ผมไปเสวนากับผู้บริหารระดับสูงสุด ๕ ท่านของ สปสช. เมื่อเช้ามืดวันที่ ๑๑ พ.ค. ๕๓ เรื่องการขับเคลื่อน สปสช. สู่ LO ด้วยเครื่องมือ KM Plus การเสวนานี้ทำให้ผมตาสว่าง ว่าเส้นทางการเดินทาง (journey) สู่ LO นี้ ต้องวางแผนไว้ให้เป็นการเดินทางไกล ใช้ระยะเวลายาวนานหลายปี
เพราะสังคมไทยอยู่ในภพภูมิขององค์กรแบบกลไกอย่างแน่นแฟ้นมาก เราจึงคุ้นเคยกับการทำงานแบบควบคุมสั่งการ เน้นการสื่อสารแนวดิ่ง เราจึงใช้เครื่องมือ KM ไปสู่ LO ได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหมดหวัง คือผมรู้สึกว่าการเดินทางไปสู่ LO ขององค์กรในสังคมไทย ท้าทายกว่าที่คิด
เมื่อรู้ว่ายาก ก็ต้องวางยุทธศาสตร์เดินทางไกล และหามาตรการดำเนินการแบบเข้มข้นใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไม่ใช่แบบปล่อยให้คลำหาทางเองอย่างที่ สคส. ใช้ในอดีต
มองอีกมุมหนึ่ง หน่วยงานที่ปรึกษา KM มีงานมากกว่าที่ผมคิดไว้ ซึ่งที่จริง ศ. ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ บอกเราไว้หลายปีแล้ว ว่าสังคมไทยมีความต้องการทักษะ KM ของ สคส. มาก น่าจะเกินกำลังที่ สคส. จะรับไหว
บริการอบรมและบริการที่ปรึกษา KM Plus สู่ LO ของ สคส. จึงต้อง “ออกแบบพิเศษ” ตามลักษณะของแต่ละองค์กร และของ สปสช. เราออกแบบให้มีการทำความรู้จัก KM ในทุกระดับขององค์กร ไล่ตั้งแต่ระดับบนสุดลงมา รวมทั้งเรามองกระบวนการ ลปรร. โยงไปที่ภาคีของ สปสช. ด้วย คือเราจะใช้ภาคีที่มีความเข้มแข็งด้าน KM มาช่วยขับเคลื่อน KM ของ สปสช. ด้วย
ผู้บริหารของ สปสช. ถามผมว่า รู้ได้อย่างไร ว่า KM/LO เริ่มเห็นผล ผมบอกในภาษาหมอว่า เมื่อเห็น เอ็นดอร์ฟินหลั่ง เวลาสมาชิกขององค์กรมีปฏิสัมพันธ์กัน หรือทำงานร่วมกัน คือในกระบวนการดังกล่าว หากคนเราเกิดความสุข “สารสุข” คือ เอ็นดอร์ฟิน จะหลั่งออกมา แต่ถ้ากระบวนการนั้นทำให้เครียด “สารเครียด” ตือ อะดรีนาลิน จะหลั่ง ผมจึงบอกว่ารู้ได้เมื่อเรารู้สึกว่ากระบวนการนั้นกระตุ้น เอ็นดอร์ฟิน ไม่ใช่กระตุ้น อะดรีนาลิน ที่จริงคนที่ช่างสังเกตตนเองและเพื่อนร่วมงาน จะรู้ได้ว่าตนเองและเพื่อนสุขหรือเครียด KM ที่ถูกต้องจะทำให้ได้ทั้งสุขและได้งานด้วยในเวลาเดียวกัน ต่างกับการทำงานแบบเล่นๆ ที่ได้แต่สุข ไม่ได้งาน ไม่ได้การเรียนรู้จากการทำงาน และในระยะยาวจะมีความทุกข์
เวลาเราไปจัด KM Workshop เพื่อให้คนรู้จัก KM ผู้เข้าร่วมจะสนุกและชอบ แต่ส่วนใหญ่เมื่อกลับไปที่ทำงานก็กลับไปเข้าสู่วิธีทำงานแบบเดิมๆ หรือบางกลุ่มเข้าใจผิดคิดว่าต้องไปจัดกระบวนการแบบที่ทำใน workshop ซึ่งมักไม่เกี่ยวกับงานโดยตรง คือไม่มีความสามารถประยุกต์ใช้กระบวนการเข้ากับงานประจำของตน
ในกรณีเช่นนี้ องค์กรนั้นก็ต้องการที่ปรึกษา ตามเข้าไปช่วยจัดการประยุกต์ใช้เครื่องมือ KM เข้ากับงานประจำ ซึ่งมองในมุมหนึ่งก็คือ change management นั่นเอง และมีเป้าหมาย change ในระดับวัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนจากวัฒนธรรม mechanical organization ไปเป็น Living and Learning Organization
ดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรใน ๕ องค์ประกอบ คือ
๑. Systems Thinking
๒. Team Learning
๓. Mental Models
๔. Personal Mastery
๕. Shared Vision
โดยออกแบบกระบวนการให้การเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงแฝงฝังอยู่ในการทำงานประจำวันนั้นเอง เปลี่ยนจากสภาพทำงานแล้วเหนื่อยหนัก เป็นทำงานแล้วสุข มีความสุขจากการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (team learning) สุขจากการเรียนรู้ รับรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวความสำเร็จเล็กๆ ที่ค่อยๆ นำไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ (shared vision) ร่วมกัน
วิจารณ์ พานิช
๑๑ พ.ค. ๕๓
ความรู้เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ปลิวอยู่ในอากาศ เครื่องมือของ KM จึงเปรียบเสมือนกับอุปกรณ์ที่คอยจับความรู้ที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้น
ในการดำเนินชีวิต ถ้าหากขาดเป้าหมายซึ่งในที่มีคือ KM ก็เปรียบเสมือนกับคนที่เดินไปเรื่อย ขาดหางเสือ ไร้ทิศ ไร้ทาง
แต่ถ้าหากการก้าวเดินในถนนใด ๆ เราตั้งเป้าหมายไว้ใน "การจัดการความรู้" ในทุก ๆ อณูที่ หู ตา จมูก ลิ้น กาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ใจ" ได้ผ่านไปในสถานที่ใด ๆ เราก็จะมีเครื่องมือ (Tools) ที่ไว้ใช้ "จับความรู้" เพื่อให้ชีวิตทุกย่างก้าวเต็มไปด้วย "การเรียนรู้"
ในอดีต เราเดินผ่านความรู้แล้วปล่อยความรู้ "ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ" ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา
แต่ถ้าในจิตใจของบุคคลผู้ใดมีสติระลึกรู้อยู่ ณ ปัจจุบันขณะที่ยังหายใจอยู่ว่า "ชีวิตคือการเรียนรู้" ชีวิตบุคคลผู้นั้นย่อมดำรงอยู่ด้วย "ปัญญา..."
คนไทยมักละเลยสิ่งเล็กๆครับ...เริ่มต้นก็จะคิดแบบใหญ่ๆไว้ก่อน