มหัศจรรย์แห่งศักยภาพทางสมองของเด็ก : สร้างได้ด้วยมือคุณ
ดร. นริสานันท์ เดชสุระ
ความนำ
อัจฉริยะภาพสามารถสร้างได้ให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน ดังที่ศาสตราจารย์ ดร.โฮเวิรด์ การ์ดเนอร์ (Howard Gardner)ผู้เป็นศาสตราจารย์ทางการศึกษา และจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีพหุปัญญาได้กล่าวว่า “ในการพัฒนาทฤษฎีแห่งปัญญามิได้ตั้งต้นจากแบบทดสอบเชาว์ปัญญาที่มีอยู่ ผมไม่สนใจที่จะทำนายความสำเร็จ และความล้มเหลวในการเรียนในโรงเรียน แต่สิ่งที่จุดประกายความคิดของผมในเรื่องนี้คือความสามารถด้านต่างๆของจิต ทำให้เริ่มศึกษาว่า ความสามารถต่างๆเหล่านั้นเติบโตพัฒนาได้อย่างไร” (Symposium on the Thcory of MI,1987 อ้างถึงในเยาวพา เดชะคุปต์, 2548:2)
การพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพสมองมิใช่การเรียนรู้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากมหัศจรรย์แห่งสมองทำให้ครูและผู้ปกครองเล็งเห็นความสำคัญของศักยภาพการเรียนรู้ที่สมองกำหนด “ หน้าต่างแห่งโอกาส ” (Window of opportunity) ในช่วงเวลาวิกฤติ (critical period) ของการเรียนรู้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนให้ได้ใช้สมองเพื่อพัฒนาในสภาพแวดล้อมที่เอื้อและพรั่งพร้อมอย่างเหมาะสม โอกาสนี้จะได้พัฒนาอย่างดีที่สุดจะมีน้อยลงหรือไม่กลับมาอีก สิ่งแวดล้อมจึงเป็นปัจจุบันที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและการเรียนรู้ แนวความคิดและความรู้ใหม่ เกี่ยวกับการจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยที่ปะทุขึ้นครั้งใหญ่ทำให้เกิดการปฏิวัติการเรียนรู้ซึ่งนับว่าว่าสิ่งท้าทายให้ครูและผู้ปกครองปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการพัฒนาศักยภาพของเด็กมากขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดกระแสการจัดการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) ภายในโรงเรียนเพิ่มขึ้น
เซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ 2 ชนิด คือ เซลล์ประสาท (neurons) และเซลล์ พี่เลี้ยง (glial cells) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ส่วนบนของสมอง (neocortex) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้อาหารและเป็นพี่เลี้ยงเซลล์ประสาทเมื่อใช้เซลล์ประสาทมากเซลล์พี่เลี้ยงก็ต้องใช้มากด้วย และสามารถสร้างใหม่ได้ตามความต้องการของเซลล์สมอง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์สมองสองตัวติดต่อกันโดยผ่าน สายใยประสาทส่งผ่านข้อมูลซึ่งกันและกัน เซลล์สมองมีส่วนประกอบ 3 ส่วนประกอบด้วย ก้านเซลล์สมอง( cell body) สายใยประสาทรับข้อมูล (dendrite) สายใยประสาทส่งข้อมูล (axon) (กมลพรรณ ชีวพันธุศรี,2545 อ้างถึงใน รุจิรัตน์ บัวลา,2546 :18)เซลล์สมองจะเกิดการเรียนรู้ โดยข้อมูลจะส่งจากเซลล์สมอง ตัวส่งผ่านสายใยข้อมูลไปยังสายใยรับข้อมูลของเซลล์ประสาทตัวรับ โดยมีจุดเชื่อม (Synapse) ระหว่างกันเมื่อมีข้อมูลผ่านบ่อยๆ
……………………………..
อาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
จะทำให้จุดเชื่อมแข็งแรง เด็กๆจะสร้างใยประสาทได้เร็วและง่ายกว่าผู้ใหญ่ยิ่งใช้บ่อยใยประสาทแข็งแรง ข้อมูลเดินทางได้เร็ว ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้ (Begley,1996 :55)
รูปภาพที่ 1 เซลล์สมองและการเชื่อมต่อ ( www.wikipedia.org )
สารเคมีในสมองแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ได้ดังนี้
1. กลุ่มกระตุ้นสมอง ได้แก่
Serotonin, Endorphin, Acetycholine, Dopamine ซึ่งเรียกว่าสารแห่งความสุข สารกลุ่มที่ทำหน้าที่
- ควบคุมความประพฤติ การแสดงออก อารมณ์
- ทำให้สมองตื่นตัวและมีความสุข
- ทำให้สามารถรู้ข้อมูลข่าวสารได้ง่ายและเร็วขึ้น
- ทำให้ร่างกายสดชื่นมีความสุข
- ช่วยเพิ่มความต้านทาน สุขภาพแข็งแรงสาร
เคมีกลุ่มนี้จะหลั่งมากเมื่อเด็กๆ
- ออกกำลังกาย เล่นกีฬา
- ได้รับคำชมเชย
- ร้องเพลง หรือเล่นดนตรี
- การบริหารสมอง (Brain Gym)
- อยู่ในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมดี
- มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
- มองเห็นคุณค่าของตนเอง
2. กลุ่มกดการทำงานสมอง ได้แก่ Adrenaline, Cortisol เรียกว่า สารแห่งความเครียด สารกลุ่มนี้ทำหน้าที่ ยับยั้งการส่งข้อมูล ยับยั้งการเจริญเติบโตของสมองและใยประสาท ยับยั้งเส้นทางความจำ ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติและสมาธิสั้น
การเปิดสวิตซ์สมองของเด็กโดยครูและผู้ปกครอง
|
การขาดออกซิเจนและน้ำ
|
|
ความเครียดทางร่ายกาย และอารมณ์ |
|
ความหิว
|
|
สภาพแวดล้อม ที่แออัด |
|
ปิดสวิตซ์สมอง |
|
บุหรี่ และแอลกอฮอล์
|
|
แสงไฟจากหลอด ฟูลออเรสเซสส์
|
|
ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว
|
|
การปฏิบัติ/คำพูดของ คนรอบข้าง |
ครูและผู้ปกครองมีส่วนปิดสวิตซ์สมองของเด็กเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้จัดการเรียนรู้ จัดสภาพแวดล้อมให้กับเด็ก บางบ้านหรือบางโรงเรียนไม่มีน้ำดื่มจัดเตรียมไว้ให้เด็กอย่างเพียงพอ น้ำมีพลังวิเศษอย่างมากเนื่องจากการดื่มน้ำที่ไม่แช่เย็น จะทำให้สมองพร้อมใช้งานช่วยปรับสมดุลการทำงานของเซลล์สมองได้ทันที ผลกระทบจากความเครียดเป็นเหตุให้หลังสารเคมีปิดกั้น ความคิด เหตุผลและความคิดสร้างสรรค์ บางครั้งครู และผู้ปกครองพูดกับเด็กด้วยคำพูดเชิงลบส่งผลให้เกิดภาวะเครียด ทุกข์ เจ็บปวด เป็นอันตรายต่อการพัฒนาสมอง รวมทั้งเด็กที่ฟังเพลงที่มีจังหวะเร็วๆก็เป็นการยับยั้งการทำงานของสมองเช่นกัน ยังไม่สาย ที่ผู้ใกล้ชิดเด็กสามารถเปิดสวิตซ์สมองได้ด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้
|
การหายใจที่ต้องถูกต้อง โดยหายใจยาวๆ |
|
การพูดเชิงสร้างสรรค์ ไพเราะ |
|
การดื่มน้ำเปล่า
|
|
การเล่นดนตรี หรือฟังดนตรีและร้องเพลง สบายๆ
|
|
ได้รับอาหารดีมีประโยชน์ผ่านกระบวนการขัดสีและปรุงแต่ง น้อยที่สุด
|
|
การรับรู้กลิ่นสมุนไพร กลิ่นบำบัดต่างๆ |
|
เปิดสวิตซ์สมอง |
|
การผ่อนคลาย/นอน
|
|
การบริหารสมอง Brain Gym |
เมื่อครูและผู้ปกครองรู้ตัวอยู่ในสภาวะที่ทำเป็นการเปิดสวิตซ์สมองของเด็กสามารถแก้ไขด้วยวิธีการเปิดสวิตซ์สมองได้ด้วยวิธีต่างๆ จะเป็นการสร้างพลังกลับคืนสมองอย่างรวดเร็ว รักษาความเชื่อมโยงระหว่างสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาได้และจะขอยกตัวอย่างการเปิดสวิตซ์สมอง เอื้ออาทรสมองมากขึ้นโดยการ
บริหารสมอง (Brain Gym)
พอล อี. เดนนิสัน (Pavl E.Dennison) เป็นนักการศึกษาผู้สร้างกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษา (Edu.Kinestheties) และการบริหารสมองรวมทั้งเป็นผู้บุกเบิกการวิจัยสมองเชิงประยุกต์และเกล อี.เดนนิสัน (Gail E.Dennison) ได้นำเอาลีลาอันงดงามและจุดความสนใจมาใช้กับกิจกรรมการบริหารสมองรวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งวารสาร Brain Gym Journal และเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งพิมพ์ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวเพื่อการศึกษา (Educational Kinesiology Foundation)
Brain Gym คือ กระบวนการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างง่ายที่กระตุ้นให้สมองทำงานและเรียนรู้ได้ดี Brain Gym เป็นเครื่องหมายทางการค้าที่จดลิขสิทธิ์โดยมูลมิธิ Educational Kinesiology ซึ่งการปฏิบัติเป็นประจำจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องในการเรียนรู้ สมาธิสั้น วิตกกังวล รวมทั้งสร้างความสมดุลให้กับสมองด้วยการลดผลกระทบที่ทำให้ร่างกายตึงเครียด ฟื้นระดับออกซิเจนและสารเคมีที่เป็นประโยชน์กลับคืนสู่สมอง ช่วยให้การคิดและการเรียนรู้เป็นไปด้วยความผ่อนคลาย และนำความกระตือรือร้นกลับมา
การเคลื่อนไหวแบบบริหารสมอง
การเคลื่อนไหวนี้ออกแบบให้สมองซีกซ้ายและขวาใช้งานได้พร้อมๆกันและเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน ในขณะเดียวกันคลื่นสมองจะช้าลง ผลที่ได้คือศักยภาพในการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ การบริหารสมองจะได้ผลดีควรดื่มน้ำเปล่า เพื่อช่วยให้สารเคมีในสมองสมดุล มีการหายใจที่ถูกต้องคือหายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องจะยุบ ซึ่งจะมีการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้ง เลือกดนตรีให้เหมาะต่อการเรียนรู้ดนตรีทำให้สภาวะร่างกายและสมองสร้างสรรค์ ซึ่งดนตรีที่มีจังหวะช้าและนุ่มนวลจะเหมาะสมที่สุด เพราะสมองจะปล่อยคลื่นอัลฟาออกมา ทำให้เปิดรับข้อมูลได้ดีตัวอย่างดนตรีที่นำมาใช้ประกอบการบริหารสมอง เช่น เพลงยุคบาร๊อก จะช่วยคิดที่กระจ่างและการตั้งเป้าหมาย เพลงและดนตรีของโมสาร์ตทำให้การจัดเก็บคัดแยกข้อมูลที่การคิดหาเหตุผลเชิงตรรกะหรือเหตุผลทางคณิตศาสตร์ การเขียน และการออกแบบ สร้างความมั่นใจ ดนตรีไชคอฟสกี้ ช่วยสร้างจินตนาการ ปลูกฝังความรักในการเรียนรู้และการสื่อสารหรือคุณครูและผู้ปกครองจะเลือกใช้ดนตรีอื่นที่เป็นดนตรีบรรเลงไม่มีเนื้อร้องมีความนุ่มนวล จังหวะช้าๆ หรือแม้กระทั้งดนตรีและเพลงไทยต่างๆเช่น ดนตรี บรรเลงขิม ดนตรีบรรเลงซอด้วงเป็นต้น
การเคลื่อนไหวแบบ Brain Gym แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. การเคลื่อนไหว แบบสลับข้าง เป็นการบูรณาการสมองทั้งสองซีก เพื่อให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การเคลื่อนไหวเพื่อเหยียดกล้ามเนื้อ เป็นการคลายความตึงเครียด กระตุ้นอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความกระตือรือร้น
3. การเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มพลัง เป็นการนำส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และการนึกคิดทำงานร่วมกัน สมาธิจะดีขึ้น
การบริหารสมองด้วยท่าทางต่างๆ 1. ท่าเคาะสมองด้วยสอง คือ ใช้ปลายนิ้วทั้ง 10 นิ้ว เคาะบริเวณศรีษะให้ทั่ว
ผลที่ได้รับ คือ เป็นการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่สมอง
รูปที่ 2 : ท่าเคาะสมองด้วยสองมือ
2. ท่าปุ่มใบหู คือ ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับส่วนบนสุดของริมขอบใบหู นวดทั้งสองข้างพ้อมกันจากบนลงล่างและล่างขึ้นบน
ผลที่ได้รับ คือ เพิ่มสมาธิในการอ่านหนังสือ เพิ่มทักษะการฟังและความจำระยะสั้น เพิ่มทักษะการคิดเชิงนามธรรม
รูปที่ 3 : ท่าปุ่มใบหู
3. ท่าปุ่มเหนือหน้าอก คือ ใช้ปลายนิ้วทั้งสองข้างเคาะที่เหนือหน้าอก โดยสลับมือเคาะ ตามองตรงไปข้างหน้าๆกลๆ หายใจเข้า ออกลึกๆยาวๆ
ผลที่ได้รับ คือ เป็นการกระตุ้นการทำงานของเส้นเลือดและหลอดเลือดแดงให้ลำเลียงเลือดที่ผสมออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รูปที่ 4 : ท่าปุ่มเหนือหน้าอก
- ท่าปุ่มปาก คือ กำมือขวาและเหยียดนิ้วชี้กับนิ้วกลางออกมาสองนิ้ว ใช้ปลายนิ้วแตะ
ที่ริมปีปาก นวดสามสิบวินาที กวาดตามองจากพื้นขึ้นเพดานในขณะเดียวกันหายใจเข้าและออก
ผลที่ได้รับ คือ เชื่อมโยงระบบประสาทระหว่างร่างกายซีกซ้ายและซีกขวา ช่วยการ
เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อบริเวณปาก การพูดจาดีขึ้น
รูปที่ 5 : ท่าปุ่มปาก
- ท่าวาดเลขแปด คือ เหยียดแขนขวาไปด้านหน้าและชูหัวแม่มือออกมาวาดรูปเลข
แปดขนาดใหญ่ในอากาศช้าๆ ลักษณะทวนเข็มนาฬิกาแ และตามองตามไปพร้อมกับมือที่วาดท่านี้สามารถทำวาดเลขแปดสองมือได้
ผลที่ได้รับ คือ ช่วยการทำงานของมือและตาสัมพันธ์กันดีขึ้น พัฒนามุมมองการ
มองเห็นทั้งด้านซ้ายและขวา พัฒนาการอ่านและร่างกายเกิดความสมดุล
รูปที่ 6 : ท่าวาดเลขแปด
- ท่านกฮูก คือ มือซ้ายจับบ่าขวาบีบนวดใบหน้าไปในทางการข้าม หายใจลึก,ส่ง
เสียง
ผลที่ได้รับ คือ ช่วยทักษะการมองเห็น การได้ยิน ผ่อนคลายความเครียด ความ
ทรงจำดีขึ้น
รูปที่ 7: ท่านกฮูก
7. ท่าหาวเพิ่มพลัง คือ หาวและหลับตาให้สนิท ใช้นิ้วชี้+กลางถูนวดบริเวณเหนือฟันกราม
ผลที่ได้รับ คือ การรับรู้ความรู้สึกสัมผัส การทำงานของตา เพิ่มการเติมออกซิเจน
รูปที่ 8 : ท่าหาวเพิ่มพลัง
8. ท่าปุ่มกระตุ้นการทรงตัว คือ มือซ้ายวางการปุ่มกระดูก ท้ายทอยใกล้หลังหู มือขวาวางบนสะดือ
ผลที่ได้รับ คือ เพิ่มพลังปราณให้ร่างกายและการบริหารตา เชื่อมโยงความคิด อารมณ์ ทางบวก
รูปที่ 9 : ท่าปุ่มกระตุ้นการทรงตัว
9.ท่าเสือทะยาน คือ ตั้งศอกขึ้นตั้งฉากพร้อมกับแตะขาซ้ายตรงไปด้าหลัง
ผลที่ได้รับ คือ พัฒนาทักษะกล้ามเนื้อ ทำงานในทิศทางที่แตกต่างได้ดีขึ้น เกิดสมาธิ ความจำ การฟัง การอ่าน การเขียนดีขึ้น
รูปที่ 10 : ท่าเสือทะยาน
10. ท่าหงษ์เหิน คือ ยืนบนขาข้างขวาเหยียดแขนข้างขวาขึ้นเหนือศีรษะ มือข้างซ้ายจับที่ขาซ้ายด้านหลัง ออกแรงดึงขาเข้าหาตัว แล้วเปลี่ยนทำอีกข้างหนึ่งทำเช่นเดียวกัน
ผลที่ได้รับ คือ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย พลังงานไหลผ่านทั่วร่างกาย
รูปที่ 11 : ท่าหงษ์เหิน
11. ท่าเดินอย่างทหาร คือ ขยับขาเหนือเวลาทหารตามเท้าเดิน ยุกเข่าสูงเสมอเอว
แกว่งแขนทั้งสองไปในทิศทางตรงข้าม สายตามองขึ้นบน
ผลที่ได้รับ คือ ช่วยการเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายและขวา พัฒนาสายตาในการอ่าน
รูปที่ 12 : ท่าเดินอย่างทหาร
12. ท่าแตงโมลูกใหญ่ คือ มือวางซ้อนกันไว้ให้เหยียดแขนที่หน้าขาพร้อมหายใจเข้าลึกๆช้าๆ ยกแขนขึ้นตรงๆผ่านหน้าอก และยกขึ้นตรงเหนือศีรษะ คว่ำมือลงหายใจออกช้าๆ วาดออกเป็นรูปแตงโม แขนตรง รอบตัวเอง วางมือที่เดิม
ผลที่ได้รับ คือ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย พลังงานไหลผ่านทั่วร่างกาย
รูปที่ 13: ท่าแตงโมลูกใหญ่
13. ท่านกกระยางหาปลา คือ ยืนไขว้ขา ทิ้งแขนทั้งสองลงไปช้าๆให้อยู่ในท่าไขว้แขน ยืดตัวยกแขนขึ้น หายใจเข้า
ผลที่ได้ คือ ช่วยให้เส้นเอ็นที่ตึงคลายออก เกิดความสมดุลในร่างกายและจิตใจ เกิดความสงบ มีสมาธิ
รูปที่ 14 : ท่านกกระยางหาปลา
14. ท่าแหวกม่าน คือ กำมือซ้ายและขวาไขว้กันไว้ระดับหน้าอกพร้อมกับหายใจเข้า กางแขนทั้งสองออกห่างกันวาดลงที่หน้าขาเป็นวงกลม พร้อมหายใจออก และเอามือมาไขว้กันที่อกเช่นเดิม
ผลที่ได้รับ คือ รักษาสมดุลของร่างกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เกิดการเคลื่อนไหวร่างการที่ยืดหยุ่นและการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองในร่างกายถูกกำจัด
รูปที่ 15 : ท่าแหวกม่าน
15. ท่าพลังแห่งจิต คือ วางมือที่งสองไว้ที่หน้าท้อง หายใจเข้าลึกๆช้าๆท้องจะป่อง จากนั้นหายใจออกท้องยุบ ลักษณะเป็นการพ่นลมออกทางปาก ในขณะหายใจให้จินตนาการวาดรูปวงกลมด้วยจมูก
ผลที่ได้รับ คือ เกิดความผ่อนคลาย เกิดสมาธิ พัฒนาระบบประสาทที่ดี ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น พัฒนาระบบหายใจ เพิ่มพลังการคิดเชิงบวก
การพัฒนาศักยภาพทางสมองของเด็กสามารถปฏิบัติได้หลายแนวทางดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วเราสามารถปั้นสมองของเด็กตามที่ควรจะเป็นตามขั้นพัฒนาการและวุฒิภาวะ
( เปิดสวิตซ์สมอง ) พันธุกรรมมิได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าเด็กคนนั้นจะฉลาด หรือมีศักยภาพ 100% แต่อยู่ที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กด้วย เยาวชาติของชาติจะเป็นเช่นใดอยู่ในมือผู้ใหญ่ คือ ครู ผู้ปกครองนั่นเอง เราจะปิดสวิตซ์สมองของเด็ก หรืจะช่วยกันเปิดสวิตซ์สมองของเด็กอยู่ที่คุณจะเลือกค่ะ
**********************************************************************************
บรรณานุกรม
ดุษฎี บริบัตร ณ อยุธยา. (2549).รู้เรียนเพื่อเรียนรู้สู่ความเป็นเลิศ.กรุงเทพฯ:
บริษัทพิมพ์ดี จำกัด.
บันลือ พฤกษะวัน.(2549).จุดประกายสมองของเด็กปฐมวัย (คู่มือครูและผู้ปกครอง).
กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พีรณา ริกุลสุรกาน.(2549).คู่มือครูสำหรับเสริมสร้างสมองของเด็กวัยเรียน.กรุงเทพฯฯ :
สำนักพิมพ์แฮบปี้ แฟมิลี่.
พอล อี เดนนิสัน แปลโดย วิบูลย์ วิรัชนีกรพันธ์.(2549).บริหารสมองฉบับครูและผู้ปกครอง.
กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ขวัญข้าว 94.
สุขพัชรา ซิ้มเจริญ. (2549).บริหารสองคนทุกวัย.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ สวัสดีการพิมพ์.
Begley, S. (1996). Your Child’s brain. Newsweelk 127 No.8.