ความสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน

เขี้ยวเพชร ความทรงจำที่ดีๆ สำหรับเพื่อนร่วมโลก  

 
เหมียว1


                   เขี้ยวเพชรเป็นชื่อของตัวละครตัวหนึ่งที่มีชีวิตอยู่จริง มันไม่ใช่คนแต่มันเป็นแมวเหมียว.. เมื่อประมาณซักต้นปี2551 เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวแห่งความทรงจำที่ผมกับภรรยาไม่เคยลืมเลยเกี่ยวกับชีวิตของนังเหมียวพเนจรตัวหนึ่ง  

                 จุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งความทรงนี้ เริ่มจากวันนั้นเวลาประมาณสัก 2 ทุ่มเห็นจะได้ ผมก็ได้รู้จักกับแมวตัวเมียตัวอ้วนพีตัวหนึ่ง มายืนอยู่บนกำแพงหน้าบ้านหลังจากผมกลับจากทำโอที  ยืนมองผมด้วยสายตาประหลาดแกมสงสัย ด้วยความที่ผมก็เป็นคนที่เอ็นดูพวกสัตว์ร่วมโลกพวกนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหมาหรือแมว ก็เคยเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆสมัยที่อยู่บ้านนอก  

               สมัยอยู่หอพักตอนเข้ามาทำงานที่มหาชัยใหม่ๆ ก็เคยเลี้ยงหมาจรจัด ไว้ตัวหนึ่งจนเป็นเพื่อนยามเหงาทุกครั้งที่กลับถึงหอ สมัยเป็นหนุ่มๆ วันนั้นผมได้โยนน่องไก่ทอดที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดใหม่เลยๆ ให้มัน มันก็มองหน้าผมด้วยความสงสัย ผมก็บอกว่า   " เอ้ากินซะหิวไม่ใช่รึเอง มาจากไหนนี่ เจ้าของเอ็งเป็นใครล่ะ ทำไมถึงมาอยู่นี้ได้ เอ้าข้าให้กิน กินซะ "      

               วันนั้นผมบอกกับภรรยาของผมว่านี่เธอไอ้แมวตัวนี้ท่าทางมันดีนะเลี้ยงมันไว้จับหนูหลังบ้านมั้ยละ เพราะฉันเพิ่งซ่อมเครื่องซักผ้าหลังบ้านวันก่อน ก็เพราะเจ้าหนูนี่กัดสายไฟซะระบบปล่อยน้ำไม่ทำงานเลยนะ      เมียผมเขาบอกว่าไม่ละฉันเกลียดขนของมัน มันชอบร่วงไม่เอาไล่มันไปซะ.

 

3

  

                   ผมก็ไม่ได้คิดอะไร จวบจนรุ่งเช้าผมและภรรยาต้องแปลกใจในวันรุ่งขึ้น (สมัยนั้นแฟนผมยังทำงานโรงงานกันเช่นเดียวกับผมอยู่ )เพราะผมต้องตกใจกับซากหนูตัวเบ้อเร้อ หัวหายไปเหลือแต่ลำตัวประมาณครึ่งหนึ่งเป็นภาระให้ผมเก็บไปทิ้งซะอีก ต้องเอาน้ำมาล้างทำความสะอาดหน้าบ้าน วันนั้นผมทำงานผมก็มานั่งคิดว่าเอ๊ะ หรือว่านังเหมียวมันจะได้ยินเราพูดกันนเมื่อคืน " เออแมวตัวนี้ไม่ธรรมดาแฮะ แต่เอ เมื่อเช้าก็เห็นมัน มันไปไหนล่ะ "      

                   ผมเก็บความสงสัยไว้จนถึงสองทุ่มพอเลิกงานก็แวะซื้อน้ำพริกปลาทูกลับไปกินที่บ้านตามประสาเช่นเคย มาอีกแล้วยืนอยู่บนกำแพงบ้าน ตัวดำสลับกับลายเสือบนตัวมัน   เอ้านังเหมียวนี้หว่า  " ไงเหมียว กินอะไรมาหรือยังละวันนี้ " วันนี้มันเริ่มไว้ไจผมแล้ว มันก็กระโดดลงมาจากกำแพงเพื่อมาทวงค่าแรงที่จับหนูมาให้แน่เลย ขณะที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น ผมก็ถูกงับเข้าที่ขาอย่างจัง แต่ไม่แรง " เฮ้ยไรว่ะเอ็ง เอ็งเป็นแมวบ้าหรือเปล่า " มันงับเข้าให้อีกรอบ พอเราไล่ก็ทำหงายพุง ทะเล้นจนเราอดขำไม่ได้  

                     เออ หรือว่ามันหิว เลยหยอกบอกเรา " เออรออยู่นี้ล่ะเดี่ยวข้ากินข้าวก่อน เดี๋ยวจะเอาก้างปลาทูมาให้กิน " คืนนั้นผมก็เอาก้างปลาทูใส่จานมาวางที่หน้าบ้าน ผมบอก " เอ้า กินซะ " มันก็มองหน้าผมแล้วก็เดินมาคลอเคลียที่ขา แต่ก็ยังไม่กิน สงสัยเขิน  " เออแฮะ มารยาทดีเหมือนกันน่ะนี่ ผมหลบเข้าไปในบ้านแล้วแอบดู พอลับตาผมเท่านั้นละครับ ก้างปลาทูบนจานถูกสวาปามภายในพริบตา สักพักมันก็ปีนอ่างเลี้ยงปลาหางนกยูงบริเวณหน้าบ้าน เพื่อกินน้ำเสียงดังจุ๊บจั๊บ    สักพักก็ปีนขี้นไปนั่งอยู่บนกำแพงเช่นเดิม   คืนนั้นผมก็หลับไปอย่างเคย.....

 

1

                   ..จนรุ่งเช้าตื่นมา เอาอีกแล้ว หนึ่งตัวนอนแอ้งแม้ง ให้ผมจัดการอีกแล้ว.. หนู มันแสดงผลงานของมันอีกแล้ว แต่ก็ไม่เห็นหน้ามันเหมือนเคย   เป็นอยู่อย่างนี้มาเรื่อยเป็นเดือน ผมมีความรู้สึกว่าบ้านมีชีวิตชีวาดี เหมือนมีเด็กอยู่ เพราะลูกเราก็ไปฝากคุณแม่ท่านเลี้ยงไว้ที่บ้านนอก จะได้เจอก็คือต้องโทรหา หรือกลับไปหาช่วงหน้าเทศกาล พอกลับมาเจอนังเหมียวรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนสมาชิกในบ้านคนหนึ่ง ผมก็เริ่มปะเหลาะถามเมียอีกครั้ง ท่าทางเขาเริ่มใจอ่อนแล้ว  " เอ๊าก็ลองเลี้ยงมันดู ตอนนี้หนูที่วิ่งอยู่บนเพดานฝ้าก็ไม่มีให้ได้ยินอีกแล้ว "  คืนนั้น เอ้าเหมียวลองเข้ามาในบ้านซิลูก แม่เขาให้เอ็งเข้ามาอยู่แล้ว ไอ้เหมียวทำท่างงๆ อยู่ ผมเลยอุ้มเข้ามาในบ้าน เหมือนมันจะรู้ มันก็เข้าไปคลอเคลียที่ขาของภรรยาผม เหมือนเป็นการขอบคุณ สักพักก้เริ่มเดินสำรวจไปตามวอหหลับภายในบ้าน แบบเงียบๆ สักพักก็เข้าหนุนตักผม ที่มีพัดลมเป่าตัวอยู่แล้วหลับตาพริ้มอย่างมีความสุข คืนนั้นหลังจาหหลับลงประมาณรุ่งสาง ผมได้ยินเสียงตุกตัก .. ตุ๊กตัก บริเวณหน้าประตู ผมสะดุ้งตื่น เสียงอะไรว่ะ เอ้า นังเหมียวนี่หว่า สงสัยมันจะปวดขี้ปวดเยี่ยวมันแน่เลย พอเปิดประตูได้ ก็หายไปกับความมืด ของรุ่งสางคืนนั้นนั่นเอง



2

    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มาจนถึงช่วงหนึ่งที่ภรรยาของผมตกงาน แล้วก็ได้ออกมาขายของตลาดนัด ช่วงเช้าเขาก็มีเพื่อนคือนังเหมียวอยู่เป็นเพื่อนคุยหยอกล้อ เขาเริ่มรักมันมากกว่าผมซะด้วยซ้ำไปแทบจะเรียกได้ว่ารักเหมือนลูก    ภรรยาผมจะซื้อปลาทูวันละเข่ง เพื่อมาทอดให้นังเหมียวกิน เช้า กลางวัน เย็น เป็นประจำทุกวัน เป็นอาหารที่มันโปรดปรานมากกว่าอย่างอื่น และอีกอย่างที่มันทะลึ่ง และพิเรนมากๆเลยคือ นมเปรี้ยว ซึ่งมันชอบมากๆ เลย วันไหนได้กินนี้ปลิ้นหงายพุงหงายท้องอย่างมีความสุขทีเดียวทำให้เราได้หัวเราะ กับท่าทางของมัน และบ้านช่องดูมีชีวิตชีวามากๆ


2

    จวบจนวันหนึ่งมันก็มีอาการเหงา ผอมลง อย่างผิดสังเกต ข้าวปลาไม่ค่อยกิน  ทำให้ผมทุกข์ใจมาก สงสัยมันจะป่วยแต่ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร   วันนั้นวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุด ก็เลยถามเพื่อนที่โรงงานว่าใครเคยเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวบ้างเวลามันป่วยจะพาไปรักษาที่ไหน เพื่อนผมบอกว่าในตัวเมืองมหาชัย มีอยู่คลินิกหนึ่งเปิดประมาณ 9 โมงเช้า เมื่อมีรายละเอียด ผมก็เริ่มวางแผนว่าจะเอามันไปหาหมอ อย่างไรดี รถใหญ่เราก็ไม่มี หากเอามันใส่กระเป๋า ให้เมียนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วขี้เข้าไปในตัวเมืองตั้ง 4-5 กิโล เกิดมันตกใจกระโดดหนีจะทำอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งพะวง เกิดปล่อยไว้มันตายจะทำอย่างไรว่ะนี่.. เอ แต่ว่าเพื่อนบ้านเราเขามีรถปิคอัพนี่หว่า ไปบอกเขาแล้วจ่ายค่าน้ำมันให้เขาสักสามร้อย คงไม่น่าเกลียดหรอกมั้ง ไอ้เหมียวมันก็กระโดดลงจากรถไม่ได้แน่ ... ได้การละเรา ผมบอกให้เมียผมเตรียมกระเป๋าใส่นังเหมียวไว้ ส่วนผมก็เข้าไปหาเพื่อน แล้วบอกว่า   " คุณแขกๆ ว่างมั้ยครับวันนี้ "  อ๋อว่าง ป๋ามีอะไรให้ช่วยหรือครับ  " ช่วยเอารถใหญ่ออกให้ที่จะพาแมวไปโรงพยาบาล "  แค่นั้นแหละเขาก็รีบถอยรถออกมาอย่างรวดเร็ว    พอผมกับภรรยาขึ้นรถเขาก็ถามภรรยาผมว่าป่วยเป็นอะไรไปโรงพยาบาลไหน จะได้ไปส่งให้ถูก (อ้อลืมบอกไป ภรรยาผมชื่อเล่นชื่อแมว) ภรรยาผมบอกว่าพานังเหมียวไปโรงพยาบาลสัตว์หน่อย ไม่รู้ป่วยเป็นโรคอะไร แค่นั้นละครับเพื่อนผมงี้ขำกลิ้งเลย เพราะตอนแรกเขานึกว่าคนที่ป่วยเป็นภรรยาผม แต่เขาก็ใจดี ตกกระไดพลอยโจนไปแล้วนี่ พอไปถึงคลินิกรักษาสัตว์ เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ผมเคยเอาสัตว์มาหาหมอ มีผู้ช่วยพยาบาลเป็นผู้หญิง มาเพื่อทำประวัติ ถามผมขึ้นว่า ชื่ออะไรค่ะ " ตายห่าแล้วชื่อไรว่ะนี่ เรียกมันแต่นังเหมียว นังเหมียว เผอิญตอนนั้นละครช่อง7 กำลังออกอากาศพอ เรื่องนังเหมียวเขี้ยวเพชร เอาวะ เอาชื่อนี้ละ  " ชื่อเขี้ยวเพชรครับ "  อายุประมาณเท่าไหร่ " ไม่ทราบเหมือนกันครับ มันเพิ่งมาอยู่ " โอเคไม่เป็นไร เดี๋ยวรอคุณหมอตรวจ สักพักคุณหมอผู้ใจดีก็มาวัดไข้ เอาขึ้นเตียง เหมือนคนเลยครับ หมอวัดไข้เสร็จแล้วบอกว่ามันเป็นไข้ จึงฉีดยาให้หนึ่งเข็ม ช่วยจับเขาไว้หน่อยเพราะเขาจะดิ้น พอเข็มทิ่มเข้าไปมันร้องเสียงลั่นเลย เมี๊ยวๆๆ พอเสร็จคุณหมอก็ให้คำแนะว่า เวลาแมว หรือหมาป่วย ห้ามให้ยาพาราที่ใช้กับคนให้มันกินเด็ดขาด มันจะตายได้    ในคลินิกก็มีอาหารเกี่ยวกับแมวเช่นวิสกัส ผมก็ซื้อกลับมาให้มันกิน ขากลับผมรู้สึกว่ามันตื่นเต้นและกระปรี้กะเปร่า มองซ้ายมองขวา มองวิวข้างทางอย่างตื่นเต้นตลอดทางที่กลับ ผมเลยบอกกับมันว่า วันไหนที่พ่อมีรถปิคอัพ พ่อจะพาเองไปเที่ยวด้วย....   พอกลับถึงบ้านเอาวิสกัสและปลาทูให้มันกิน อาการมันดีขึ้นทันตาเห็นเลยแฮะ กลับมากระชุ่มกระชวยเหมือนเดิม   บ้านกลับมาคึกคักอีกครั้ง ...

 

3

 

    จนมาถึงวันหนึ่ง เงาแห่งความเศร้าก็คืบคลานมาสู่ครอบครัวผมอีกครั้ง วันนั้นประมาณเดือนกันยายน ฝนตกหนัก ปกติผมจะกลับจากตลาดนัดประมาณ 3 -4ทุ่ม โดยประมาณ จะมีนังเหมียวมานั่งเฝ้าเพื่อรอเปิดประตูบ้านทุกวัน แต่วันนั้นอีเมท ย่ามาฮ่าคู่ใจของผมโดนฝน สตาร์ทไม่ติด กว่าฝนจะหยุดตก กว่าจะเรียกเพื่อนบ้านให้มาช่วยขนข้าวของแทนให้ และกว่าผมจะเข็นอีเมท กลับถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบ 5 ทุ่ม ไม่เห็นแม้แต่เงาของนังเหมียว ผมเที่ยวเดินเรียกร้องหามันก็ไม่เห็น สามสี่วันผ่านไป ไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน เมียผมเธอดูเศร้ามาก มันหายไปไหนเป็นอะไร หรือเปล่า โธ่ เพิ่งหายป่วยแท้ๆ 

            จนถึงรุ่งสางของวันอาทิตย์ ซึ่งผมจะต้องตื่นประมาณตีสามเพื่อไปซื้อของที่ตลาดเช้าสำเพ็ง ในขณะที่ผมกำลังเข็นมอเตอร์ไซค์คู่ใจและเตรียมตัวออกจากบ้านพร้อมภรรยา เสียงเมี้ยวๆที่ผมคุ้นเคย ร้องอยู่บนหลังคาหน้าบ้าน นังเหมียว โอ ขอบคุณพระเจ้านังเหมียวยังไม่ตาย นังเหมียวกลับมาแล้ว  " ลงมาลูก ลงมา " มันก็ไม่ยอมปีนลงมา ผมก็แปลกใจทำไมมันไม่ยอมลงมา งั้นเอ็งรออยู่นี่นะเดี่ยวเที่ยงๆพ่อกับแม่จะกลับมา จนถึงตอนเที่ยงผมกลับมาก็เห็นนังเหมียวนอนรออยู่หน้าบ้าน ผมกลัวแทบตายกลัวมันจะไม่รอ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับความผิดปกติของร่างกายนังเหมียวก็คือ ขาด้านหลังข้างหนึ่งของมันหัก ต้องเดินลากขา " โอ คุณพระคุณเจ้า นี่คงเป็นเหตุผลที่มันหายไป และเป็นเหตุผลที่ผมเรียกมันลงมาแล้ว มันไม่สามารถลงมาหาผมได้ในทันทีเมื่อคืน ทั้งๆที่มันเป็นแมว "  เมียผมก็รีบทอดปลาทูที่มันชอบ แต่มันก็ดูเหงา กินข้าวน้อยลง เราปรึกษากันว่าจะพามันไปหาหมอ แต่ขามันหัก เกิดมันกระโดดลงจากรถมันคงตายแน่ๆ ต้องรอดูอาการมันไปก่อน แต่มันเริ่มแย่ลง แย่ลงทุกวัน ร้องเหมียวๆคุยกับเราบ้าง แต่ดวงตามันดูเศร้าสร้อยมาก สอง ถึงสามวันผ่านไป มันเริ่มไม่คุยกับเราแล้ว

              คืนนั้นผมกลับมาจากตลาดนัด เอามันมานอนแนบกับออก เช่นเคย คืนนั้นผมสังเกตอาการของมัน ดูแย่มาก ดวงตาที่มองมาทางผมแต่พูดไม่ได้ แต่สื่อได้ถึงความเจ็บปวดที่มันได้รับ ผมตัดสินใจบอกเมียผมเลยว่า " แม่ นังเหมียวมันไม่กินข้าวมาสามวันแล้ว หากเราต้องรอรถใหญ่ถึงวันอาทิตย์มันต้องตายก่อนแน่ๆ พรุ่งนี้เธอช่วยพามันไปหาหมอหน่อยนะ " ผมบอกกับมันว่าเหมียว อดทนหน่อยนะลูกพรุ่งนี้แม่จะพาไปหาหมอแล้ว ผมนอนภาวนาทั้งคืนว่าอย่าให้มันเป็นอะไร             จนรุ่งเช้าผมตื่นมาดูมันตั้งแต่ตีห้า และเปิดประตูพามันออกนอกบ้านเพื่อให้มันทำธุระส่วนตัว พอมันออกมาหน้าบ้าน มันก็สำรอกเลือดออกมาทางปาก ผมใจหายวาบ โธ่เหมียว เอ็งอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปน่ะ แต่ผมดูแล้วมันคงไม่รอดแน่

                       ผมรีบปลุกเมียผมแต่เช้า รีบอาบน้ำแต่งตัวพามันไปหาหมอด้วย   แต่ดูจากอาการแล้วผมว่า ไม่ต้องเอามันไปแล้วละแม่ มันคงไม่รอดหรอก แต่เมียผมก็ยังแข็งใจบอกว่ามันยังไม่ตายยังไงฉันก็จะพามันไปโรงพยาบาล จัดการอุ้มมันใส่กระเป๋า มันก็ร้องเมี้ยวๆด้วยความเจ็บปวดไปตลอดทาง เมียผมอุ้มมันขึ้นรถสองแถว ผู้คนก็มองเธอด้วยท่าทางแปลก เธอบอกว่านังเหมียวมันร้องไปตลอดทาง เธอก็ปลอบมันไปตลอดทางโดยไม่แคร์สายตาของผู้คนที่มองเธอมาด้วยท่าทางแปลก เธอคิดอยู่อย่างเดียวว่านังเหมียวมันต้องรอด จนไปถึงคลินิกที่เคยพามัน แต่คนดูแลคลินิกบอกว่า เปิด 9 โมงเช้าต้องรอก่อน คุณหมอยังไม่มา แต่ อนิจจา นังเหมียวทนพิษบาดแผลจากอาการช้ำในไหว ร้องหวีดขึ้นอย่างสุดเสียง ...แล้วก็สิ้นลมไปก่อนที่คลินิกจะเปิด   

             ภรรยาผมเธอเล่าว่า เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่แคร์สายตาผู้คนบริเวณนั้น แล้วอุ้มร่างที่ไร้วิญญาณนั้นกลับมาที่บ้าน แล้วโทรแจ้งข่าวเศร้า ให้ผมทราบ   น้ำตาผมไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว โธ่ นังเหมียวเขี้ยวเพชรของพ่อ.. ผมจำได้ว่าวันนั้นเวลามันช่างหมุนช้าเสียเหลือเกิน เมื่อไหร่จะพักเที่ยง ..เมื่อไหร่จะพักเที่ยง   ผมจะได้กลับบ้านไปเจอหน้ามันเป็นครั้งสุดท้าย   พอพักเที่ยงผมรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์เพื่อกลับบ้าน พบภรรยาผมยังอยู่ในอาการเศร้า อย่างมาก เธอกอดผมแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ผมถามว่าแล้วศพมันอยู่ไหนล่ะ

 เธอบอกว่าเธอห่อผ้าอย่างดี แล้วนำมันไปฝังแล้ว โธ่ นังเหมียว..ไปดีนะลูก

  วันนั้นผมกับภรรยา เราต่างคนต่างเศร้า ส่วนตัวผมแล้ว เพื่อเป็นการรำลึก ถึงเพื่อนรักต่างสายพันธ์ที่จากไป ทำได้ดีที่สุดก็คือสลักกลอนไว้ให้บทหนึ่ง แล้วนำรูปที่เคยถ่ายมันเอาไว้ตอนมันยังมีชีวิต อยู่ ปรินซ์ออกมา หนึ่งใบแล้วใส่กรอบเก็บไว้ รวมทั้งเป็นแผ่นๆเล็กๆ เท่านามบัตร เก็บไว้ในกระเป๋าสตังค์ ตลอดไป 

  " ถึงตัวจากไป แต่ยังอยู่ในใจนิรันดร์ "

" ไม่มีคำบรรยายใดๆ จะกล่าวเอื้อน

อยากคิดว่ามันคงเป็นเหมือนแค่ฝัน

ไม่อยากคิดว่าลาจากชั่วนิรันดร์

แต่ความจริงยังยืนยันว่าจากลา "


แมวเหมียว

"ไปดีนะเหมียวเขี้ยวเพชรของพ่อ

ไม่ต้องลำบากเดียวดายและโหยหิว

เกิดชาติหน้าถ้ามีวาสนา

ขอให้ได้เกิดมาดีสมดังใจ

หรือไม่ต้องยากไร้ให้ใครรังแก "

เหมือนดั่งคำที่เขาว่า " ความสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน "

เพราะฉะนั้น อยากฝากบอกเพื่อนๆด้วยว่า หากเรามีสิ่งดีๆอยู่ ควรถนอมสิ่งนั้นและปรุงแต่งมันให้ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ แล้วเราจะไม่รู้สึกเสียใจ ถ้าในวันหนึ่งสิ่งนั้นได้จากเราไปนิรันดร์

 

     นังเหมียวจากไปประมาณค่อนเดือน ถึงแม้ผมจะคิดถึงมันปานใด ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป จนวันหนึ่งวันที่ที่ผมไปถอย มาสด้า BT-50 จากศูนย์มหาชัย มั่นคง สมุทรสาคร ผมฝันว่านังเหมียวมันปีนขึ้นไปเล่นบนกระบะท้ายนั้นอย่างมีความสุข ผมสะดุ้งตื่นทันที เช้าวันนั้นผมมีความสุขใจอย่างประหลาด สุขที่จะมีรถป้ายแดงขับครั้งแรกในชีวิต และฝันเห็นถึงนังเหมียวที่จากไปมาเข้าฝัน เพื่ออยู่กับรถผม มาเป็นเพื่อนแม่ย่านางให้ผม และมันจะอยู่ในใจผมตลอดไป

 

ขอบคุณที่สละเวลาอ่าน .... Peter p