พัฒนาคนอย่างยั่งยืน

จิตใจคือจุดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนแบบยั่งยืน

          สังคมไทยทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอันมาก   จะเห็นได้ว่าสังคมไทยรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้มากมายหลายอย่าง ทั้งในด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี  ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด  วิถีชีวิต (Lifestyle)  การทำงาน ตลอดจนการให้ความสำคัญแก่วัตถุนิยม ฯลฯ ทำให้สังคมไทยในปัจจุบัน ค่อนข้างจะสับสน  และมีความขัดแย้งระหว่างบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในสังคมค่อนข้างมาก  จนน่าจะมีการทบทวนดูว่า เราควรจะพัฒนาตนเองไปในทิศทางใดจึงจะถูกต้องและเหมาะสม

           ตามหลักการ  การพัฒนาตนเองนั้น  ควรคำนึงถึงการพัฒนาตนเองให้เป็นคนมีคุณค่า จะได้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมรอบข้าง  เพื่อให้เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์อย่างแท้จริง  มนุษย์ไม่ควรทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว  แม้ว่าเงินจะมีส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต  แต่เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญแก่เงินมากเกินไปจนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมใดๆความสำเร็จที่ได้มาจากการคดโกงเอาเปรียบผู้อื่น  ไม่เหมือนความสำเร็จที่ได้จากการใช้ความรู้ความสามารถ  ความพยายามบากบั่นอดทนด้วยความเพียรของตนเอง  เพราะการหาเงินในทางที่ไม่ชอบทั้งหลายนี้   รังแต่จะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์   ต้องเดือดร้อนทั้งกายและใจอย่างไม่รู้จบ  นับเป็นการดิ้นรนเพื่อความว่างเปล่าโดยแท้  เนื่องด้วยความเป็นจริงของชีวิต  ไม่ว่าเราจะมีเงินมากมายมหาศาลเพียงใด  สุดท้ายของชีวิตทุกคนที่เหมือนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือการจากไปโดยไม่สามารถเอาทรัพย์สมบัติใดติดตัวไปได้แม้แต่ชิ้นเดียว   ฉะนั้นเหตุใดเราจึงไม่เร่งพัฒนาตนเองเพื่อความพ้นทุกข์  ทำจิตให้ว่าง  มองทุกอย่างตามที่เป็นจริงด้วยจิตที่สงบโดยการเดินทางสายกลาง  หรือมัชฌิมาปฏิปทาไม่โลภมากไม่โกรธมากมีสติกำกับ  ไม่ปรุงแต่งจนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์  จิตที่สงบจะเป็นจิตที่เหมาะแก่การทำงานเพราะเป็นจิตที่เป็นประโยชน์  ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิต  "ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการก็ได้ให้ความเห็นว่าจิตเป็นโคตรของพลัง  ดังนั้นถ้าเราใช้สติปัญญา  และมีธรรมะ เป็นเครื่องกำกับจิต  เราจะพบกับความสุข  ตามที่พระพุทธองค์สอนไว้ว่า  "สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบเป็นไม่มี"

           ด้วยเหตุนี้  หากเราใช้แนวทางการพัฒนาตนเองเชิงพุทธจะเป็นการบริหารจิตที่ดี เพราะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาพฤติกรรม  โดยใช้ ศีล กำกับให้เป็นผู้มีระเบียบวินัยรู้สิทธิหน้าที่ของตน ไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น  โดยการใช้สมาธิปลดเปลื้องความกังวลใช้สมาธิ   เพื่อปลด เปลื้องความเครียด ความกังวลใจจะได้ใช้ชีวิตในสังคมอย่างเป็นสุข  และจิตที่สงบที่จะไปสู่การพัฒนา ความรู้และทัศนะที่ถูกต้องด้วยความหมายของคำว่าปัญหา ซึ่งได้แก่การหยั่งรู้สภาพความเป็นจริงของโลก  และชีวิตที่สับสนด้วยลาภ  ยศ สรรเสริญสุข  จะได้ไม่ยึดมั่นไม่หวังผลตอบแทน  ปฏิบัติหน้าที่เพื่อหน้าที่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีจึงควรเน้นที่การพัฒนาจิตใจตนเองเป็นอันดับแรกเพื่อให้บุคคลนั้นสามารถจัดการชีวิตได้ดี  เนื่องจากจิตใจที่ขาดความเข้มแข็ง ขาดพลังแห่งความมุ่งมั่น ขาดกำลังใจจะไม่สามารถนำพาชีวิตไปให้ไกลได้  และมีผู้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า  "ในปัจจุบันคนเราได้รับการศึกษาดีทำให้เกิดความคิดหลากหลายเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตน  แต่ความคิดที่ดีเหล่านั้นขาดพลังผลักดันขาดกำลังหนุนส่ง  จึงเป็นความคิดที่เกิดขึ้นแล้วหายไป  ทำให้พลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย"ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างพลังให้แก่จิตใจ ก็คือ "การฝึกสมาธิ" โดยการบริหารจิตให้เกิดความสงบในขณะที่ร่างกายยังคงเคลื่อนไหวทำงานอยู่  และเมื่อเราสามารถฝึกจิตให้นิ่งสงบและปล่อยให้ว่างได้  จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิต  ทำให้เราสามารถจัดระบบความคิดใหม่  สร้างนิสัยให้มีความเข้มแข็ง  หนักแน่น มั่นคง มีเมตตา กล้าหาญ อ่อนโยน ฯลฯเป็นการพัฒนาไปสู่สภาพจิตที่ดี  มีอานุภาพขจัดความเครียดและโรคภัยไข้เจ็บได้

            ดังนั้น  การพัฒนาจิตโดยการทำสมาธิจะช่วยให้จิตมีความสงบมั่นคง  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองเป็นอย่างมาก  เพราะถ้าเราอยู่ในสถานการณ์กดดัน  อาทิเช่น ถูกติเตียน ดูถูก นินทา สบประมาท ฯลฯ  และเราแก้ปัญหาด้วยการแสดงความน้อยใจ ผิดหวัง โกรธ  เกลียด หรือ ตอบโต้ด้วยการประชดชีวิต   จะทำให้เราดำเนินชีวิตผิดพลาดจนได้รับเคราะห์กรรมได้  แต่ถ้าเราใช้วิธีแก้ปัญหาโดยเอาคำพูดเหล่านั้นมาเป็นพลังผลักดันให้เกิดกระทำที่ถูกต้อง จะนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้

            ฉะนั้น  ในการพัฒนาตนเอง เราควรคำนึงถึงคุณสมบัติพื้นฐาน 7 ประการ ดังแนวคิดของสุภาส เครือเนตรดังนี้

             1. สร้างจิตให้หนักแน่นมั่นคงด้วยการฝึกสมาธิ

             2. สร้างนิสัยขยันหมั่นเพียรด้วยการระลึกและฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

             3. สร้างนิสัยรับผิดชอบด้วยการระลึกและฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

             4. สร้างนิสัยกตัญญูอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยการระลึกและฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

             5. สร้างนิสัยรู้จักประมาณตนด้วยการระลึกและฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

              6. สร้างคุณธรรมให้แก่ตนเองด้วยการระลึกและฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

              7. สร้างคุณธรรมให้แก่ตนเองด้วยการระลึกและฝึกพิจารณาเหตุผลบ่อยๆ

          นอกจากนั้น  ในการปฏิบัติตนเพื่อให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นสุข ทยาลุ ชีวิตงาม (เล่ม 5 : 44) ได้ให้ข้อคิดเพื่อการพัฒนาตนเอง   ดังนี้

           1.  อย่าจงใจทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน

           2. ชีวิตที่ดำเนินไปนั้น  ให้มุ่งมั่นต่อการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

           3. อย่าจ้องจับผิดหรือเห็นแต่ความบกพร่อง  ผิดพลาดของผู้อื่น  ให้พยายามมองคนแต่ในแง่ดี จงพยายามเข้าใจ  และให้อภัยผู้อื่น

           4. ไม่มีใครอยากชั่ว  ไม่มีใครอยากผิดแต่ชีวิตอาจพลั้งพลาดได้  การเห็นอกเห็นใจกันจึงเป็นความประเสริฐในชีวิตมนุษย์

           5. สิ่งที่เป็นสังขารทั้งหลาย ย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไปตามเหตุปัจจัย  ดังนั้น ชีวิตที่ผิดพลาดไป ให้ถือเป็นบทเรียน

           6. ความดีที่เคยสั่งสม  และสรรค์สร้างจะถูกลบล้างเมื่อเป็นคนเนรคุณ

              7. เป็นความโชคดีที่เกิดมาได้พบหน้าเพื่อนมนุษย์ ดังนั้น ควรหยิบยื่นความยินดี และส่งรอยยิ้มด้วยไมตรีเป็นของกำนัลแก่กัน

             8. อย่ากระทบกระทั่งกับใครๆ เพราะเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่เราจะแสดงความหยาบคายต่อเพื่อนร่วมทุกข์ของเรา

             9. เมื่อตกลงว่าจะคบกับใคร ให้จริงใจต่อเขา

             10. หยาดน้ำตาที่บริสุทธิ์ใส จงอย่าให้ไหลออกมา  เพราะบีบคั้นของความแค้น หากน้ำตาจะไหลก็จะให้มันไหล  เพราะความห่วงใยในเพื่อนมนุษย์

             ประเด็นสำคัญของการพัฒนาตนเองก็คือ  การดำรงชีวิตโดยรู้จักดำรงชีวิตโดยประมาณตน ไม่ประมาท มีความสำนึกที่จะเป็นคนดี
             คิดดี ปฏิบัติดี  มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ดี ถูกต้อง ไม่หลงตัวไม่ฟุ้งเฟ้อ
            
ไม่หลงระเริงจนเกิดทุกข์
  
         เราจะสุข  หรือทุกข์  เพราะเราสร้างกรรมต่างๆ ให้ผลตามสนอง
             เราทำดี มีสุข สมใจปอง
             
ทำชั่ว ต้องทุกข์แท้  อย่างแน่นอน

             ฉะนั้น ในการประกอบสัมมาชีพ  เพื่อให้การพัฒนาตนเองของเราเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เราควรสร้างความก้าวหน้าด้วย ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต  เสียสละ  เห็นประโยชน์ของผู้อื่นก่อนประโยชน์ส่วนตน เมื่อเป็นผู้บังคับบัญชา  ต้องมีศีลธรรมในการปกครอง  ไม่ทำตัวเป็นนายที่กดขี่ข่มเหงลูกน้อง  ต้องมีความยุติธรรมในการดูแลผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา   และควรถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ก้าวหน้าดีกว่าตน  ซึ่งถ้าเราทำได้ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เราจะเป็นคนที่มีคุณค่า ทั้งต่อตนเองและต่อส่วนรวม
เอาความดี          เป็นแกนกลาง           ทางชีวิต

เอาความคิด        เป็นเครื่องช่วย           อำนวยผล

เอาแรงงาน         เป็นกลไก                 ภายในตน

นี่คือคน             มีคุณค่า                    ราคางาม
                                                                (พุทธทาสภิกขุ)

ประเภท ของการตรงต่อเวลา
1. ตรงต่อเวลาเข้าทำงาน และเลิกทำงาน
2. ตรงต่อเวลาเมื่อมีการนัดหมาย
3. ตรงต่อเวลาตามแผนงานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
4. ตรงต่อเวลาที่ตั้งใจสำหรับตัวเอง


การตรงต่อเวลาเป็นการแสดงถึงวินัย การบังคับตัวเอง ความไม่ประมาณและเฉื่อยชา
การตรงต่อเวลายังแสดงถึง อารยธรรมที่เจริญแล้ว

เหตุที่ทำให้เป็นคนไม่ตรงต่อเวลา มีดังนี้
1.ชอบผัดเวลา การทำเช่นนี้บ่อย จะทำให้เสียนิสัยและทำให้เกียจค้านแล้วก็ทำอะไรล่าช้า ไม่ทัน การในที่สุด
2.ไม่เตรียมตัวให้พร้อม เฉื่อยชา
3.ประมาท เห็นว่ายังมีเวลาเหลือ ก็มัวทำอะไรจับจดอยู่
4.นิสัยที่ไม่เคารพต่อระเบียบหรือไม่เกรงใจคนอื่น ไม่แคร์ว่าคนอื่นจะต้องคอยเราอย่างไร

ส่วนการฝึกให้เป็นคนตรงต่อเวลาก็คือ
1.ทำอะไรต้องกระตือรือร้น ทำทันทีไม่ผัดเวลา
2.เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ
3.ความไม่ประมาทไม่ทำอะไรจับจด
4.ฝึกเคารพกฎระเบียบและหัดเกรงใจผู้อื่น

ความเป็นผู้มีความขยันขันแข็ง
คนที่มีนิสัยขยันขันแข็งย่อยจะเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา และต่อผู้พบเห็น
ขอยกแนวทาง ไว้เป็นอุบายในการเปลี่ยนนิสัยจากความเกียจคร้าน เป็นคนขยัน
1.อย่าทำงานหักโหมหรือใจร้อน
2.ปลูกความรักและความสนใจในงาน
3.อย่าย่อท้อต่ออุปสรรค
4.ทำทีละก้าวแต่สม่ำเสมอ
5.รู้จักบังคับใจตนเอง ไม่ปล่อยตัวตามสบาย
6.อย่าเป็นคนโลเล
7.เป็นคนรู้จักคุณค่าของเวลา ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
8.อย่าวิตกกังวลในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ
9.มีสมาธิในการทำงาน
10.ฝึกเป็นคนที่มีนิสัย ชอบทำเดี๋ยวนี้
11.มีขวัญและกำลังใจในการทำงาน
12.ฝึกให้เป็นคนมีความกระตือรือร้น

แนวทางพัฒนาตนเอง ตามหลักศาสนานั้น คือ อิทธิบาท 4

1.ฉันทะ มีความรักในงาน
2.วิริยะ มีความเพียร
3.จิตตะ เอาใจใส่ในงาน
4.วิมังสา ไตร่ตรอง ใคร่ครวญในผลงาน

คนไทยเรานี้มีทัศนะคติที่ผิด ๆ บางประการอยู่นั้นก็คือ '' การนั่งกินนอนกิน โดยไม่ต้องทำงาน ถือว่าเป็นผู้มีบุญกุศล '' แท้จริงแล้วคนที่นั่งกิน นอนกิน นั้นเป็นผู้กินบุญเก่า ถ้าบุญเก่าหมด
แล้วเขาจะตกอยู่ในฐานะที่ลำบากมากที่เดียวเพราะเขาไม่ทำงาน และทำอะไรไม่เป็น

ความเข้าใจผิดอีกเรื่องก็คือ '' ความสันโดษ '' ท่านไม่ได้สอนว่าความสันโดษ คือ ความเกียจ
คร้าน แต่สอนว่าให้เราพอใจในสิ่งที่เรามี เราหามาได้ โดยสุจริต ฉะนั้น เราจึงต้องทำงานหาราย
ได้เพื่อที่เราจะได้มีกินมีใช้ ไม่ต้องเดือดร้อน หรือไปเบียดเบียนผู้อื่น

ข้อมูลจาก หนังสือเรื่องการพัฒนาตนเอง ผู้เขียน คุณ สมิต อาชวนิจกุล