สัมมนาเรื่อง
“อิทธิพลการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม
และนโยบายภาครัฐที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชนในชุมชนชายแดน”
ในวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2553 เวลา 14.00-17.00 น.
ณ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
ชั้น 7 ตึกไอบีเอ็ม ถนนพหลโยธิน ติดกับสถานีรถไฟฟ้าอารีย์
หลักการและเหตุผล
มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้รับการก่อตั้งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปีพ.ศ. 2541 เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้กับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้แก่ ไทย ลาว เมียนม่าร์ เวียดนาม กัมพูชาและจีน (มณฑลยูนนาน) และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือทางวิชาการ
การค้าเป็นสาขาที่สำคัญสาขาหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่สนับสนุนการจ้างงานและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่
ดังนั้นข้อมูลทางด้านการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจึงมีความสำคัญมาก
คุณชีวิต สารพัตรได้จัดทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง “อิทธิพลการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรมและนโยบายภาครัฐที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชนในชุมชนชายแดน” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) ศึกษาสภาพวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนชายแดน ที่ได้รับผลจากอิทธิพลของการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม นโยบายภาครัฐ(ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดน และวัฒนธรรม)
2) ศึกษาหาความสัมพันธ์ของอิทธิพลการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม นโยบายภาครัฐ (ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดน และวัฒนธรรม) ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชนในชุมชนชายแดน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนชายแดนประกอบด้วย ชุมชนชายแดนตลาดอินโดจีนท่าเสด็จ (จังหวัดหนองคาย) ชุมชนชายแดนตลาดอินโดจีนรากแก้วศรีมงคล (จังหวัดมุกดาหาร) ชุมชนชายแดนบ้านคลองลึก ตลาดโรงเกลือ (จังหวัดสระแก้ว) และชุมชนชายแดนบ้านหาดเล็ก (จังหวัดตราด)
และได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในสัมมนาเรื่อง “อิทธิพลการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม และนโยบายภาครัฐที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชนในชุมชนชายแดน” ในวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2553 เวลา 14.00-17.00 น. ณ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ชั้น 7 ตึกไอบีเอ็ม ถนนพหลโยธิน ติดกับสถานีรถไฟฟ้าอารีย์




ในการสัมมนาเรื่อง “อิทธิพลการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม และนโยบายภาครัฐ (ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนและวัฒนธรรม) ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชนในชุมชนชายแดน” เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 นั้น
เนื่องจากผมได้นำเสนอด้านเนื้อหาวิชาการยังไม่ครบถ้วน ข้อมูลสำคัญบางประเด็นยังไม่ได้นำเสนอ และผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ให้เกียรติสอบถาม แนะนำ แลกเปลี่ยนความรู้บางส่วนที่ท่านถาม ผมได้ศึกษาและเขียนไว้ในดุษฎีนิพนธ์แล้ว
เพื่อให้การสัมมนาครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมจึงได้นำฉบับดุษฎีนิพนธ์มาให้ เพื่อค้นหาข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป
บางประเด็นที่ผู้เข้าร่วมสัมมนา สอบถาม ผู้วิจัยได้ศึกษาและเขียนไว้ในดุษฎีนิพนธ์แล้วไม่ต้องแก้ไขเพิ่มตอบประเด็นที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาสอบถามเป็นรายบุคคลดังต่อไปนี้
1.ท่านอาจารย์จากธนาคารแห่งประเทศไทย
ประเด็นคำถาม ก) ไม่ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนชายแดน
ผู้วิจัยตอบดังนี้
การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนชายแดน ผู้วิจัยได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและกระแสทุนนิยม เขียนไว้ในดุษฎีนิพนธ์หน้า 48-51
ประเด็นคำถาม ข) ปัญหาสังคมในชุมชนชายแดนไม่ได้ระบุ
ผู้วิจัยตอบดังนี้
ปัญหาสังคมในชุมชนชายแดนศึกษาตามตัวแปรที่ถูกกำหนดจากกรอบแนวความคิดและขอบเขตของการวิจัย ประกอบด้วย ปัญหาแรงงานเถื่อน แรงงานเด็ก เขียนไว้ในดุษฎีนิพนธ์หน้า 56-58 ปัญหายาเสพติดหน้า 66,67 ปัญหาการลักลอบซื้อขายสินค้าตามแนวชายแดน หน้า 60-65 ปัญหาความยากจน หน้า 58-60
2. ท่านอาจารย์วิชัย (จากหนังสือคลังสมอง)
ประเด็นคำถาม ก) เส้นทางคมนาคม R3 ช่วงระหว่างบ้านเชียงของกับเมืองห้วยทรายซึ่งเป็นเส้นทางสู่ประเทศจีนตอนใต้
ผู้วิจัยตอบดังนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างเส้นทางคมนาคม ถนน สะพานในจุดการค้าชายแดนต่างๆระหว่างไทยกับลาว และไทยกับกัมพูชา ในดุษฎีนิพนธ์หน้า 33-36
ประเด็นคำถาม ข) ปัญหาการคอรัปชั่น การทุจริตของเจ้าหน้าที่ของไทยลาวและกัมพูชา
ผู้วิจัยตอบดังนี้ การศึกษาด้านการทุจริต คอรัปชั่นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาและงบประมาณในการศึกษา การได้มาซึ่งข้อมูลหรือการเข้าถึงข้อมูลทำได้ยาก การวิจัยที่เชื่อถือได้จำเป็นต้องมีข้อมูลถูกต้องเที่ยงตรงและสามารถสร้างมาตรวัดเพื่อทำการเชิงวิเคราะห์ได้ประกอบกับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่ลาวและกัมพูชาไม่อาจทำได้ มิได้อยู่ในขอบเขตการวิจัยในครั้งนี้ที่อยู่นอกเขตประเทศไทย
3.ท่านอาจารย์จากกระทรวงการต่างประเทศ
ประเด็นคำถาม ก) ทำไมจึงไม่ศึกษาการค้าชายแดนที่ติดต่อกับประเทศพม่าและมาเลเซีย
ผู้วิจัยตอบดังนี้ เหตุที่ไม่ศึกษาการค้าชายแดนกับพม่าและมาเลเซียเพราะในวิจัยต้องกำหนดขอบเขตของการวิจัย ระบุอย่างชัดเจนโดยมุ่งศึกษาถึงวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนชายแดนของประเทศไทยที่ได้รับผลจากอิทธิพลของการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม และนโยบายภาครัฐ (ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนและวัฒนธรรมเท่านั้น) อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตสามารถทำได้ เป็นการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ผู้วิจัยก็จะทำการวิจัยหากมีงบประมาณ ระยะเวลาเพียงพอ
ประเด็นคำถาม ข) ประชาชนในชุมชนชายแดนไทย ลาวและกัมพูชาเข้าใจภาษาซึ่งกันและกันหรือไม่
ผู้วิจัยตอบดังนี้ ประชาชนในชุมชนชายแดนสามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย ลาวและกัมพูชาได้ ผู้วิจัยศึกษาและได้ระบุไว้ในดุษฎีนิพนธ์หน้า 40-41 ในการสัมภาษณ์เจาะลึก ผู้วิจัยใช้ภาษาลาวในการสื่อสารเพราะพูดได้
4.ท่านอาจารย์จากกระทรวงศึกษาธิการ
ประเด็นคำถามคือ ไม่ได้ศึกษาด้านการศึกษาของประชาชนในชุมชนชายแดนเพราะต้องการนำไปใช้ในการกำหนดแผนและนโยบายเพื่อต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาในอินโดจีน
ผู้วิจัยตอบดังนี้ ขอบเขตการวิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย ด้านการพัฒนาสังคม การคัดสรรตัวแปรไม่ได้เน้นทางด้านการบริหารการศึกษา ตัวแปรที่ศึกษาจึงถูกกำหนดจากผลที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของตัวแปรอิทธิพลการค้าชายแดน ความกลมกลืนทางวัฒนธรรม และนโยบายภาครัฐ (ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดนและวัฒนธรรม) ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชนชายแดนด้านการมีสินค้าอุปโภค บริโภค การสร้างโอกาสในการทำงาน การสร้างรายได้และการลักลอบทำการซื้อขายสินค้าตามแนวชายแดน ขอบเขตการวิจัยหน้า 9
ผมขอขอบคุณท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งในประเด็นต่างๆที่กล่าวถึง ผมได้ศึกษาและเขียนไว้ในดุษฎีนิพนธ์แล้ว ไม่ต้องเพิ่มเติม เนื่องจากผมไม่ได้นำเสนอกรอบแนวคิดและขอบเขตของการวิจัย ท่านจึงไม่ทราบขอบเขต ประเด็นคำถามจึงอยู่ในลักษณะการทำวิจัยขนาดใหญ่ มีขอบเขตกว้างขวาง เช่นการทำวิจัยเกี่ยวกับการค้าชายแดนไทย ลาว กัมพูชน พม่า มาเลเซีย การระบุประเด็นการวิจัยเกี่ยวข้องกับการศึกษา การวิจัยเกี่ยวกับทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการไทย ลาว กัมพูชา การเล่นการพนันในบ่อนชาวกัมพูชา
ส่วนประเด็นการศึกษาเพิ่มเติมที่ผมต้องระบุถือ “ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่ชายแดนด้านความมั่นคง รับบาลต้องการขจัดสาเหตุความหวาดระแวงกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอยู่เดิมในอดีตโดยใช้พื้นที่ชายแดนเป็นกันชนป้องกันการกระทบกระทั่งหลีกเลี่ยงสงคราม ต้องการสร้างพื้นที่ชายแดนให้เกิดสันติภาพ โดยใช้มิติความสัมพันธ์ทางด้านการค้าและวัฒนธรรมท้องถิ่นชายแดน สร้างความสามัคคีภาคประชาชนระหว่างประชาชนในชุมชนชายแดนประเทศไทย ลาวและกัมพูชาในลักษณะการทูตภาคประชาชน (People to People Diplomacy, PPD)”
ซึ่งเป็นแนวคิดของการวิจัย
ขอแสดงความนับถือ
ดร.ชีวิต สารพัตร
ขอรวบกวนหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ดร.ชีวิต สารพัตร ค่ะ