรูปนั้นก็มาหยุดยืนอยู่หน้าศาลา แล้วตะโกนว่า "เฮ้ย! อาจารย์เซน หยุดประเดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน ใครก็ตามที่เคารพท่าน จะต้องเชื่อฟังคำที่ท่านพูด แต่ว่าคนอย่างฉันนี้ไม่มีวันที่จะเคารพท่าน ท่านจะทำอย่างไร ที่จะทำให้ฉันเคารพเชื่อฟังท่านได้"

       เมื่อภิกษุอวดดีรูปนั้นร้องท้าไปตั้งแต่ชายคาริมศาลา ทานอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า "มาซี ขึ้นมานี่ มายืนข้างๆฉันซี แล้วฉันจะทำให้ดูว่า จะทำอย่างไร" พระภิกษุรูปนั้นก็ก้าวพรวดพราดขึ้นไปด้วยความทะนงใจ ฝ่าฝูงคนเข้าไปยืนหราอยู่ข้างๆ ท่านอาจารย์เบ็งกะอี ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็ว่า "ยังไม่เหมาะ มายืนข้างซ้ายดีกว่า" พระรูปนั้นก็ผลุนมาทีเดียว มาอยู่ข้างซ้าย ท่านอาจารย์เบ็งกะอีก็บอกอีกว่า "อ๋อ! ถ้าจะพูดให้ถนัดต้องอย่างนี้ ต้องข้าง ข้างขวา" พระรูปนั้นก็ผลุนมาทางขวา พร้อมกับกับมีท่าทางผยองอย่างยิ่ง พร้อมที่ท้าทายอยู่เสมอ ท่านอาจารย์เบ็งกะอีจึงว่า "เห็นไหมล่ะ ท่านกำลังเชื่อฟังฉันอย่างยิ่ง และในฐานะที่ท่านเชื่อฟังอย่างยิ่งแล้ว ฉะนั้นท่านจงนั่งลงฟังเทศน์เถิด" นี่เรื่องก็จบลง

         นิทานเรื่องนี้ มันสอนว่าอย่างไร เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า นิวาโต เอตมมงคลมุตตม วาโต ก็เหมือนกับสูบลมอัดเบ่งจนพอง ถ้านิวาโต ก็คือไม่พองไม่ผยอง เป็นมงคลอย่างยิ่ง ข้อนี้ย่อมแสดงว่า มีวิชาความรู้อย่างเดียวนั้นไม่พอ ยังต้องการไหวพริบและปฏิภาณอีกส่วนหนึ่ง

         พระรูปนี้ก็เก่งกาจในนิกายนิชิเรนที่ญี่ปุ่น แต่มาพ่ายแพ้อาจารย์ที่แทบจะไม่รู้หนังสือเช่นนี้ ซึ่งพูดอะไรก็ไม่อาศัยหนังสือ เพราะบางทีก็ไม่รู้หนังสือเลย แพ้อย่างสนิทใจ เพราะขาดอะไรก้ลองคิดดู พวกฝร่งก็ยังพูดว่า "Be wise in time" คือฉลาดให้ทันเวลาโดยกะทันหัน ซึ่งบาลีก็มีว่า "ขโณ มา โว อุปจจคา" ขณะสำคัญเพียงนิดหนึ่ง  นิดเดียวเท่านั้น อย่าได้ผ่านไปเสียนะ ถ้าผ่านไปละก็แย่เลยทีเดียว นี้เรียกว่ามันเป็นปฏิภาณ ปฏิภาณที่ครูอาจารย์จะต้องมีอย่างยิ่ง มิฉะนั้นจะควบคุมเด็กไม่อยู่ เราลองคิดดูซิว่า เด็กๆของเรามีปฏิภาณเท่าไร เราเองมีปฏภาณเท่าไร มันจะสู้กันได้ไหม ลองเทียบ I.Q. ในเรื่องนี้กันดู

        ซึ่งเกี่ยวกับปฏิภาณนี้ ถ้าครูบาอาจารย์เรามี I.Q. ในปฏิภาณนี้ 5 เท่าของเด็กๆคือเหนือเด็ก 5 เท่าตัว ก็ควรจะได้รับเงินเดือน 5 เท่าตัวของที่เคยได้รับ หรือว่าใครอยากจะได้สักกี่เท่า ฏ็เร่งเพิ่มมันขึ้น ให้มีปฏิภาณไหวพริบ จนสามารถสอนเด็กให้เข้าใจเรื่องกรรม เรื่องอนัตตา เรื่องนิพพาน ได้เลยทีเดียว นี่คือข้อที่จะต้องอาศัยปฏิภาณ ซึ่งวันหลังก็คงจะได้พูดกันถึงเรื่องนี้บ้าง

 

จากหนังสือ เซนบอกว่า โดยอนุพล รักษ์สกุล