กายหายไข้..ใจหายทุกข์


เรื่อง "กายหายไข้ ใจหายทุกข์"
โดย นพ.ชูฤทธิ์ เต็งไตรสรณ์
วันที่ 13 ตุลาคม 2547 เวลา 10.00-12.00 น.
ณ ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒน์ฯ

 

 


 

บทที่ 1 สมาธิ สติ

 

กายกับจิตสัมพันธ์กันเช่นไร

 

ชีวิตคนเราประกอบไปด้วยกายกับใจ ดังนั้นชีวิตที่ดีย่อมต้องอยู่ในสภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายของคนเราเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นย่อมมีเหตุที่มาของโรคนั้นๆ สาเหตุอาจเนื่องมาจากตัวเชื้อโรค สภาพแวดล้อมเป็นพิษ สภาพจิตใจที่สับสน อ่อนแอ ฯลฯ ส่วนจิตใจที่เป็นโรค คือ จิตใจที่เป็นทุกข์ หดหู่ หงอยเหงา ว้าเหว่ โศกเศร้า เพราะจิตครุ่นคิดปรุงแต่งก่อทุกข์ไปต่างต่างนานา
ร่างกายที่มีทุกข์ จะทำให้เกิดความทุกข์เพิ่มมากขึ้น และใจที่ทุกข์เพิ่มขึ้นนี้ก็จะส่งผลกลับไปทำให้สภาพร่างกายทรุดโทรมลงไปอีก และร่างกายที่ทรุดโทรมก็ส่งผลต่อเนื่องให้จิตใจทรุดลงสืบเนื่องไปอีก เมื่อผู้ป่วยเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา นอกจากจะเกิดผลต่อตัวผู้ป่วยเองแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องให้ใจของญาติที่อยู่ใกล้ชิดเกิดความทุกข์ตามไปด้วย เมื่อญาติเกิดความทุกข์ใจ ก็มีผลย้อนกลับไปทำให้ใจของผู้ป่วยพลอยทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีกเช่นกัน ดังนั้น ถ้าหากเราสามารถฝึกใจให้ลดความทุกข์ลงได้ ย่อมจะส่งผลทำให้สภาพร่างกายดีขึ้น เมื่อร่างกายดีขึ้นก็ส่งผลให้สภาพจิตใจดีขึ้นเช่นกัน

 

สมาธิคืออะไร

 

 

สมาธิ คือ ความมีจิตสงบตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่คิดฟุ้งซ่าน

 

ประโยชน์จากการทำสมาธิ

 

 

สมาธิทำให้เกิดความสงบ ผ่องใส รู้สึกผ่อนคลาย และจิตนุ่มนวล เหมาะที่จะนำไปใช้งานพิจารณาความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งภายในใจ และสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกตัว นอกจากนี้ จิตที่เป็นสมาธิ ยังเป็นจิตมีพลัง เข้มแข็ง ไม่ถูกกระทบได้ง่าย

 

สติคืออะไร

 

 

สติ คือ ความระลึกได้ หมายถึง
1. การควบคุมจิตไว้กับกิจที่ทำหรือที่เกี่ยวข้องอยู่ ความไม่เผลอ
2. การระลึกได้ถึงสิ่งที่ผ่านเลยไปแล้ว

 

 


 

 

 

 

บทที่ 2 ปัญญา

 

ปัญญาคืออะไร

 

 

 

ปัญญา คือ ความรู้ทั่ว เข้าใจเหตุผล รับรูโลกและชีวิตตามที่มันเป็น รู้เท่าทันธรรมดาของสิ่งทั้งหลายว่าเป็นสภาพที่เกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา และเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ทำให้จิตใจเป็นอิสระ ไม่ไปยึดติดถือมั่นกับสิ่งใดๆ ปลอดโปร่ง ผ่องใส เป็นอยู่ด้วยปัญญา และบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกด้วยเมตตากรุณา

 

ขันธ์ 5

 

 

เป็นองค์ประกอบ 5 อย่างของชีวิตมนุษย์ ได้แก่
รูปขันธ์ หมายถึง ส่วนที่เป็น ร่างกาย พฤติกรรม สสาร พลังงาน
เวทนาขันธ์ หมายถึง ความรู้สึก เช่น สุข ทุกข์ หรือ ความรู้สึกเฉยๆ
สัญญาขันธ์ หมายถึง การกำหนดหมายเก็บข้อมูล หรือความทรงจำเดิม
สังขารขันธ์ หมายถึง ความนึกคิดในใจ ตลอดจนเจตจำนงที่จะทำการต่างๆ
วิญญาณขันธ์ หมายถึง ความรับรู้ทางอาตนะทั้ง 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
มนุษย์เราซึ่งประกอบด้วยขันธ์ทั้งห้านี้ จะติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก และภายในตัวเองโดยใช้อาตนะ 12

 

อาตนะ 12

 

 

การติดต่อสัมพันธ์กับโลกและชีวิตผ่านช่องทางที่เรียกว่า อาตนะ 12 แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
อาตนะภายนอก 6 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต้องกาย และอารมณ์ที่เกิดในใจ และ
อาตนะภายใน 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

 

ไตรลักษณ์ (อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา)

 

 

ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะสาม ได้แก่
อนิจจตา คือ ความไม่คงที่ เปลี่ยนแปรสภาพไปเรื่อยๆ เกิดขึ้นและก็สูญไป
ทุกขตา คือ ภาวะที่ถูกบีบคั้น ทำให้คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
อนัตตตา คือ ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง เพราะเป็นไปตามเหตุผลและปัจจัย ไม่สามารถมีขึ้นมาได้โดยลำพังตัวเอง ต้องสัมพันธ์อยู่กับสิ่งอื่นๆ

 

วิธีปฏิบัติต่อผู้ป่วยหนัก

 

 

1. ทางจิต
1.1 ฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ (สมถกรรมฐาน) หรือ
1.2 ให้มีผู้ชักนำจิตผู้ป่วยให้เกิดจิตใจที่ดีงามเข้ามา เช่น ท่องสัมมาอรหัง (สมฺมาอรหํ)
2. ทางปัญญา ให้รู้และเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต เข้าใจกฎไตรลักษณ์ ทำให้จิตปล่อยวางเป็นอิสระ ไม่ห่วงกังวล

 


 

บทที่ 3 ทาน ศีล

 

ทานคืออะไร ?

 

 

 

 

ทาน คือ การให้ การเสียสละ การบริจาคให้แก่ผู้อื่น สามารถทำได้ทั้งการแบ่งปันให้เป็นสิ่งของ (อามิสทาน) หรือ การให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน (ธรรมทาน) การทำทานจะช่วยให้จิตใจเอิบอิ่มเมื่อ มองเห็นคุณค่าในสิ่งดีๆ ที่ได้กระทำลงไป ตัดความผูกใจในสิ่งเก่าๆที่ไม่ดี (กรรมเก่า) โดยทำสิ่งดีใหม่ๆ ขึ้นมา (กรรมใหม่) การให้ทานเป็นการให้ การสละออกไป ไม่ใช่การให้แต่สิ่งของที่ไม่มีประโยชน์กับเราแล้ว ให้เพื่อหวังผลตอบแทนเช่น ทำบุญเพื่อเอาไปหักภาษี ทำทานเพราะหวังจะไปสวรรค์เป็นต้น

 

ศีลคืออะไร ?

 

 

ศีล คือ พฤติกรรมกาย วาจา ที่ปฏิบัติในความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง มิให้เป็นโทษ แต่ให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อกัน
พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีคนไทยนับถือมากว่าร้อยละ 95 มีความผูกพันธ์กับชาวไทยในอดีตตั้งแต่เมื่อยังเป็นอาณาจักรสุวรรณภูมิเมื่อพ.ศ. 218 พัฒนาควบคู่กับสังคมไทยจนอยู่ในวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวไทยมาโดยตลอดจนในสมัยรัชการที่ 6 ได้ยอมรับว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทย พุทธศาสนามีหลักการในการพัฒนามนุษย์โดยให้องค์ประกอบแห่งการดำเนินชีวิต 3 ด้านมาประสานหรือบูรณาการกัน องค์ประกอบทั้ง 3 จะต้องพัฒนาไปด้วยกันอย่างพึ่งพาอาศัยกัน ส่งเสริมกัน องค์ประกอบ 3 ด้านนี้พูดง่ายๆคือ พฤติกรรม จิตใจและปัญญา พูดในศัพท์ในพระพุทธศาสนาว่า ศีล สมาธิ ปัญญา หลักการพัฒนาตน 4 ด้าน ที่เรียกกันว่า ภาวนา 4 ได้แก่
กายภาวนา (Physical development)
ศีลภาวนา (Social development)
จิตภาวนา (Emotional development)
และ ปัญญาภาวนา (Wisdom development)

 

กายภาวนา : การพัฒนากาย (Physical development)

 

 

เป็นการฝึกอบรมกาย การพัฒนาร่างกายให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพทั้งหลายในทางเกื้อกูล เป็นคุณ ไม่เกิดโทษ รู้จักบริโภคปัจจัย 4 (อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค) ได้ตรงตามคุณค่าที่แท้จริง ไม่บริโภคตามค่านิยม ความอร่อย หรือโก้หรู ซึ่งอาจส่งผลเสียเป็นอันตรายต่อ สุขภาพได้ นอกจากนี้ยังฝึกให้รู้จักใช้อินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจในการติดต่อ หรือใช้สอยอุปกรณ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ต่างๆ เพื่อศึกษาเรียนรู้เป็นกิจหลัก ไม่ใช่เสพบริโภคเพียงเพื่อความสนุกสนาน

 

ศีลภาวนา : การพัฒนาศีล (Social development)

 

 

เป็นการฝึกอบรมด้านพฤติกรรม การพัฒนาด้านกายและวาจาให้มีพฤติกรรมทางสังคมไม่เบียดเบียนหรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่น มีความสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม เกื้อกูลสร้างสรรค์ ส่งเสริมสันติสุข ด้วยสังคหวัตถุ 4 ( ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา) ดำเนินอาชีพสุจริต ดำรงตนอยู่ในระเบียบวินัยของสังคม

 

จิตภาวนา : การพัฒนาจิต (Emotional development)

 

 

เป็นการฝึกอบรมด้านจิตใจ การพัฒนาบุคคลให้มีจิตที่สมบูรณ์ประกอบด้วย คุณภาพ สมรรถภาพ และสุขภาพจิตที่ดี คุณภาพจิตที่ดีได้แก่จิตที่มีศรัทรา เมตตา กรุณา เอื้ออารี มีมุทิตา ความเคารพ อ่อนน้อม กตัญญูกตเวที เสียสละ มีหิริโอตตัปปะ สมรรถภาพจิตที่ดี ได้แก่จิตใจเข็มแข็ง มั่นคง เพียรพยายาม อุตสาหะ วิริยะ มีความรับผิดชอบ มีสติ และสมาธิ สุขภาพจิตที่ดีได้แก่การมีจิตใจร่าเริง เบิกบาน สดชื่น อิ่มเอิบ ผ่องใส และสงบสุข

 

ปัญญาภาวนา : การพัฒนาปัญญา (Wisdom development)

 

 

เป็นการฝึกอบรมด้าน การพัฒนาบุคคลให้รู้จักคิด พิจารณา วินิจฉัย แก้ไขปัญหา และดำเนินการต่างๆ ด้วยปัญญา เข้าใจเหตุผล มองทุกสิ่งไปตามเหตุและปัจจัย ไม่มีอคติ ปราศจากการครอบงำของกิเลส เป็นอยู่ โดยรู้เท่าทันธรรมดาของโลกและชีวิต เข้าถึงอิสรภาพ ปลอดทุกข์ปราศจากปัญหา

 

 

ดังนั้นคนที่พัฒนาสมบูรณ์ จะต้องพัฒนาครบทั้ง 4 ด้านคือ
1. ภาวิตกาย มีกายที่พัฒนาแล้ว หมายถึงพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น การบริโภคปัจจัย 4 การใช้เทคโนโลยีและการอยู่กับธรรมชาติแวดล้อมได้ดี
2. ภาวิตศีล มีศีลที่พัฒนาแล้ว คือพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีงามเกื้อกูล
3. ภาวิตจิต มีจิตที่พัฒนาแล้ว ทั้งด้านคุณธรรมความดีงาม สมรรถภาพ และประสิทธิภาพของจิต และภาวะจิตใจที่มีความสุขสดชื่น เบิกบาน
4. ภาวิตปัญญา มีปัญญาที่พัฒนาแล้ว รู้เข้าใจหยั่งเห็นความจริงของโลกและชีวิต จนวางจิตใจ มีท่าทีต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี มีดุลยภาพและเป็นอิสระ

 


 

 

สรุป

 

 

พุทธศาสนาจะมองทุกสรรพสิ่งตามความเป็นจริง และพยายามมองหาประโยชน์จากความจริงนั้น เน้นการฝึกฝนพัฒนาตัวเองยิ่งๆขึ้นไปร่วมถึงช่วยเหลือคนที่อยู่รอบรอบตัว ทั้งครอบครัว รวมไปถึงสังคมด้วย

 

 

• ญาติผู้ป่วยเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในฐานะเป็นมิตร พึงกระทำตัวเป็นมิตรที่ดีต่อกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ตามหลักการปฏิบัติตน “สังคหวัตถุ 4” จะช่วยให้สุขภาพทางใจดีขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย

 

 

• ข้อปฏิบัติระดับศีลนอกจากจะช่วยจนถึงระดับสังคมส่วนรวมแล้ว ในระดับผู้ป่วยช่วยให้ไม่ต้องไปรับปัจจัยที่ไม่ดีเพิ่ม เช่น การไม่ระวังเรื่องเพศสัมพันธ์อาจทำให้ได้รับเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นได้ การเสพสารเสพติดนอกจากจะเสียเงินเสียทองแล้ว เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจทำให้ขาดสติ ประมาททำให้ได้รับอุบัติเหตุได้ การเที่ยวกลางคืนเป็นการเสียเวลาและทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงได้เช่นกัน

 

 

• การปฏิบัติทางพุทธศาสนาจะไม่ปฏิบัติเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง จะต้องฝึกตนปฏิบัติควบคู่กันไป ทั้งทางศีล หรือการปฏิบัติควบคุมกายและวาจา และพัฒนาทางจิต ทั้งสติและสมาธิ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาปัญญาให้รับรู้โลกและชีวิตตามที่มันเป็น