อย่าลืมทำความดี เวลาที่มีชีวิต

                    (ภาพประกอบจาก Internet)

      หลายท่านคงเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกว่าอย่าทำความชั่ว เดี๋ยวตายไปตกนรก ให้ทำความดีมาก ๆ ตายแล้วจะได้ไปสวรรค์ นรก สวรรค์เป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครรู้เพราะคนที่ตายไปก็ไม่ได้กลับมาบอกเรา เห็นแต่ภาพวาดหรือเห็นในภาพยนตร์ที่ผู้สร้าง สรรค์สร้างตามจินตนาการของตน แต่ในทางพุทธศาสนาบอกว่าเรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้ แต่ต้องปฏิบัติเอง รู้เอง เห็นเอง แต่ส่วนใหญ่เราก็ยังไม่สามารถปฏิบัติไปถึงขั้นนั้นอยู่ดี กล่าวถึงตรงนี้วิธีการที่จะทราบได้คือต้องปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นที่มีความสามารถพิสูจน์ได้ หรือไม่ก็ถึงเวลาไปจริง ๆ แต่เมื่อถึงเวลานั้นเราก็ไม่สามารถกลับมาบอกคนอื่นได้ หรืออีกกรณีบางคนอาจหลงเข้าไปด้วยความผิดพลาดบางประการ ผมเองไม่แน่ใจว่าจัดในกลุ่มสุดท้ายหรือไม่แต่ก็อยากนำประสบการณ์ตรงนี้มาบอกกล่าวแก่ผู้สนใจเพื่อจะได้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตจนเกินไป

     เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ช่วงนั้นผมต้องเลี้ยงลูกที่กำลังเล็กคนโตอายุประมาณ 3 ขวบ คนเล็กอายุได้ 7-8 เดือน จากความคิดที่ว่าลูกเรา ๆ ต้องเลี้ยงเอง จะได้รู้ว่าพ่อแม่เลี้ยงเราลำบากแค่ไหน ซึ่งก็ลำบากมากจริง ๆ เพราะผมกับภรรยาต้องทำงานทั้งคู่และต้องเลี้ยงลูกเอง แต่ก็ยังดีที่ได้น้องสาวมาช่วยดู และลูกคนเล็กเป็นเด็กที่ร้องให้นานมาก ๆ ก็ว่าได้ เวลาร้องให้จะปลอบโยน หลอกล่อก็ไม่เป็นผล ร้องแต่ละครั้งจะร้องเสียงดังนานประมาณครึ่งชั่วโมงขึ้นไป เรียกว่าร้องจนตนเองพอใจจึงจะหยุดร้องหรือไม่ก็เหนื่อยเพราะหมดแรงร้องแล้วก็หลับต่ออย่างไม่สนใจใยดีคนเลี้ยง บางครั้งก็ทำให้ผมหงุดหงิดโมโหบ่อย ๆ แต่ก็แปลกดีพอโตมาอารมณ์ดีมากร้องเพลงตลอดเป็นเด็กน่ารักผิดกับตอนเล็ก ๆ

      กลับมาเรื่องของผมตอนนั้นรู้สึกเหนื่อยมากเพราะต้องทำงานประจำด้วย ต้องไปสอนหนังสือ และดูแลลูกซึ่งนอกจากร้องให้นานแล้ว ก็ยังปัสสาวะบ่อยมากเรียกว่าเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 10-20 นาที บางครั้งเหนื่อยจนบางทีไกวเปลให้ลูกแต่ตนเองหลับไปก่อนก็มี และเนื่องจากที่เราเหนื่อยมาก ๆ นี่เอง ทำให้ผมมีประสบการณ์แปลก ๆ มาเล่าให้ท่านฟัง คือในช่วงที่ผมเหนื่อยมาก ๆ และไกวเปลให้ลูกนอนผมก็หลับไปตอนไหนไม่รู้แล้วก็ฝันแปลก ๆ อย่างไม่เคยฝันอย่างนี้มาก่อน

      ผมฝันว่าได้พบและคุยกับพ่อที่ข้างทางเหนือหมู่บ้าน ตอนนั้นพ่อก็ยังไม่เสียชีวิตครับ พ่อก็ถามว่าจะมาปลูกบ้านอยู่เมื่อไหร่ ช่วงนั้นผมกับภรรยาซื้อที่เปล่าไว้แปลงหนึ่ง  ผมก็ตอบว่ายังไม่ปลูกหรอกเพราะถนนไปถึงแล้วแต่น้ำกับไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงรอให้น้ำไฟเข้าถึงก่อนจะมาปลูกอยู่ แต่ก็น่าแปลกเพราะเส้นทางที่เข้าที่ ๆ ซื้อไว้ติดกับป่าช้าบ้านเกิดผมเอง จากนั้นเราก็คุยกันมาเรื่อย ๆ จนมาถึงทางแยกจะเข้าบ้านก็พบว่ามีทางลูกรังที่ทำใหม่ ๆ ผมก็เลยชวนพ่อว่าเส้นทางนี้ใครมาทำไปที่ไหนเราลองขี่รถไปดู จากนั้นผมกับพ่อก็ขี่จักรยานคนละคัน ขี่ตามทางขึ้นไปเรื่อย ๆ ทางเส้นนั้นดูเหมืนมันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  เมื่อมองลงมาข้างทางก็เห็นภูเขาสลับซับซ้อนอยู่ข้างล่างเป็นภูเขาเล็ก ๆ ในใจผมก็เริ่มกลัวว่าเรามาสูงขนาดนี้แล้วจะกลับลงไปยังไงเนื่องจากทางชันมาก เบรกรถก็คงเบรกไม่อยู่ต้องเกิดอันตรายอย่างแน่นอนเพราะทางทั้งสูงทั้งชัน

      พ่อเริ่มถีบรถขึ้นไปก่อนผม ทางเริ่มชันมากความลาดประมาณเกือบเก้าสิบองศา ผมไม่สามารถที่จะปั่นจักยานขึ้นไปได้ ต้องจับต้นไม้ข้างทางแล้วกระโดดเกาะต้นไม้ขึ้นไป ต่อ ๆ กันทีละต้นอย่างลำบากมองลงไปข้างทางเห็นยอดภูเขาเล็ก ๆ อยู่ข้างล่าง คิดว่าเรามาสูงเกินไปแล้ว ส่วนพ่อก็ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว  ทำให้ผมคิดว่าตอนนี้เรามาอยู่ที่ไหนทำไมสูงขนาดนี้หรือว่าเป็นสวรรค์ หรือว่าเราตายแล้ว แต่ทำไมถึงมากับพ่อ เพราะเห็นพ่อก็ไม่ได้ทำบุญอะไรมากมายนี่นาแล้วทำไมขึ้นมาได้  ผมขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงเนินข้างบนเห็นรถตู้สีขาวจอดอยู่ไกล ๆ 1 คัน พอไปถึงที่นั่น เห็นคนยืนอยู่ก่อน 2-3 คน คนเหล่านั้นยืนยิ้มให้คล้ายว่ายินดีที่เจอเพื่อนใหม่แต่ผมก็ไม่ได้พูดทักทายอะไร

      พอไปถึงที่เนินนั้น ก็พบบรรยากาศแปลก ๆ บริเวณนั้นทั้งหมดสงบไม่มีลมพัด ไม่ร้อน ไม่มีแสงแดด แต่มีความสว่าง  พื้นดินพื้นก็อ่อนๆ นุ่มๆ ต้นไม้บรรยากาศทั้งหมดสีขาวออกเทาเหมือนสีขี้เถ้า ไม่เห็นมีปราสาทงดงามอะไร ไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกห่วงใคร ๆ ในใจก็คิดว่าหรือเราตายแล้ว แต่ถ้าตายแล้วเป็นอย่างนี้ก็ดีนะสิ  ผมเดินมาสักระยะจากนั้นเห็นสะพานโค้งเล็ก ๆ สีขาวเทา ผมก็เดินข้ามไปผ่านเพิงเล็ก ๆ ข้างนอกเพิงเหมือนมีผ้าพาดอยู่เรียงราย แต่ไม่เห็นคนอยู่ ได้ยินเสียงบอกว่าเดี๋ยวจะมีพระมาเทศน์ที่ลานเล็ก ๆ ในช่วงที่รอพระมาเทศน์ ก็เห็นน้องสาวเรียกผมว่าเป็นอะไรนอนหลับไม่รู้เนื้อรู้ตัวสามวันสามคืนปัสสาวะราดใส่กางเกงหมดแล้ว

      จากนั้นผมก็สะดุ้งตื่นเนื่องจากลูกคนเล็กที่หลับอยู่ในเปลร้องเสียงดัง ผมตื่นมาแล้วก็เล่าความฝันแปลก ๆ ให้น้องสาวฟังแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่สิ่งที่น่าแปลกและน่าขนลุกคือ ช่วงค่ำที่ดูข่าวตอนเย็นก็มีข่าวไม่สงบทางภาคไต้ มีคนถูกยิงและเสียชีวิต ชื่อนายชำนาญ หนูชูแก้ว (ต้องขออภัยผู้เสียชีวิตมาณ.ที่นี้ผมนำชื่อมาอ้าง) ซึ่งก็ไปพ้องกับชื่อของผม อายุก็ไล่เลี่ยกัน หรือว่าเกิดการผิดพลาดอะไรบางอย่างทำให้ผมต้องฝันไปในดินแดนที่แปลกประหลาดอย่างไม่เคยฝันมาก่อน  แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งเตือนใจใช่ไหมครับว่า ให้รีบทำคุณงามความดี เพราะไม่ใช่แต่ให้เราสุขในปัจจุบันเท่านั้น แต่อาจจะติดตัวเราไปเมื่อถึงเวลากำหนดของเราจริง ๆ ซึ่งตอนนั้นก็คงไม่สามารถมาเล่าให้ท่านฟังได้อย่างแน่นอน