ขับรถ 10,000 กิโล ท่องเที่ยว USA


การขับรถท่องเที่ยวได้เห็นอะไรๆ และ พบปะผู้คนมากมาย รวมถึงญาติสนิทมิตรสหายที่ไม่ได้เจอกันนาน

ผมเดินทางมาสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งมาดูโรงเรียนที่รัฐมิชิแกน และ เพนซิลวาเนียช่วงปิดฤดูร้อนปีที่แล้ว แต่คราวนี้มาพร้อมกันทั้งครอบครัว พ่อ แม่ และลูกชาย 2 คน ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม - 25 เมษายน 2553 เพื่อมาเยี่ยมญาติทางฝ่ายภรรยา ได้แก่ คุณแม่ พี่สาวและน้องชาย ซึ่งมาอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส กว่า 20 ปีแล้ว

เนื่องจากเรามีเวลาค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจเช่ารถเพื่อเดินทางจากรัฐเท็กซัสไปเยี่ยมญาติตลอดจนเพื่อนฝูงที่ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ (ภรรยาผมยังมีญาติชาวอเมริกันที่รัฐเทนเนสซี ส่วนผมเรียนมหาวิทยาลัยที่โอไฮโอ) ถ้าลองเปิดดูแผนที่สหรัฐอเมริกาดูก็จะพบว่าอยู่ห่างไกลกันมาก คือจากรัฐที่อยู่ใต้สุด ติดกับประเทศเม็กซิโก (เท็กซัส) ไปรัฐที่อยู่ทางเหนือ ติดกับประเทศแคนาดา (โอไฮโอ - เพนซิลเวเนีย) ซึ่งเราเดินทางไป แล้วกลับด้วย รวมระยะทางแล้วก็ประมาณ 7,000 กิโลเมตรได้ ถ้าจะเปรียบกับการเดินทางแถวบ้านเราก็คงพอๆ กับขับรถลงใต้จนสุดแหลมมาลายูกลับมากรุงเทพฯ แล้วขับกลับไปสิงคโปร์อีกรอบเห็นจะได้

ผมจองรถเช่าผ่านทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้ Expedia.com ซึ่งใช้ได้ทั้งจองตั๋วเครื่องบิน หรือจองโรงแรม และจ่ายเงินโดยใช้เครดิตคาร์ด คราวนี้ผมเลือกใช้บริษัท Thrifty ซึ่งถูกกว่าบริษัทอื่นๆ แต่ก็เจอปัญหาจนได้ เพราะพอถึงเวลาไปเอารถแล้วไม่มีรถให้! อ้อ ลืมบอกไปว่าผมจองรถขนาดกลาง เพราะรู้ว่าต้องเดินทางไกลมาก จึงต้องการให้นั่งสบายๆ เราคอยอยู่จนเกือบถึงเวลาปิดทำงาน ก็ปรากฎว่ามีคนนำรถมาคืนคันหนึ่ง เป็นรถ Ford Escape เป็นรถ SUV ขนาดกลาง ซึ่งค่าเช่าควรจะแพงกว่าค่าเช่ารถยนต์มาก แต่เนื่องจากเขาไม่มีรถที่เราต้องการ จึงยอมให้เราเช่ารถคันนี้ได้ในราคาเดียวกับรถยนต์ขนาดกลางที่เราจองไว้

เราขับรถออกจาก Houston, Texas เวลาประมาณ 9 โมงเช้า มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกไปทางเมืองนิวออลีนส์ รัฐ Lousiana แล้วต่อเข้ารัฐ Mississippi และ Alabama ก็ถึงเวลาค่ำมืด ต้องหยุดค้างคืน รวมระยะทางวันแรกประมาณ 1,000 กม. เศษ

หลังจากพักค้างคืนที่โรงแรม Motel 6 ซึ่งเป็นโรงแรมแบบประหยัดที่เมือง Tuscaloosa (ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Alabama - the Crimsom Tide ที่ชนะเลิศอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัย หรือ NCAA ปีนี้) เราเดินทางต่อไปยังเมือง Springville ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ใกล้เมือง Birmingham, Alabama  

ที่นี่ผมมีเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย Ohio State U. ด้วยกันคนหนึ่ง ก็เลยและเยี่ยมเยียนหลังไม่ได้เจอกันมา 19 ปี คราวนั้น เราทั้งสองต่างคนก็ต่างยังเป็นหนุ่มโสด แต่คราวนี้มาเจอกันต่างก็เป็นหนุ่ม (เหลือ) น้อย แต่งงานมีลูกโตๆ กันแล้ว

จากนั้น เราเดินทางต่อไปที่เมือง Knoxville, Tennessee เพื่อแวะเยี่ยมญาติทางฝ่ายภรรยา ผมลืมเล่าว่าคุณพ่อของภรรยาผมเป็นคนอเมริกัน ชื่อ กอร์ดอน แอลลิสัน มาจากเมือง Knoxville และไปอยู่เมืองไทยจนได้พบและแต่งงานกับคุณแม่ของภรรยา คือคุณแม่ปราณี ซึ่งปัจจุบันอายุ 93 ปี และอยู่ที่ Houston, Texas ดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนคุณกอร์ดอน เสียชีวิตเมื่อปี 2531 บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ Gordon H. Allison มาก่อน โดยเฉพาะคนรุ่นอายุ 60 ขึ้นไป เนื่องจากได้เขียนตำราไว้หลายเล่มด้วยกัน เช่น Easy Spoken Thai และดิกชันนารี ไทย-อังกฤษ ฉบับแรกๆ และเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันอื่นๆ ทั้งนี้ คุณกอร์ดอนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านภาษามาก สามารถพูดและเขียนภาษาได้ถึง 4 ภาษาอย่างแคล่วคล่อง รวมทั้ง ภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และสเปญ 

  

คุณวิ้งและ Aunt Gail อากับหลานไม่ได้เจอกัน 19 ปี              ครอบครัวเรากับ Aunt Gail and Uncle David

ที่ Knoxville นี่ เราพักบ้าน Aunt Gail ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ของคุณกอร์ดอน ซึ่งคุณอาก็ได้พาเราไปเลี้ยงรวมญาติกับลูกๆ และหลานของคุณอา ซึ่งเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานและอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะลูกๆ ของผมกับหลานๆ ของคุณอาอายุไล่เลี่ยกัน และก็ถือว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพียงแต่เรามาจากคนละซีกโลกเท่านั้นเอง!  นอกจากนี้ คุณอา Gail และสามี David ได้พาเราขึ้นไปเที่ยวที่บน Smokey Mountain National Park ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่สวยงามบนเทือกเขา Appalachian และที่นี่เมื่อ 19 ปีที่แล้วเราได้เคยมาโปรยอัฐิของคุณกอร์ดอนที่บนเขา Smokey Mountain นี่ เท่ากับเราได้พาคุณวิ้งและหลานๆ มาเยี่ยมคุณกอร์ดอนอีกครั้ง หลังจากเวลาผ่านไปหลายปี  และบนนี้เองเราก็ได้ขึ้นไปเล่นหิมะกันด้วยความสนุกสนาน

                 

คนอื่นๆ เขาสร้าง snowman แต่ลูกๆ ทำ snow-heart                    ทางขึ้นภูเขา Smokey Mountain รัฐ Tennessee เราขับรถขึ้นไปสูงถึงระดับที่มีหิมะขาวไปหมด

เราร่ำลาคุณอาทั้งสองแล้วจึงเดินทางต่อไปทางรัฐ Kentucky ซึ่งที่นี่เป็นรัฐที่มีชื่อเสียงมากเรื่องม้าแข่ง ซึ่งลูกคนเล็กของผมก็ชอบม้าอยู่แล้ว เราจึงแวะที่ Kentucky Horse Park ซึ่งเป็นที่แข่งขันม้าในรูปแบบต่างๆ และเป็นฟาร์มสำหรับม้าแข่งด้วย นอกจากนี้ยังมีหลุมศพของม้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา (และของโลกก็ว่าได้) 3 ตัว คือ Man O' War, War Admiral และ Secretariat ซึ่งล้วนเป็นม้าที่เคยชนะรายการใหญ่ที่สุด 3 รายการในปีเดียวกันด้วยกันทั้งสิ้น (Kentucky Derby, Preakness Stakes และ Belmont Stakes)

สำหรับที่รัฐ Kentucky นี่ เราตกลงกันว่าต้องมารับประทาน KFC - Kentucky Fried Chicken กัน เพราะมีขายไปทั่วโลก แม้แต่ที่สามพรานที่เราอยู่ แต่จะมีซักกี่คนที่ได้กินไก่ KFC ที่ Kentucky นี่ และเราก็ได้ทำอย่างที่ตั้งใจ (ด้วยความเอร็ดอร่อย แม้ว่ามันจะไม่ได้แตกต่างจาก KFC บ้านเราเลย!!)

ต่อจากนั้นเราก็ขับต่อไปทางเมือง Cincinnati เข้ารัฐ Ohio แล้วต่อไปถึงเมือง Columbus ที่ผมเคยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย Ohio State University  ต้องขอบคุณ Internet ทำให้ผมสามารถติดต่อกับเพื่อนฝูงที่เคยเรียนหนังสือด้วยกันหลายคน โดยเฉพาะที่เป็นสมาชิกบ้าน Delta Upsilon Fraternity  

ถึงตรงนี้ก็คงต้องอธิบายเล็กน้อยว่า ในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่อเมริกาและแคนาดา มักมีชมรมนิสิตที่ใช้ชื่อเป็นอักษรกรีก ซึ่งเขาเรียกบ้านพวกนี้ว่า Fraternity ซึ่งมีรากฐานมากจากคำว่า Brother ที่แปลว่าพี่น้องนั่นเอง สำหรับบ้านของผู้หญิงจะเรียกว่า Sorority ครับ ในปีที่ผมเรียนที่ OSU นั้น มีชมรมแบบนี้อยู่ราว 30-40 บ้าน และมีสมาชิกรวมประมาณ 3,500 คน แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่นักเรียนต่างชาติไม่ค่อยสนใจร่วมเป็นสมาชิกชาวกรีกแบบนี้ เพราะเท่าที่ทราบผมเป็นนักเรียนต่างชาติคนเดียว !

หลังจากแวะเยี่ยมเพื่อนเก่าและและเยี่ยม Ohio State ซึ่งรวมทั้งแวะดูบ้านที่เคยอยู่แล้ว เราก็เดินทางต่อไปทางเหนือของ Ohio เพื่อแวะบ้านเพื่อนสนิทของผมอีกคนหนึ่ง ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งของชาว Amish ซึ่งเป็นกลุ่มชนอเมริกันเชื้อสายเยอรมันที่อนุรักษ์นิยมสุดๆ คือยังคงไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณอย่างเคร่งครัด ซึ่งรวมทั้งการไม่ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า รถยนต์ หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่เขาไม่ได้ทอใช้เอง ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมแบบดังเดิม คือใช้ม้าในการไถนา ตลอดจนใช้ลากรถด้วย  อีกอย่างหนึ่งที่ชาว Amish มีชื่อเสียงคือการทำเนยแข็ง และทำเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะเก้าอี้โยก

คุณวิ้งกำลังชื่นชมผลงานทางศิลปะที่โอไฮโอ 

ต่อจากนั้นเราขับรถต่อไปยังเมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania เพื่อไปเยี่ยมอาจารย์ลักษณ์ และสามีคือ Dr. Jerry Groves ตลอดจนนักเรียนโรงเรียน Upper St. Clair High School ซึ่งเพิ่งจะเดินทางมาประเทศไทยในโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนไทย-อเมริกัน เมื่อต้นปีนี้เอง เนื่องจากลูกๆ ของผมกับนักเรียนที่เคยไปเมืองไทยสนิทสนมกันดีอยู่แล้ว (ตอนมาเมืองไทย ผมพานักเรียนแลกเปลี่ยน พร้อม อ.Luck และ Dr. Groves ไปลงเรือที่บ้านผมไปเที่ยวชมตลาดน้ำวัดดอนหวาย) ทำให้เด็กๆ สนุกสนานกันมาก 

ทางด้าน อ. Luck ก็ใจดีกับพวกเรามาก ให้เราพักที่บ้าน ทำอาหารเลี้ยงทุกมื้อ แล้วยังพาเราไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Carnegie ที่มีชื่อเสียงมากของเมือง Pittsburgh และของสหรัฐฯ เนื่องจากมีของหายากให้ชมมากมาย ซึ่งรวมทั้งโครงกระดูกไดโนเสาร์หลายพันธุ์ ภาพวาดจากศิลปินเอกของโลก อัญมณีชนิดต่างๆ และฝาผนังหินอ่อนแกะสลักจากประเทศกรีซ เป็นต้น  

ที่นี่เราเปลี่ยนรถจาก Ford Escape เป็นรถ Dodge Nitro ซึ่งเป็นรถประเภท SUV เช่นเดียวกัน เนื่องจากรถ Ford มีไฟเตือนให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เพราะรถยังใหม่เอี่ยม แต่เพราะความที่ผมอยากลองขับรถใหม่ๆ หลายชนิด โดยเฉพาะรถที่เราไม่มีโอกาสได้ขับที่บ้านเรา ก็เลยเข้าไปเปลี่ยนรถ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด

หลังจากอยู่ที่เมือง Pittsburgh ได้ 3 วัน เราก็อำลา อ. Luck และเพื่อนๆ ชาว Upper St. Clair แล้วเดินทางกลับ โดยผ่าน รัฐ West Virginia ไปทาง Ohio โดยช่วงสั้นๆ ระหว่าง Columbus และ Cincinnati เป็นช่วงเดียวตลอดการเดินทางยาวกว่า 7000 กม. ที่เราขับผ่านเส้นทางเดิม จาก  Cincinnati เราขับออกไปอีกด้านหนึ่งของ Kentucky ผ่านเมือง Louisville (ต้องอ่านว่า ลุ่ย-วิล ครับ ถ้าไปบอกว่า หลุยส์วิล ละก้อ รับรองได้ว่า ฝรั่งที่นี่ไม่เข้าใจแน่นอน!)  หลังจากนั้นเราแวะ Mammoth Cave National Park ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีถ้ำยาวติดต่อกันเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร  ซึ่งเราก็เข้าไปเที่ยวชมอยู่ประมาณ 1 ชม. แต่คงเป็นเพราะเวลาเราน้อยไปหน่อยเลยยังไม่ได้เห็นอะไรมากนัก และเราลงความเห็นว่าสวยสู้ Carlsbad Cavern ที่บริเวณรอยต่อรัฐ Texas กับ New Mexico ที่เราเคยไปเมื่อราว 20 ปีที่แล้วไม่ได้

จากที่นั่นเราขับลงใต้ไปทางเมือง Nashville แล้วเลี้ยวไปผ่านเมือง Memphis ซึ่งทั้งสองเมืองนี่อยู่ในรัฐ Tennessee ที่ Memphis เราขับรถข้ามแม่น้ำ Mississippi อีกครั้ง ซึ่งแม่น้ำสายนี้นับว่าเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาเหนือและใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งพอข้ามแม่น้ำสายนี้แล้วเราก็ออกจาก Tennessee และเข้ารัฐ Arkansas ต่อไป  อ้อ รัฐนี้อ่านว่า อาร์-คัน-ซอ นะครับ ไม่ใช่ อาร์แคนซัส!

ผู้อ่านคงจะสงสัยว่าทำไมอเมริกาถึงมีชื่อแปลกประหลาดเหล่านี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Ohio, Iowa, Arkansas, Illinois, Minnesota ฯลฯ ที่จริงชื่อเหล่านี้เป็นชื่อภาษาชาวอินเดียนแดงซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองที่ตั้งรกรากอยู่ในทวีปอเมริกามาตั้งแต่ยุคโบราณก่อน Christopher Columbus ค้นพบทวีปอเมริกานับพันๆ ปี นับว่าเป็นเจ้าของประเทศตัวจริงเลยทีเดียว

เกร็ดความรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับชนเผ่า "อินเดียนแดง" ก็คือไม่มีใครในอเมริกาเขาเรียกชนเผ่าพวกนี้ว่า "อินเดียนแดง" หรือ Red Indian เลย!! แล้วคำว่า "อินเดียนแดง" นี่มันมาจากไหนเหรอครับ ก็มาจากคนอังกฤษนั่นเอง เพื่อที่จะแสดงความแตกต่างระหว่างชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกากับชาวอินเดีย ซึ่งเรียกว่า อินเดียน เหมือนกัน  แล้วคนแรกที่เรียกชาวพื้นเมืองของทวีปอเมริกาว่า "อินเดียน" ก็คือ Christopher Columbus นั่นเอง เพราะเข้าใจผิดว่าเดินทางมาถึงประเทศอินเดียแล้วนั่นเอง!  ปัจจุบันเขานิยมใช้คำว่า Native American มากกว่า

ลืมเล่าไปว่าคุณพ่อของภรรยาผมคือคุณกอร์ดอนนั้น นอกจากจะสืบเชื้อสายจากชาวไอริช แล้วยังมีเชื้อสายชาว Native American เผ่า Cherokee อีกด้วย ทำให้ลูกๆ ของผมก็มีเชื้อสายของชนเผ่านี้ไปด้วยครับ แม้ว่าจะเป็นเพียง 1 ส่วน 64 ก็ตาม!

หลังจากค้างคืนที่โรงแรมแถว Little Rock ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Arkansas รุ่งขึ้นก็เดินทางต่อเข้ารัฐ Texas ผ่านเมือง Dallas แล้วไปแวะที่เมือง Austin เพื่อเยี่ยมนักเรียนทุนของวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งศึกษาอยู่ที่รัฐ Michigan แต่กำลังอยู่ระหว่างปิดเทอม และเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวซึ่งเรียนปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัย Texas ที่  Austin

จากนั้นเราเดินทางต่อไปจนถึงจุดที่เราเริ่มต้นเดินทางก็คือเมือง Houston รวมระยะทางกว่า 7000 กิโลเมตร

แต่การผจญภัยของเรายังไม่หมดเท่านั้นครับ เพราะก่อนกลับเมืองไทยผมไปแวะรัฐ California ซึ่งผมมีเพื่อนสนิทอยู่ทั้งที่ San Francisco ซึ่งอยู่ทางเหนือ และ Los Angeles ทางใต้ จึงทำให้ต้องออกแรงขับรถไปทัวร์แถวนั้นอีกราว 2000 กม.เศษ ซึ่งคงต้องขอติดไว้เล่าในโอกาสต่อไป แต่ต้องขอบอกว่าขับรถเที่ยวที่ California สนุกและสวยงามมากๆ ครับ  รวมระยะทางที่ขับรถในสหรัฐอเมริกาคราวนี้ประมาณ 10,000 กิโลเมตร ซึ่งนับเป็นการเดินทางที่ยาวไกลที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

 

ดอก daffodile

ลูกๆ และภรรยา ที่ Smith Farm, Columbus, Ohio ที่ผมเคยทำงานเมื่อสมัยเรียนที่ Ohio State University เมื่อปี 1980 - 1983

  

 

 

 

ไปดูเขาประมูลวัวที่โอไฮโอ

ไปดูพิพิธภัณฑ์ Carnegie-Mellon ที่เมือง Pittsburgh ที่เห็นนี่เป็นเครงกระดูกของเจ้า T-rex ไดโนเสาร์ที่ขึ้นชื่อว่าดุร้ายที่สุด  ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์แบบจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เท่าที่นับดูมีมากกว่า 20 ตัวได้ และเป็น T-rex ถึง 4-5 ตัว!  ใครมาเที่ยว Pittsburgh ต้องไปดูให้ได้นะ  ไม่รู้ตอนท่านนายกฯ อภิสิทธ์ฯ มาประชุมที่นี่เมื่อไม่นานมานี้ ได้ไปดูหรือเปล่า

 

ไปดูโรงเรียน Upper St. Clair High School ชานเมือง Pittsburgh

หมายเลขบันทึก: 367379เขียนเมื่อ 18 มิถุนายน 2010 03:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 20:07 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (6)

สวัสดีครับ..เหมือนได้ไปเที่ยวจริง ๆเลยครับ

ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเดินทาง หมื่นลี้เหมือนท่านหรือไม่

ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากค่ะ

ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้ชาว G2K  ได้ร่วมชื่นชมค่ะ

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ

 

 

ขอบคุณครับ ช่วงหลังที่เราไป California ยิ่งสนุกใหญ่ เที่ยวทั้ง San Francisco และ LA ตลอดจนเมืองอื่นๆ แล้วยังได้ขึ้นไปเล่นหิมะบน Yosemite National Park อีกด้วย แต่ต้องขอติดไว้ก่อนนะครับเพราะผมไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก ต้องอยู่กับนักเรียนตลอด เพราะเป็นครูอยู่โรงเรียนประจำที่นักเรียนอยู่โรงเรียนตลอดเวลาครับ

ไปคราวหน้าบอกด้วย จะเอาลูกไปดูที่เรียน

ดีจังค่ะพี่ต๊อด ทำให้นึกถึงเวลาเรียนที่nashvilleเลยSmoky moutainไปเกือบทุกเดือนอยากไปอีกจัง

แตง/จร,

สวัสดีแตง ดีใจจังที่เข้ามาอ่าน คิดถึงเพื่อนๆ ที่ คต. จร.

:-)

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา
และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี