ข้อคิดดี

พระคุณของท่านพุทธทาสภิกขุ

ตัวกู - ตัวสู

 

1. ท่านชี้ให้เห็นว่าแก่นแท้ของพุทธศาสนาไม่เกี่ยวกับเรื่องตายแล้วเกิดใหม่

ท่านพุทธทาสภิกขุ

ความบางตอนจากหนังสือ:

ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า บัดนี้เราจะพูดกันถึงสังคมนิยมตามหลักแห่งพระศาสนา ซึ่งจะเป็นศาสนาไหนก็ได้ หรือที่ยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ ตามหลักของธรรมชาติ ขอให้ทำความรู้สึกสำหรับจะฟังความหมายของคำ ๆ นี้ตามหลักแห่งพระศาสนาโดยตรง ความรู้สึกของผู้ฟังขณะนี้ควรจะเกลี้ยงเกลาไปจากความคิดเรื้อรังต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนว่า ขึ้นชื่อว่าสังคมนิยมละก็ ต้องเป็นระบบชนกรรมาชีพที่ยื้อแย่งนายทุน หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งไม่ควรจะเอามาปนกันเลย.

พูดกันอย่างธรรมสัจจะอย่างตั้งต้นไปใหม่… ธรรมสัจจะนี่คือตัวแท้ตัวจริงของธรรม ของธรรมะก็ได้ ของธรรมชาติก็ได้ เป็นสิ่งเดียวกัน ตัวแท้ตัวจริงของธรรมชาตินั้นก็เป็นสังคมนิยม คือว่ามันไม่มีอะไรที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ มันต้องอาศัยกันและกัน ไม่มีแผ่นดินต้นไม้จะอยู่ได้อย่างไร ไม่มีต้นไม้แผ่นดินจะอยู่ได้อย่างไร หรือว่าน้ำจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีต้นไม้ ไม่มีแผ่นดิน

…โลกจะต้องมีระบบการปกครองที่ไม่เห็นแก่ตัวคน และให้ประกอบไปด้วยธรรมะ. ระบอบการปกครองในโลกที่ไม่เห็นแก่ตัวคนตัวบุคคลคือมือใครยาวสาวได้สาวเอานี้ จะเปิดโอกาสให้ระบบการปกครองนั้นประกอบอยู่ด้วยพระธรรม หรือพระเจ้า แล้วแต่จะเรียก ไม่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ก็เรียกไว้ทีก่อนว่า ระบบธัมมิกสังคมนิยม.

สังคมนิยม ก็แปลว่า เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เห็นแก่ตัวเอง, ไม่เห็นแก่ตัวกูคนเดียว เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ จึงจะเรียกว่าสังคมนิยม แล้วการเห็นแก่สังคมนั้นต้องถูกต้องด้วย ; เพราะว่าผิดก็ได้เหมือนกัน. การเห็นแก่สังคมผิด ๆ ก็คุมพวกไปปล้นคนอื่น หาประโยชน์มาให้แก่พวกตัวนี้ มันก็ผิด ก็เลยต้องใช้คำว่า “ธัมมิก” ประกอบอยู่ด้วยธรรมนี้ เข้ามานำหน้าไว้ว่า ธัมมิกสังคมนิยม-ระบอบที่ถือเอาประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก และประกอบไปด้วยธรรมะ.

 

  1.  ใจความสำคัญของพุทธศาสนา (พุทธศาสนามุ่งชี้อะไรเป็นอะไร)
    ศีลธรรม หมายถึง ข้อปฏิบัติซึ่งเกี่ยวกับประโยชน์สุขในโลกนี้ในชั้นที่เป็นพื้นฐานทั่วไป เพื่อทำให้เป็นคนดี เช่น มีศีล มีสัจจะ มีกตัญญูกตเวที ไม่เบียดเบียนตนหรือผู้อื่น ตามหลักที่สังคมทั่ว ๆ ไปต้องการ ซึ่งมีอยู่ตรงกันแทบทุกศาสนา
    ศาสนา หมายถึง ระเบียบวิธีปฏิบัติในขั้นสูง มีขอบเขตหน้าที่กว้างไกลต่อไปจากศีลธรรม เพื่อกำจัดกิเลสหรือดับความทุกข์ให้สูญสิ้นไป ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละเฉพาะศาสนา
    พุทธศาสนา คือ วิชารวมทั้งระเบียบปฏิบัติสำหรับจะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรให้มากเป็นพิเศษ โดยถูกต้องครบถ้วนลึกซึ้งถึงที่สุดแท้จริง เพราะเมื่อเรารู้อะไรจริง ๆ แล้ว เราย่อมไม่ปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวง แต่ย่อมจะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ การปฏิบัติพุทธศาสนา ย่อมเป็นการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา กรรมฐาน ภาวนา เพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงตามที่เป็นจริง ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วความรู้นั้นจะทำลายกิเลสไปในตัว
    หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งพระไตรปิฎก ล้วนแต่เป็นการบ่งระบุให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างครบถ้วน เช่น หลักเรื่อง “อริยสัจจ์ ๔” นั้น ข้อ ๑ สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ แต่สัตว์ทั้งหลายไม่ทราบไม่รู้ไม่เห็นจึงได้ไปอยากไปยึดถือเข้า คือ ปฏิบัติผิดต่อความจริงของสิ่งทั้งปวง ข้อ ๒ สมุห์ทัย มูลเหตุของความทุกข์ ได้แก่ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น โดยไม่เห็นว่าความอยากนี้เป็นเหตุเป็นที่ตั้งเป็นที่เกิดของความทุกข์ ข้อ ๓ นิโรธหรือพระนิพพาน คือการดับตัณหาเสียให้สิ้น เป็นความไม่มีทุกข์ เป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายไม่รู้จักกันใหญ่ จึงไม่มีใครปรารถนาดับความอยากไม่ปรารถนาพระนิพพาน ข้อ ๔ มรรค อันมีองค์ ๘ ประการ เป็นวิธีดับความอยากนั้น ๆ เสีย เป็นหลักธรรมสิ่งที่เลิศประเสริฐที่สุด แต่แล้วก็ไม่มีใครสนใจในความรู้ข้อนี้กันนัก
    หลักบาลีหัวใจของพระพุทธศาสนาหรือพระคาถาของพระอัสสชิ ซึ่งกล่าวถึงใจความโดยย่อที่สุดของพระพุทธศาสนาที่ว่า “สิ่งทั้งหลายเหล่าใด เกิดมาแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าท่านทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแสดงความดับสิ้นเชิงของสิ่งเหล่านั้นเพราะหมดเหตุ ; พระมหาสมณเจ้าตรัสอย่างนี้” คือ การบอกให้รู้ว่า “สิ่งทั้งปวงนั้น มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา , มันดับไม่ได้จนกว่าจะดับเหตุเสียก่อน” สิ่งทั้งปวงเป็นแต่เรื่องของมายา คือเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกันขึ้นเท่านั้น อย่าไปหลงยึดถือจนชอบหรือชังมันเข้า ; ทำใจให้เป็นอิสระจากความชอบหรือความชังดีกว่า เมื่อทำได้แล้วนั่นคือการออกมาเสียได้จากอำนาจแห่งเหตุ เป็นการดับเหตุเสียได้ ไม่ทำให้ความทุกข์เกิดได้เพราะความชอบหรือความชังอีกต่อไป ซึ่งเป็นการชี้ว่า “อะไรเป็นอะไร” ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ซึ่งคนทั่วไปตามธรรมดาไม่เคยได้ยินได้ฟังเช่นกัน
    วัตถุประสงค์แห่งการออกผนวชของพระพุทธเจ้า ก็เพื่อแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล “กุศล” แปลว่า ความฉลาด หมายถึง ความรู้ที่ถูกต้องที่สุดว่าอะไรเป็นอะไร โดยเฉพาะว่าอะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นความไม่มีทุกข์ อะไรเป็นวิธีให้ถึงความไม่มีทุกข์ นี้เรียกว่าความฉลาดหรือกุศลถึงที่สุด
    หลักพระไตรลักษณ์ ที่ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น เป็นหลักพระพุทธศาสนาที่ประกาศความจริงออกไปว่า “สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้น ไม่เที่ยง, สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นทุกข์, สิ่งทั้งปวงที่มีปัจจัยปรุงแต่งและปัจจัยไม่ปรุงแต่งนั้น เป็นอนัตตา” ; ที่ว่าเป็นอนิจจังก็คือ สิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงเรื่อยไม่มีอะไรเป็นตัวมันเองที่หยุดอยู่แม้ชั่วขณะ ที่ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์หมายถึง สิ่งทั้งปวงมีลักษณะเป็นความทุกข์ทรมานอยู่ในตัวมันเอง มีลักษณะที่ดูแล้วน่าเกลียดน่าชัง น่าเบื่อหน่าย น่าระอาอยู่ในตัวมันเองทั้งสิ้น และที่ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาหมายถึง การบอกให้รู้ว่าบรรดาสิ่งทั้งปวง ไม่มีอะไรที่เราควรจะเข้าไปยึดถือเอาด้วยจิตใจที่ยึดมั่นเป็นตัวตนหรือเป็นของตน ไม่มีทางจะยึดเอาเป็นตัวตนหรือเป็นของตนได้เลย ถ้าไปยึดถือเข้าก็ต้องเป็นความทุกข์ สิ่งทั้งปวงนั้นมันยิ่งกว่าไฟ แต่มันเป็นไฟที่มองไม่เห็นได้ว่าเป็นไฟ เราจึงเข้าไปกอดกองไฟกันด้วยความสมัครใจ แล้วก็เป็นทุกข์ตลอดกาล
    เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องสงสัย เราก็จะปฏิบัติถูกต่อสิ่งทั้งปวง ฉะนั้น คนเราจะต้องปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้องตามที่สิ่งทั้งปวงเป็นจริงอยู่อย่างไร เพื่อให้รู้ว่าศีล สมาธิ ปัญญา กรรมฐาน ภาวนา เป็นอะไรหรือว่าจะเป็นคุณประโยชน์แก่เราได้อย่างไร จึงจะตรงต่อกฎธรรมชาติธรรมดาของสิ่งทั้งปวงที่เป็นอยู่จริง ๆ ตามหลัก “โอวาทปาฏิโมกข์” (แปลว่า คำสอนที่เป็นประธานของคำสอนทั้งหมด) มีอยู่ ๓ ข้อ คือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้เต็มที่ให้ครบถ้วน และการทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดจากความเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง (ทำจิตให้เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง ซึ่งต้องมาจากความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดเสมอไป) , เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสิ่งที่ยึดถือเอาไม่ได้ ไปหลงใหลด้วยไม่ได้ เราต้องปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงในลักษณะที่ถูกต้องด้วยความระมัดระวัง ตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นตัวใจความสำคัญของพุทธศาสนาโดยตรง
    คนเราเมื่อมองสิ่งทั้งหลายด้วยความยึดถือของปุถุชนตามปกติทั่วไปแล้ว ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั่นเอง จะทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นตามธรรมดาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น เรียกว่าอภิชฌาและโทมนัส คือ รักกับเกลียด ชอบกับชัง หรือพอใจกับไม่พอใจ อันเป็นลักษณะธรรมดาของการที่จิตใจของคนเราตกเป็นทาสของอารมณ์ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเองเลย เมื่ออารมณ์ในโลกมีมากเหลือจะนับ คนเราก็ตกเป็นทาสของอารมณ์มากเหลือจะนับ , ความพอใจหรืออภิชฌานี้ มีลักษณะที่จะรวบอะไร ๆ เข้ามาหาตัว ส่วนความไม่พอใจหรือโทมนัสนี้ มีลักษณะที่จะปฏิเสธหรือผลักไสอะไร ๆ ออกไปเสียจากตัว ถ้ายังมีความรู้สึก ๒ อย่างนี้อยู่แล้ว ก็หมายความว่าจิตยังไม่เป็นอิสระ เพราะยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างถูกต้อง ยังเลือกหลงรักหลงชังอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จิตยังไม่มีทางที่จะบริสุทธิ์สะอาดปราศจากความครอบงำของสิ่งทั้งปวงได้ ,
    หลักของพระพุทธศาสนาในขั้นสูงสุด จึงปฏิเสธการยึดถือหมดทั้งสิ่งที่น่ารักน่าชัง ซึ่งคนธรรมดาพากันหลงรักและหลงชัง การรู้จักสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดสิ้นเชิง ว่าไม่มีอะไรที่น่าผูกพันตัวเข้าไปเป็น “ทาส” ของมัน ถือเป็นการปฏิเสธเลยขึ้นไปถึงความดีและความชั่ว คือการไม่ยอมหลงติดผูกพันกับสิ่งใดเลย จิตจึงจะบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งห่อหุ้มเป็นอิสระเหนือสิ่งทั้งปวง และไม่มีความทุกข์เลย
    ความดีความชั่วเป็นเรื่องของสมมติ การผูกพันตัวอยู่ใต้ผลของความดี ยังไม่ใช่ความพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ยังไม่เป็นความรู้ที่ถูกต้องถึงที่สุดว่าอะไรเป็นอะไร เพราะคนดีคนชั่วก็ยังมีความทุกข์ตามประสาคนดีหรือคนชั่วอยู่ คนดีจะไม่มีความทุกข์เลยก็ต่อเมื่อกระโดดขึ้นไปให้อยู่เหนือความดี กลายเป็นโลกุตตระคือเหนือโลก เป็นการปฏิบัติชั้นที่ ๓ คือ ทำให้จิตบริสุทธิ์หมดจดปราศจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง
    พุทธศาสนา แปลว่า ศาสนาของผู้รู้ เป็นศาสนาเกี่ยวกับความรู้จริง มุ่งหมายโดยตรงที่จะกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง หรือดับทุกข์ทั้งหลายที่เกิดจากการเกิดแก่เจ็บตายให้สิ้นไป เราต้องปฏิบัติจนให้รู้ของเราเอง เมื่อรู้ถึงที่สุดแล้วกิเลสตัณหาต่าง ๆ จะถูกความรู้วิชชานั้นทำลายล้างสิ้นไป ความหลงใหลอวิชชาจะดับไปในทันที ขอให้พยายามดูหรือเข้าถึงพระพุทธศาสนาด้วยวิธีทำการปฏิบัติในทางที่จะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ให้เป็นความรู้ที่ถูกต้อง รู้ด้วยความเห็นแจ้งจริง ๆ ให้พยายามตั้งสติคอยเฝ้ากำหนดพิจารณาความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ตน ศึกษาด้วยตัวจริงคือจากสิ่งทั้งปวง แล้วจะเป็นทางเข้าถึงพุทธศาสนาได้ดีกว่าการเรียนเอาแต่ในพระไตรปิฎก
  2. ๒. ไตรลักษณ์ (ลักษณะสามัญของสิ่งทั้งปวง)
    ศีลธรรมกับศาสนามีขอบเขตต่างกัน ศีลธรรมนั้นเป็นระเบียบปฏิบัติเพื่อจะกำจัดความทุกข์ความยุ่งยากในชั้นโลก ๆ ส่วนศาสนานั้นมีหน้าที่ไปไกลจนถึงกับสามารถกำจัดความหม่นหมองทุกชนิดที่ศีลธรรมเหลือวิสัยจะกำจัดได้
    เมื่อกล่าวศีลธรรมโดยสรุปแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าหลักแห่งศีลและธรรม ๕ คู่ (เบญจศีล เบญจธรรม) คือ
    (๑) การไม่เบียดเบียน พยาบาทปองร้าย ริษยากัน ทั้งกายวาจาและจิต , แต่มีเมตตาปรานี ไม่เหยียดหยามดูหมิ่นกัน สมัครสมานสามัคคีกัน มีความประพฤติและความคิดเห็นไม่ขัดแย้งกัน มีความกตัญญูกตเวที โดยถือว่าสัตว์ทั้งปวงที่อยู่ร่วมโลกกัน ล้วนแต่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งมนุษย์และเดรัจฉาน ต่างมีบุญคุณที่สัมพันธ์กันสนิทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    (๒) การไม่ลักขโมยแย่งชิงกัน ไม่เอาเปรียบบุคคลและสังคมทั้งซึ่งหน้าและลับหลัง , แต่กลับมีการแสวงหาและเลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปันกันในสิ่งของ ความรู้ และความดี ขวนขวายช่วยผู้อื่นในกิจที่ควรช่วย มีความพากเพียรเพื่อความเจริญก้าวห้า ประหยัดมัธยัสถ์ บูรณะซ่อมแซม ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานของตน เพื่อไม่ต้องเป็นขโมย เพื่อตั้งตัวและดำรงวงศ์สกุล และเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ปฏิบัติตามสัญญาประชาคมอย่างเคร่งครัด
    (๓) ไม่ล่วงละเมิดของรักและบุคคลเป็นที่รักของคนอื่นทุกชนิด ไม่ปล่อยตัวตามกระแสตัณหา , แต่กลับมีความสันโดษยินดีในของรักหรือประโยชน์ของตนที่ได้มาหรือมีอยู่โดยชอบธรรม ไม่อยากใหญ่ในกาม เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่โลภจนผิดธรรม
    (๔) การไม่กล่าวเท็จทางกาย ทางวาจา หรือทางตัวอักษร ทุกวิถีทาง , แต่กลับเป็นผู้มีวาจาเชื่อถือได้ มีประโยชน์ควรแก่การฟังของผู้อื่น มีสัตย์ มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ไม่มีมายาสาไถย และ
    (๕) การไม่ตกเป็นทาสของอบายมุขทุกชนิด หรือสิ่งมึนเมาเสพติด ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม อันเป็นทางแห่งความประมาทมัวเมา เสียความปรกติแห่งสติสมปฤดีทุกประการ , แต่กลับเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ เห็นถูกเชื่อถูก ไม่งมงาย มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่สะเพร่าเลินเล่อ มีความอดกลั้นอดทนในการศึกษา ในการบังคับตัวเอง ปฏิบัติถูกทั้งต่อมิตรและศัตรู รู้จักฐานะและประมาณ รู้จักกาลเทศะ รู้จักสังคมและบุคคล มีการสำรวม มีมารยาทดี ไม่ดื้อกระด้าง มีหิริโอตัปปะ ละอายบาปกลับบาปได้โดยลำพังตนเอง มีการศึกษาดี มีเพื่อดี มีความใคร่ในทางดี ไม่เปิดโอกาสในใครดูหมิ่นได้ รู้จักเลือกใช้คนและคบคน
    ศีลและธรรมทั้งหมดนี้ มีความมุ่งหมายผลเพียงความเป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อยของสังคมทั่วไป และเป็นความผาสุกขั้นต้น ๆ อันเป็นวิสัยของปุถุชน มิได้หมายสูงพ้นขึ้นไปถึงการดับทุกข์หรือตัดกิเลสเด็ดขาดสิ้นเชิงจนเป็นพระอริยะเจ้า
    การรู้จักว่าอะไรเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว หมายความว่า เราต้องรู้ว่าเราจะพึงปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างไรด้วย เช่น รู้จักว่าชีวิตนี้คืออะไรโดยสิ้นเชิง รู้จักว่าหน้าที่การงานของชีวิตว่าคืออะไร รู้จักที่มาที่ไปในเบื้องสุดท้ายของชีวิตดี เป็นต้น แล้วก็สามารถดับความทุกข์หรือทำชีวิตให้ปราศจากความทุกข์ได้ นั่นคือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ที่ว่ารู้ว่าอะไรเป็นอะไรนั้น ก็คือรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ประกอบอยู่ด้วยลักษณะอันเรียกว่าไตรลักษณ์หรือลักษณะ ๓ ประการ คือ ทุก ๆ อย่าง ทุก ๆ สิ่ง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละคือความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง เป็นคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากที่สุดกว่าคำสั่งสอนทั้งปวง แสดงให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ บรรดาคำสอนทั้งหลายจะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น โดยเฉพาะอนัตตานั้นมีสอนแต่ในพุทธศาสนา
    อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงประเภทที่เป็นสังขารมีปัจจัยปรุงแต่งนั้น มีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีความคงที่ตายตัว การศึกษาสภาพที่แท้จริงของสสารและพลังงานทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ยิ่งช่วยให้เข้าใจได้เห็นชัดแจ้งได้ว่าสิ่งทั้งปลายเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจริง ๆ ทุกขัง แปลว่า เป็นทุกข์ มองดูแล้วน่าสังเวชใจ นำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตัวตน ไร้ตัวตัวอันแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งประเภทที่เป็นสังขารและมิใช่สังขาร ไม่มีความหมายหรือลักษณะแห่งความเป็นตัวเป็นตน
    การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ต้องเป็นการเห็นจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่น่าอยากน่าปรารถนาในทางที่จะเอา จะได้ จะมี จะเป็น (เห็นจนเกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น) คือ มองเห็นและเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ในความมีความเป็นอย่างใดว่าเป็นความหลอกลวง เป็นมายา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น การเห็นแจ้งอย่างที่เรียกว่าเห็นธรรมจึงไม่อาจเห็นได้ด้วยการฟังการท่องหรือคำนวณตามหลักเหตุผล เพราะเมื่อเหตุผลเปลี่ยนแปลงเพราะความไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็พลอยเลือนไปตามอำนาจแห่งเหตุผล แต่ต้องเห็นแจ้งด้วยใจจริง
    สุญญตา ซึ่งแปลว่า ความเป็นของว่าง คือ ว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน หมายถึง ว่างจากสาระที่เราควรเข้ายึดถือเอาด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้นว่าของเรา จนเกิดความรู้สึกว่าไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ซึ่งจะคุ้มครองคนเราไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลสหรืออารมณ์ทุกชนิด การเอาการเป็นนั้น เป็นแต่เรื่องสมมติของโลกอย่างหนึ่ง และเป็นไปได้ด้วยอำนาจของความไม่รู้หรืออวิชชาอีกอย่างหนึ่ง เพราะโดยแท้แล้วคนเราเอาอะไรไม่ได้ เป็นอะไรไม่ได้ เป็นความจริงเด็ดขาดชั้นปรมัตถ์
    ความทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาจากการเอา การเป็น หรือความอยากเอา อยากเป็น หรือตัณหาทั้งนั้น เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนี้หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยาก โดยสัญชาตญาณเรารู้จักทำตามความยาก ถ้าได้ผลตรงก็ยิ่งอยากได้และทำมากขึ้นไปอีก แต่ถ้าไม่ได้ผลตามที่ตนอยากก็จะดิ้นรนอยากทำอย่างอื่นต่อไปอีกจนกว่าจะได้ผล วนเป็นวงกลมของกิเลส – กรรม – วิบาก เรียกว่า วัฏฏสงสาร เป็นวงกลมที่วนเวียนไม่มีสิ้นสุด
    ความอยาก ๓ อย่างอันเป็นมูลเหตุให้เกิดทุกข์โดยตรง อย่างแรกเรียกว่า กามตัณหา คือ อยากในสิ่งที่ตนรักใครพอใจ ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภวตัณหา คือ ความอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะเป็น วิภวตัณหา คือ ความอยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นไม่ให้เป็นอย่างนี้ ตามที่ตนอยากจะไม่ให้เป็น ความอยากอันนี้เองเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ มีความอยากที่ไหนก็มีความร้อนใจทุกข์ยากตามส่วนของการกระทำตามความอยาก เมื่อได้ผลมาแล้วก็ยังอยากต่อไปร้อนต่อไป ต้องเป็นทาสของความอยากอีก เราจะพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงด้วยลำพังเพียงการกระทำความดีอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องทำจิตให้หลุดพ้นไปจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของความอยากทุกชนิดนั่นเอง
    เราจะกำจัดหรือระงับหรือตัดรากเหง้าของความอยากให้สิ้นเชิงได้นั้น ต้องพิจารณาให้เห็นและรู้สึกอยู่เสมอว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้โดยที่แท้แล้วเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนมองเห็นว่าไม่น่าเอา - ไม่น่าเป็น หรือไม่มีอะไรที่น่าอยากนั่นเอง สำหรับการได้กับความมีความเป็นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เช่น ได้เงินได้ทอง ได้บุตรได้ภริยา มีตำแหน่งหน้าที่ ล้วนแต่เป็นภาระและหน้าที่ เพราะความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของมันนั่นเอง การที่คนเราพยายามรักษาต่อสู้ต้านทานต่อกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้นจึงเป็นการทุกข์ทรมานให้ยากลำบากขึ้น เราจึงต้องทำงานหรือเป็นอยู่ด้วยอำนาจของสติปัญญา คือความรู้ที่แจ่มแจ้งถึงที่สุดว่าอะไรเป็นอะไร จะได้ไม่ร้อนเหมือนคนที่ทำไปด้วยอำนาจกิเลสตัณหา
    ที่สุดของพรหมจรรย์ในพุทธศาสนา ก็คือการทำจิตให้หลุดพ้นจากอุปาทาน ทำแต่สิ่งที่เหนือไปกว่าความชั่วและความดี อยู่เหนืออำนาจกิเลสตัณหาความอยาก ผลของการเห็นแจ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรุปอยู่ในหลักที่ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีอะไรที่มาผูกคล้องจิตนั้นให้ไปตกเป็นทาสของโลกเพื่อจะเอาหรือจะเป็นให้เวียนเกิดในโลกอีกต่อไป

    ๓. อุปาทานสี่ (อำนาจของความยึดติด)
    พระพุทธศาสนามีความมุ่งหมายจะแก้ปัญหาเรื่องความทุกข์ในทางใจ ที่สูงและลึกยิ่งไปกว่าความมุ่งหมายของศีลธรรมและจริยธรรมตามธรรมดา แม้ว่าจะไม่ป่วยทางกาย (Physical Disease) ไม่ป่วยทางจิต (Mental Disease) แต่ถ้ายังมีกิเลสตัณหา (ความอยาก) อวิชชา (ความไม่รู้) อุปาทาน (ความยึดมั่น) เหล่านี้เป็นเครื่องทำให้คนเราตกอยู่ในสภาพของความป่วยในทางวิญญาณ (Spiritual) ซึ่งเหลือวิสัยที่ศีลธรรมสากลทั่วไปจะช่วยแก้ไขได้ ต้องอาศัยหลักธรรมในพระพุทธศาสนาในส่วนที่เป็นชั้นสูง
    อุปาทาน หรือกิเลสเป็นเครื่องให้ยึดถือ จำแนกเป็น ๔ ประการ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน
    กามุปาทาน การยึดมั่นในกาม เป็นการยึดถือในของรักของใคร่ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ หรือสิ่งที่รับรู้ยึดถือทางตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส และความรู้สึกในใจ ซึ่งตามปกติคนเรารู้สึกว่าเป็นความเพลิดเพลินหรือเอร็ดอร่อย อย่างที่เหลือวิสัยที่คนธรรมดาจะถอนได้ เราจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจและประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้น เพื่อจะให้ได้รับการควบคุม จะให้ละในที่สุด เพราะอะไรทุกอย่างที่มนุษย์ทำกันอยู่ในโลกล้วนแต่มีมูลมาจากกามารมณ์ทั้งสิ้น โลกจะตั้งอยู่หรือจะหมุนไปหรือจะแตกดับวินาศฉิบหายหรือจะเป็นอะไร ย่อมมีมูลมาจากความยึดมั่นถือมั่นยึดติดอย่างเหนียวแน่นในกามุปาทานนี้เอง
    ทิฏฐุปาทาน การยึดถือทิฏฐิความคิดเห็นตามที่ตนมีอยู่ มักจะต้องตกไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีหรือลัทธิศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่มีไว้แสดงถึงสิ่งที่ถือว่าดีที่สุด จึงเป็นกิเลสตัวร้ายกาจที่น่าอันตรายที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องพยายามอย่างยิ่งให้หน่ายให้จางและให้หลุดถอน ปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นจากมิจฉาทิฏฐิ ให้ค่อย ๆ กลายมาเป็นสัมมาทิฏฐิถึงที่สุดชนิดที่รู้อริยสัจจ์
    สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นในการประพฤติกระทำที่เคยประพฤติกระทำสืบปรัมปรากันมาอย่างไร้เหตุผล ยึดถือในศีลและวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตนเคยปฏิบัติโดยงมงายในฐานะที่เป็นของที่เคยทำแล้วแต่เดิม การประพฤติวัตรแปลก ๆ หรือที่ถือว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีหรือลัทธิศาสนา แล้วยึดถือไว้ในฐานะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลง จนกลายเป็นความโง่เขลาชนิดหนึ่งไป เป็นทางไม่ให้ก้าวหน้าไปในทางสูงของจิตใจ
    อัตตวาทุปาทาน การยึดถือด้วยการกล่าวว่าเป็นตัวเป็นตน อันเป็นสัญชาตญาณมูลฐานที่ต้องมีประจำอยู่ในสิ่งทุกสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งเป็นความรู้สึกที่อยู่เหนือเหตุผล อุปาทานข้อนี้เป็นมูลกำเนิดของชีวิตด้วย และเป็นมูลกำเนิดของความทุกข์ด้วยพร้อมกัน
    สิ่งต่าง ๆ ที่มีอุปทานยึดครองอยู่ นั่นแหละเป็นตัวความทุกข์หรือเป็นมูลของความทุกข์ จึงต้องฆ่าอุปาทานหรือฆ่าอวิชชาอันเป็นมูลเหตุของตัณหาและอุปาทาน เพราะเป็นทางที่ทำให้สามารถกำจัดความทุกข์ได้เด็ดขาดหมดสิ้นเชิง เราจึงต้องศึกษาให้รู้จักอุปาทานทั้งสี่ที่เป็นอันตรายนี้ให้มากเป็นพิเศษ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นสิ่งที่ไม่น่ายึดถือไม่น่าเอาไม่น่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เรายังตกไปเป็นบ่าวเป็นทาสมันอย่างเหนียวแน่น ก็เพราะอำนาจของอุปาทานทั้งสี่นี่เอง เพื่อควบคุมอุปาทานทั้งสี่ให้อยู่ในอำนาจของปัญญาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ สามารถดำรงชีวิตให้เป็นไปในลักษณะที่เยือกเย็น มีความสะอาดสว่างสงบตามสมควร เพื่อทำจิตให้หลุดพ้นจากอุปาทานกลายเป็นโลกุตตระ คือ พ้นโลกซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์

    ๔. ไตรสิกขา (ขั้นตอนของการปฏิบัติศาสนา)
    ข้อปฏิบัติ ๓ ชั้นที่เป็นการอบรมกายวาจาใจ เรียกว่า ไตรสิกขา หรือสิกขา ๓ ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา
    ศีล หมายถึง การปฏิบัติเพื่อความปรกติสงบเรียบร้อย ปราศจากโทษชั้นต้น ๆ ที่เป็นไปทางกาย ทางวาจา ทั้งที่เกี่ยวกับสังคมหรือส่วนตัวหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่มีชีวิตวิญญาณอันจำเป็นแก่การเป็นอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นยอดอานิสงส์ของศีลที่ว่า “สมาธิสํวตฺตนิกา” แปลว่า เป็นไปเพื่อให้เกิดสมาธิ
    สมาธิ หมายถึง จิตตั้งมั่นในลักษณะที่พร้อมจะปฏิบัติงานใด ๆ ด้วยการฝึกฝนให้มีความสามารถบังคับจิตใจของตัวไว้ให้อยู่ในอำนาจ ในสภาพที่สงบบริสุทธิ์สะอาดเป็นสุขใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดได้ตามที่ตนต้องการ ดังที่พระพุทธวจนะทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิว่า กมฺมนิโย แปลว่า สมควรแก่การทำงาน ไม่ใช่ให้บริสุทธิ์เฉย ๆ หรือตั้งมั่นสงบเงียบแน่นิ่งในลักษณะที่ไม่ปฏิบัติงานใด ๆ , ถ้าฝึกฝนให้ถูกวิธีตามหลักของพุทธศาสนาเป็นสมาธิเป็นฌานเป็นสมาบัติแล้ว ก็จะเป็น “อุตตริมนุสสธรรม” แปลว่า ยิ่งกว่าธรรมดาของมนุษย์
    ปัญญาสิกขา หมายถึง การฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องสมบูรณ์ถึงที่สุด เห็นแจ้งด้วยใจในสิ่งทั้งปลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง (ยถาภูตัง - ไม่ใช่ถูกต้องตามที่เราเข้าใจเอาเองหรือสมมติกันโดยมาก) จนถึงกับถอนความยึดถือด้วยอุปาทาน คือถอนความโง่หลงต่าง ๆ จากสิ่งที่มันเคยเข้าไปผูกพันไว้ตั้งแต่ต้นมาให้ออกไปได้จากใจ ทั้งนี้ กิริยาอาการที่จิตใจเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่ตนเคยหลงรักนั่นแหละ คือ ตัวความเห็นแจ้ง
    ไตรสิกขา มีไว้เพื่อดับความทุกข์อันเกิดมาจากอุปาทานสี่ เป็นของหรือศาสนาสากลที่จะใช้ได้แก่คนทุกคนทุกยุคทุกสมัย ใช้ได้แม้แต่ในสัตว์เบื้องต่ำ แก่มนุษย์ในท่ามกลางแก่เทวดาหรือยิ่งกว่าเทวดาในเบื้องบน เพราะว่าชีวิตทุกหน่วยมีปัญหาทุกข์เพราะเกิดแก่เจ็บตาย ทุกข์เพราะกิเลสตัณหาอุปาทานครอบงำย่ำยีเหมือนกันทั้งนั้น มีปัญหาอย่างเดียวกัน มีสิ่งที่ต้องทำอย่างเดียวกัน คือ ต้องตัดกิเลสตัณหาที่เป็นตัวการสำคัญหรืออุปาทานเสียให้ได้

    ๕. เบญจขันธ์ (คนเราติดอะไร)
    “โลก” ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง สิ่งทั้งปวงทั้งสิ้นไม่ว่าจะเกี่ยวกับมนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ปีศาจ เปรต อสุรกาย แต่เรารู้จักโลกกันแต่ชั้นนอก ๆ ที่เรียกว่าชั้นสมมติ ซึ่งจำแนกออกเป็นฝ่ายวัตถุเรียกว่ารูปธรรมอย่างหนึ่ง ฝ่ายจิตเรียกว่านามธรรมอย่างหนึ่ง เมื่อเอารูปธรรม ๑ ส่วน มารวมเข้ากับนามธรรม ๔ ส่วน ก็ได้เป็น ๕ ส่วน เรียกว่าเบญจขันธ์ แปลว่า ส่วน ๕ ส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก คือเป็นสัตว์เป็นคนนี่เอง
    รูป หรือรูปขันธ์ คือ ร่างกายที่เป็นวัตถุ ; ส่วนที่เป็นจิตใจอีก ๔ ส่วน จำแนกได้คือ
    เวทนา หรือเวทนาขันธ์ หมายถึง ความรู้สึก ๓ ประการ ที่มีประจำอยู่ในคนเราเป็นปกติ คือ สุขหรือพอใจอย่างหนึ่ง , ทุกข์หรือไม่พอใจอย่างหนึ่ง , อีกแบบหนึ่งอยู่ในลักษณะที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าสุขหรือทุกข์ คือยังเฉย ๆ อยู่ โดยเฉพาะตัวความสุขหรือเอร็ดอร่อยทางตาหูจมูกลิ้นและทางกายที่ผู้คนไม่เว้นแม้พรหมเทวดาต่างลงทุนเข้าไปหลงใหลติดยึดเป็นตัวเป็นตน ตกเป็นทาสของสุขเวทนากันมากที่สุด
    สัญญา หรือสมปฤดี แปลว่า รู้ตัว เป็นความรู้สึกตัวอยู่เหมือนอย่างว่าเรากำลังตื่นอยู่ คือ ไม่หลับ ไม่สลบ ไม่ตาย หรือเรียกว่ามีสติสมปฤดี โดยทั่วไปมักจะอธิบายกันว่าเป็นความรู้สึกจำได้หมายรู้ เมื่อกระทบอะไรทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็รู้สึกหรือจำไว้ว่าเป็นอะไร ซึ่งเป็นเพียงผลของการปรุงแต่งตามธรรมชาติของคน ๆ หนึ่ง แต่พอเกิดการไม่เป็นระเบียบในการปรุงแต่งสัญญาก็จะกลายเป็นใช้ไม่ได้ไปทันที พุทธศาสนาจึงไม่ยอมรับว่าสัญญาเป็นตัวตนของใคร
    สังขาร แปลว่า ของปรุงแต่ง คือ กิริยาอาการของสิ่งที่เป็นอยู่ในคนหนึ่ง ๆ ได้แก่ การนึกคิดหรือความคิด เป็นความรู้สึกที่เป็นความคิดพลุ่งขึ้นมาจากการปรุงแต่งภายในใจ เป็นอาการที่คิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ว่าจะทำนั่นทำนี่ จะได้นั่นได้นี่ เป็นความคิดดีหรือชั่วก็ตาม เป็นของหลาย ๆ อย่างมาปรุงกันเข้า ซึ่งแสดงความเป็นตัวตนหนักขึ้นไปอีก พุทธศาสนาจึงได้ปฏิเสธสังขารว่าไม่ใช่ตัวตน เมื่อแยกพิสูจน์ออกเป็นแต่ละส่วน ๆ ก็เป็นอนัตตาเช่นเดียวกับขันธ์อื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว
    วิญญาณ หมายถึง จิตที่ทำหน้าที่รู้สึกที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น และที่กายทั่ว ๆ ไป ตลอดถึงที่ใจของตนเอง ซึ่งมีความสามารถในการรับรู้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอยู่ตลอดเวลา แล้วยึดถือเอาเป็นตัวตน มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น โดยไม่ต้องมีตัวตนอะไรที่ไหนอีก ไม่ใช่เจตภูตที่ออกไปจากร่างตอนนอนหลับอย่างที่คนส่วนมากเข้าใจกัน
    ขันธ์ห้านี่แหละเป็นที่เกาะยึดของอุปาทานทั้ง ๔ ความยึดนั้นมันเกาะจับอยู่กับส่วน ๕ ส่วนนี้ อาจยึดเอาแต่ละส่วนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งว่าเป็นตัวตนก็ได้ แล้วแต่ความโง่ของคน หน้าที่อันจะพึงปฏิบัติในเรื่องเบญจขันธ์ คือ ต้องทำให้ความรู้แจ้งเกิดขึ้นเพื่อขจัดความโง่เสีย แล้วจะเห็นเองว่าไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวเป็นตนอันน่ายึดถือ แต่ละส่วนล้วนเป็นมายาไร้ตัวตนเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา แต่มีเหยื่อล่อให้เกิดอุปาทานสี่ประการยึดถือจนเป็นที่ตั้งของความอยากได้อยากมีอยากเป็น อยากไม่ให้มีไม่ให้เป็น ซึ่งล้วนแต่จะทำให้เกิดทุกข์ จึงต้องอาศัยข้อปฏิบัติไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ทำการถอนอุปาทานความหลงติดในเบญจขันธ์เสียให้สิ้นเชิง จึงจะไม่ตกเป็นทาสของเบญจขันธ์
    พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องนี้มากกว่าเรื่องทั้งหลาย มีใจความสรุปสั้น ๆ ว่า “เบญจขันธ์เป็นอนัตตา” ถ้ารู้ตามที่เป็นจริง ความยึดถือด้วยการเข้าใจผิดก็หายไป ความ