ภาพอนาคตแพทย์อาชีวเวชศาสตร์
สวัสดีครับ
วันนี้ขอพูดเรื่องกฎกระทรวงที่ลงไปเมื่อสองสามครั้งก่อนสักหน่อยหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ปกติ แต่ก็ปกติเมื่อสัมพัทธ์กับเมื่อสองอาฑิตย์ก่อนมากมาย จึงรู้สึกไม่มีความกดดันมากนัก จริงแล้วเวลาเกิดเรื่องทำให้นึกถึงหนังสือสามก๊กมากเลย ตอนที่อองอุ้นปรึกษากับบรรดาขุนนาง ในเรื่องบ้านเมืองเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างมองหน้ากันและทอดถอนใจ ครับถ้าเป็นคนไทย ต้องกลุ้มใจกับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ อย่างไรก็ดีผมขอพูดเรื่องอนาคตที่ไม่เกี่ยวกับประเทศนะครับ สมมติว่าแยกประเทศไทยตอนนี้ออกไปเลย สมมติว่าสถานการณ์ดีสงบนะครับ ตอนนี้เรามีสถานการณ์ที่เป็น gridlock ด้านอาชีวเวชศาสตร์และ อาชีวอนามัยอยู่หลายเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่จบวุฒิบัตรและอนุมัติบัตร ขณะนี้มีการเร่งให้สอบอนุมัติบัตรเพื่อให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์มากขึ้น gridlock (ติดขัด) อันนี้เป็นคู่ระหว่างแพทย์วุฒิบัตร กับแพทย์อนุมัติบัตร แพทย์วุฒิบัตรอาชีวเวชศาสตร์มีการเรียนการสอนคือ ปีแรกจะเรียนผ่านแผนกทั่วไปเหมือน General practitioner สมัยก่อน แรกเรียนเมื่อตอนเริ่มแรก (กวน) ก็ยุ่งยากพอสมควรเนื่องจากแพทย์แผนกอื่นยังไม่รู้จักแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ แพทย์ปีหนึ่งเลยค่อนข้างเคว้ง (ขณะนี้ดีขึ้นมากแล้วครับ) ปีสองเรียนปริญญาโทอาชีวเวชศาสตร์หรือเทียบเท่า ปีสามไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาล โรงงาน (ส่วนใหญ่จะติดทำวิทยานิพนธ์ปีสองข้ามปีมาปีสาม บางคนข้ามไปปีสี่ ปีห้า ทำให้มี gridlock เรื่องการเรียนซ้อนมาอีกสิ่งที่ได้มากที่สุดคือวิทยานิพนธ์ที่ทำครับ) แพทย์ที่จะสอบอนุมัติบัตรจะต้องเรียนหลักสูตรพื้นฐานอาชีวเวชศาสตร์สำหรับแพทย์สองเดือนที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และเขียนวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสารที่เป็นที่ยอมรับหนึ่งเรื่อง มีหนังสือรับรองว่าทำงานด้านอาชีวเวชศาสตร์มาครบห้าปี ก็สอบได้ครับ วว กับอว ศักดิ์ศรีเท่ากัน ภาษาอังกฤษเขียนเหมือนกัน gridlock ก็คือปีที่แล้ว อว สอบบอร์ดได้หมดเลยครับ แต่ Resident สอบตกสามคน ตอนนี้สำนักโรคฯจะจัดติว ผู้ที่จบหลักสูตรสองเดือนให้สอบอว ให้ได้โดยเร็วพลัน gridlock อีกตัวหนึ่งครับ มีคำถามเสมอว่ามีอว มากๆ ไว้ทำอะไร ตอนแรกตอบโจทย์คืออยากให้มีการวินิจฉัยโรคมากๆ ความจริงก็คือแม้แต่จบ วว ไปก็ยังวินิจฉัยยากเลย เนื่องจากมีปัจจัยมากมาย gridlock อันนี้ก็คือเป็นเสมีอนการฆ่าวิชาชีพหรือการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านนั่นเอง
คู่ต่อมาคือคู่แพทย์ วว และ อว กับแพทย์ที่จบการอบรมสองเดือน คู่นี้น่าหนักใจครับ เพราะแพทย์ที่จบสองเดือนมีสิทธิทางกฎหมายเท่ากับแพทย์วว และอว ก็เป็น gridlock สำหรับฆ่าวิชาชีพเหมือนกัน โดยกฏหมายกระทรวงแรงงาน ตอนนี้ให้ความสำคัญเท่ากัน และถ้าไปลงทะเบียนยังได้รับการยอมรับ เป็นแพทย์ลงทะเบียนเหมือนกันอีก มีคำถามมากมายว่าจะเลิกอบรมได้หรือยัง ก็มีคำตอบว่าหลักการในการเปิดอบรมครั้งแรกก็คือไม่มีแพทย์ด้านนี้พอเพียง ปีนี้เปิดอบรมแพทย์ วว ได้ 4 คน ไม่เพียงพอหรอกครับ ยังไงก็ไม่พอ การที่มีแพทย์มากขึ้น ทำให้กฎหมายเกี่ยวกับแพทย์ออกมาได้มากขึ้น อย่าลืม positive ใน negative ซะล่ะ gridlock ในเรื่องนี้ก็คือว่าแพทย์ที่จบสองเดือนบางคนมีความรู้ดีมากกว่าแพทย์ วว หรือ อว ด้วยซ้ำ ถามนพรัตนว่าจะเลิกอบรมหรือยัง มีคำถามไปยังบางคน ซึ่งพูดในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่าควรเลิก แต่พูดในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่าไม่ควรเลิก นพรัตนเลยตอบว่าจะอบรมไปอีกสักหน่อยก็แล้วกัน แต่จะกระจายให้ทุกที่จัดอบรมด้วย (ยิ่งแย่ใหญ่ แต่เป็นนโยบาย) และจะเลิกหรือมีการ renew license กัน คาดว่าจะอบรมต่ออีก 2-3 ปี
สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ครับ
- ทบทวนบทบาทแพทย์ทั้งสามกลุ่มให้ชัดเจน อย่าลืมนิยามและศักดิ์ศรีของเขาด้วย ตอนนี้สมาพันธ์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานกำลังมีการจัดทำบทบาทหน้าที่ (standard and qualification) ของบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาโดยจะจ่ายแจกไปทั่วถ้าทำเสร็จ
- คณะกรรมการฝึกอบรมและสอบจะต้องทบทวนการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านให้จริงจังกว่านี้เพื่อแก้ไขจุดอ่อน อันแรกต้องทบทวนวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมให้ชัดเจน สองจะต้องมีการ define material ในการฝึกอบรมให้ชัดเจน ว่า จะต้องใช้ผู้ป่วยเสมีอนแบบใหน จะต้องมีการจัด case study ร่วมกันหรือไม่เนื่องจากหาผู้ป่วยโรคจากการทำงานค่อนข้างยากในแผนกต่างๆ สามจะต้องกำหนดกรอบเวลาการเรียนปีสองให้ชัดเจน มีการช่วยเหลือด้านวิจัยตั้งแต่ปีหนึ่งเพื่อไม่ให้นิสิตเป็นห่วงงานวิจัยในปีสามจนแทบไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นเลย คณะกรรมการฝึกอบรมและสอบจะต้องออกข้อสอบให้นักเรียนในระบบสอบได้มากที่สุดครับ ออกในที่ซึ่งเขาเรียน และปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นข้อสอบอาชีวเวชศาสตร์จะดูเป็น generalized ทำให้ผลการสอบออกมาไม่ดี ถึงสอบได้ก็ คะแนนไม่ดี การสอบโดยเฉพาะการสอบ oral ต้องมีมาตรฐานเหมือนการสอบของ ราชวิทยาลัย อื่นๆ อย่าลืมนะครับว่าแพทย์ที่จบไปต้อง fulfill มาตรฐานและวัตถุประสงค์ รวมทั้งทำงานให้ได้
- จะต้องมีการสนับสนุนหลังการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีทุนสนับสนุนทั้งการพัฒนาอาจารย์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ใครอยากทำ อยากพูดอะไร ออกมาพูดครับ ไม่ใช่พูดลับหลัง มาช่วยกันพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ดีกว่าตกตายไปด้วยกัน ไม่มีใครได้ดีกว่าใครหรอกครับ ถ้าไม่มีเราก็ไม่มีคุณและถ้าไม่มีคุณก็ไม่มีเรา นอกจาการสนับสนุนและพัฒนาอาจารย์ในทิศทางเดียวกันแล้ว จะต้องมีการศึกษาต่อเนื่องของผู้จบออกไป สมัยก่อนมี refresher course น่าจะมีการจัดอีก
- สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม จะต้องเป็นที่พื่งได้ ครับ อยากได้คนมาช่วยทำงาน เวลาประชุมใหญ่คนก็มาน้อย เลือกคนมาทำงานก็ไม่ค่อยมีเวลากัน ผมโทษตัวเองครับ เป็นเลขา แต่ผมโทษสมาคมด้วย เนื่องจากบรรยากาศไม่เอื้อต่อกันและกัน ผมยอมรับว่าผมไม่รู้ความเคลื่อนไหวในสมาคมมากเท่าไร เนื่องจากมี channel หลาย channel ผมเลยทำหน้าที่เลขาฯ ได้ไม่เต็มที่ สมาคมคงต้องยุ่งเกี่ยวและมีประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น มีการระดมทุน เพื่อออกทุนช่วยเหลือเพื่อนสมาชิก มีการออกจดหมายข่าวหรือออกวารสารให้ชัดเจน ซึ่งผมจะพยายามทำเรื่องนี้ให้ได้ อีกอย่างที่ต้องทำคือทำให้แพทย์อาชีวเวชศาสตร์เป็นที่รู้จักในทางที่ดี ยกฐานะพวกเราทั้งวิชาการและการเงินครับ ย้ำ การเงิน (สมัยก่อนพ่อผมสอนไว้ครับ พ่อผมเป็นพ่อค้า พ่อบอกว่าไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้ ตอนแรกผมไม่เชื่อหรอกครับ แต่ตอนนี้หลังผ่านเหตุการณ์ใหญ่น้อยหลายครั้ง ผมแน่ใจแล้วครับว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง อุดมคติเปลี่ยนเมื่อเวลาเปลี่ยน อย่ามองคนเป็นภาพนิ่งให้มองเป็นภาพเคลือนใหวต่อเนื่องจากอดีตมาปัจจุบัน)
อนาคตอาชีวเวชศาสตร์
- ตอนนี้มีกลุ่มคนพยายามจัดตั้งสถาบันอาชีวเวชศาสตร์ โดยเนื้อหาใจความเป็นดังที่ได้ส่งให้สมาชิกสมาคมฯได้อ่านแล้ว สมาคมขอยืนยันว่าร่างสถาบันนั้นจะต้องมีการแก้ไข แต่สมาคมได้แต่เป็นเพียงผู้ยื่น (โดยถูกอาศัยชื่อ) แต่หลังจากนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นถ้าพรบ ออกมาไม่ถูกใจใครต่อใครก็ต้องขอโทษไว้ณ ที่นี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม พรบ มีความสำคัญมาก ถ้าพรบออกมาดีจะสนับสนุนวิชาชีพครับ ย้ำพรบต้องเกี่ยวกับวิชาชีพ ทั้งการพัฒนา carrerr path ความง่ายของการทำงาน และด้านค่าตอบแทน สถาบันจะเป็นที่ยอมรับ ต้องมีการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ
- นพรัตนเองพยายามจัดตั้งสถาบันการแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์ แต่เป็นการตั้งด้านวิชาการ โดยภารกิจของกรมการแพทย์ อย่างไรก็ดีในระบบราชการ ไม่สามารถทำอะไรได้มากเท่าไรหรอกครับ อย่างที่บ่นไป ผมอยากลาออก (จริงๆ) เนื่องจากขึ้นกับนโยบายของผอ ถ้าผมหลุดออกมาได้ผมจะทำต่อ ถ้าไม่หลุดก็ไม่ทำครับ (และผมก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผอใหม่อีก ครั้งก่อนนั้นผมหลบไปเรียนฝังเข็ม โชคดีที่ผมไม่หวังก้าวหน้าครับ ผมเลยยึดวิชาชีพนี้ได้เป็นหลัก ถ้าผมหวังก้าวหน้า ผมคงต้องยึดคำพ่อผมไว้ เพราะคาดการณ์ไม่ได้จริงๆในระบบราชการไทย ซึ่งใครทำใครไม่ได้ แต่ใครเสนอคนนั้นทำ)
- พูดพร่ำเยอะไป เดี๋ยวไม่ดีเนื่องจากคนที่ไม่พูด คอยพูดทีหลังมีเยอะมาก เลยขอพูดเรื่องกฏกระทรวงกำหนดมาตรฐานแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และพยาบาลอาชีวอนามัย อันนี้เป็นกฎกระทรวงซึ่งจะออกมาโดยกระทรวงแรงงาน กฎกระทรวงนี้จะทำให้แยกแพทย์ พยาบาลที่ทำงานในโรงงานออกจากในโรงพยาบาลชัดเจน โดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนตอนนี้ แทพย์และพยาบาลต้องทำอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลจนเป็นเรื่องสำคัญไปเสียอย่างนั้น (จริงๆก็สำคัญครับแต่ต้องทำนอกโรงพยาบาลด้วย) ถ้าดูตามกฎหมายถ้าออกมาจริง สมมติผมลาออกไปทำงาน เดือนหนึ่งผมจะรับปรึกษาโรงงานได้เต็มที่ 10 โรงต่อเดือน (โรงละ 2 วันต่อสัปดาห์) เป็น full time ถ้าเป็น Part time ก็ทำสัก 5 โรง ก็ยังมีเวลาเหลือครึ่งเดือน แต่ถ้าผมรับราชการผมคงออกไปทำตามกฏกระทรวงนี้ไม่ได้แน่ เนื่องจากการกำหนดหน้าที่ทำให้ต้องทำงานให้เขาเต็มที่ครับ ถ้ากฎกระทรวง work ผมจะไม่ยอมให้ใครมายุ่งในโรงงานของผม ถ้าแพทย์อาชีวท่านอื่นมา ก็อาจเกิด conflict ขึ้นในการนำเสนอความเห็น ดังนั้นแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาล ก็จะไม่มีสิทธิเข้ามาแหยมในโรงงาน ถูกต้องครับ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่รับราชการในโรงพยาบาลก็ต้องทำหน้าที่ดูแล SME และแรงงานนอกระบบที่กฎหมายกระทรวงแรงงานคุ้มครองไม่ถึง พอมองออกหรือยังครับว่าแพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะไปทำหน้าที่ซ้ำกับใครบ้าง ตอนนี้ specialize ที่สำคัญอันหนึ่งของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์คือรู้จักกระบวนงานและ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน แต่ specialize อันนี้ถูกจำกัดด้วยการที่ไม่สามารถเข้าโรงงานได้ พอโรงงานมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์เฉพาะแล้ว specialize อันนี้ก็จะหมดความสำคัญไปครับ เราจะไปทำหน้าที่ซ้ำกับแพทย์ family medicine พยาบาลสถานีอนามัย ครับต้องปรับตัวขนานใหญ่ กฎกระทรวงฉบับนี้กำลังทำลายกำแพงของโรงงานให้เราครับ แต่แลกกับเราต้องเข้าไปอยู่ในกำแพงนั้น ซึ่งตรงกับที่ผมย้ำมาตลอดว่าแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ต้องทำงานนอกโรงพยาบาลในโรงงานเท่านั้น ดังนั้น ต้องมีการเตรียมตัวครับ ต้องถามว่ากฎกระทรวงนี้จะออกจริงหรือไม่ จะมีการปรับอีกหรือไม่ ต้องวาง scenario เตรียมการเรียนการสอนใหม่ ต้องมีการ standardized และ qualified วิชาชีพ อย่าลืมว่าต้องไปขึ้นกับกระทรวงแรงงานา
- ในอนาคตกระทรวงแรงงานอาจจะต้องมีผู้ตรวจทางการแพทย์ ขึ้น แพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะมีที่ยืนในสำนักผู้ตรวจทางการแพทย์นี้ แพทย์ที่ทำงานในโรงงานอาจเป็นแพทย์สองเดือน แต่แพทย์วว หรืออว จะต้องอยู่ในสำนักผู้ตรวจทางการแพทย์ดังนั้นตอนนี้การฝึกอบรมจะต้องได้รับความสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานมากขึ้น เราต้องคุ้นเคยกับระบบของกระทรวงแรงงานมากขึ้น ต้องมีการพูดคุยและตกลงมากขึ้น ใครจะทำหน้าที่นี้ สมาคมโรคฯ จะต้องทำหน้าที่นี้ครับ
- ในแง่ดีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไม่สูญพันธ์ มีฐานะดีขื้น ไม่ต้องปิด training มีการร่วมมือกันทำงานมากขึ้น ระหว่างแพทย์และกระทรวงแรงงานและโรงงาน รวมทั้งคนงาน ในแง่ไม่ดี ต้องทิ้งศักดิ์ศรีไปบ้าง ต้องทำตามมาตรฐานและคุณสมบัติ ซึ่งสมาคมฯต้องรีบกำหนดออกมาโดยพลัน
โดยสรุป แม้การทำงานจะลำบาก (ของผม เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ดี) แต่ผมยังเห็นอนาคตที่เปลี่ยนไป ในทางที่ดีขึ้น การเดินทางของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ในประเทศไทย มาถึงจุดสำคัญ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ภายนอกเช่นการเมืองมากระทบ การลงทุนน่าจะไปได้ เมื่อการลงทุนดีมาตรฐานจะเป็นเรื่องส่งเสริมครับ
(ความเห็นนี้เป็นความเห็นส่วนตัวไม่ต้องการคำวิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น และผู้เขียนเองก็ไม่งี่เง่าดึงดันในความคิดเห็นตัวเอง แต่ในหลักการไม่เคยเปลี่ยน)
จุดเริ่มต้นผมว่าอยู่ที่นโยบายของประเทศครับว่าต้องการแพทย์อาชีวเวชศาสตร์แบบไหน อย่างไร
รศ.พญ.สมจิต พฤกษะริตานนท์
ได้ได้เขียนไว้เกี่ยวกับ Family Medicine
เป็น pdf file จำนวน 18 หน้า
เป็นเรื่องโดยย่อเกี่ยวกับ Family Medicine
http://www.thaifammed.org/article/whatFM.html
http://www.thaifammed.org/download/whatFM.zip
What FM พูดถึง 30 ปี Fammed การอนามัยแม่และเด็กดีขึ้น
โรคติดเชื้อ ท้องเดิน ปอดบวม เปลี่ยนเป็นโรคเรื้อรัง
จึงควรมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลเวชปฏิบัติ
สอดคล้องตรงกับ โรคของคนวัยทำงาน
ทั้งงานที่ทำใน โรงงานสถานประกอบการ และรับงานมาทำที่บ้าน
ภาพนี้คือ การบูรณาการ Fammed Commed และ Occmed
ในการเรียนการสอน CFOM-2 นิสิตแพทย์ ชั้นปี 5
ให้นิสิตทำ Family Visit
ใช้หลักระบาดวิทยา สังคมวิทยา สังคมศาสตร์ จิตวิทยา สุขศึกษา (Bio Psycho Social, ...)
ใช้ Family Medicine INHOMESSS, ผังเครือญาติ family folder, แผนที่เดินดิน .. .
(Complehensive care, Integrated care)
และให้ใช้หลักวิชาอาชีวเวชศาสตร์ (เวชศาสตร์ป้องกัน)
ป้องกัน สิ่งคุกคามสุขภาพในบ้าน ใน Family
ภาพ เครื่องจักรเย็บผ้าที่ตั้งอยู่ภายในบ้าน ...
ซึ่งเป็นการเรียนการสอน
สำหรับจะเป็น แพทย์ทั่วไป คือ Generalist
ซี่งแต่ละสาขาวิชาชองแพทย์ Specialist เฉพาะทาง
Commed, Fammed และ Occmed
ก็จะต้องมีหลักวิชาของแต่ละสาขาวิชา
พัฒนามากยิ่งขึ้น ไปกว่าเดิมอีก
ให้นิสิตทำ Family Visit = Community + Family + Occupatinal
ให้ใช้หลักวิชาอาชีวเวชศาสตร์
(เวชศาสตร์ป้องกัน)
ป้องกัน สิ่งคุกคามสุขภาพในบ้าน
ภาพ เครื่องจักรเย็บผ้าที่ตั้งอยู่ภายในบ้าน ...
ภาพนี้คือ การบูรณาการ Fammed Commed และ Occmed
ในการเรียนการสอน CFOM-2 นิสิตแพทย์ ชั้นปี 5
ซึ่งเป็นการเรียนการสอน
สำหรับจะเป็น แพทย์ทั่วไป คือ Generalist
ซี่งแต่ละสาขาวิชาชองแพทย์ Specialist เฉพาะทาง
Commed, Fammed และ Occmed
ก็จะต้องมีหลักวิชาของแต่ละสาขาวิชา พัฒนามากยิ่งขึ้น ไปกว่าเดิมอีก
อังกฤษ ประชากรประมาณ 60 ล้านคนมีแพทย์ GP 50%
ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 4.8 คน
นั่นคือมีแพทย์ประมาณ 4.8x1000x60 =288,000 คน
สวีเดน ประชากร 5 ล้านคน มีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ 1,000 คน
ไทยประชากร 60 ล้านคน มีแพทย์อาชีวเวชศาสตร 99 คน
1.
เมื่อ ส. 29 พฤษภาคม 2553 @ 02:49
#2019874 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
จากภาพนี้จะเห็นว่าประเทศต่างๆใช้เงินสำหรับสุขภาพ
Health Care Cost 8% ถึง16% ของ GDP
http://en.wikipedia.org/wiki/Health_care_system
และเนื่องจากข้อมูลด้านสาธารณสุขในไทย ไม่เป็นปัจจุบัน (Out of date)
ประเทศไทย ใช้เงินสำหรับการแพทย์สาธารณสุข 4.4 % of GDP ใน พ.ศ.2548
UK อังกฤษ ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 4.8 คน
USA อเมริกา ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 6.7 คน
Thailand ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 0.3 คน
แพทย์ไทยจึงต้องทำงานมากกว่า แพทย์ตางประเทศถึง 5-6 เท่า
Thailand
Main article: Health in Thailand
Data on health care are out of date, but in 1995 Thailand had 0.3 physicians and 1.9 hospital beds per 1,000 population. In 2002 annual spending on health care amounted to US$321 per person in purchasing power parity (PPP). Total expenditures represented about 4.4 percent of the gross domestic product (GDP); of this amount, 57.1 percent came from public sources and 42.9 percent from private sources. Some 85 percent of the population had access to potable water in 2002, and 99 percent had access to sanitation.
อังกฤษ ประชากรประมาณ 60 ล้านคนมีแพทย์ GP 50%
ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 4.8 คน
นั่นคือมีแพทย์ประมาณ 4.8x1000x60 =288,000 คน
สวีเดน ประชากร 5 ล้านคน มีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ 1,000 คน
ไทยประชากร 60 ล้านคน มีแพทย์อาชีวเวชศาสตร 99 คน
เมื่อ ส. 29 พฤษภาคม 2553 @ 02:49
#2019874 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
จากภาพนี้จะเห็นว่าประเทศต่างๆใช้เงินสำหรับสุขภาพ
Health Care Cost 8% ถึง16% ของ GDP
http://en.wikipedia.org/wiki/Health_care_system
และเนื่องจากข้อมูลด้านสาธารณสุขในไทย ไม่เป็นปัจจุบัน (Out of date)
ประเทศไทย ใช้เงินสำหรับการแพทย์สาธารณสุข 4.4 % of GDP ใน พ.ศ.2548
UK อังกฤษ ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 4.8 คน
USA อเมริกา ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 6.7 คน
Thailand ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 0.3 คน
แพทย์ไทยจึงต้องทำงานมากกว่า แพทย์ตางประเทศถึง 5-6 เท่า
Thailand
Main article: Health in Thailand
Data on health care are out of date, but in 1995 Thailand had 0.3 physicians and 1.9 hospital beds per 1,000 population. In 2002 annual spending on health care amounted to US$321 per person in purchasing power parity (PPP). Total expenditures represented about 4.4 percent of the gross domestic product (GDP); of this amount, 57.1 percent came from public sources and 42.9 percent from private sources. Some 85 percent of the population had access to potable water in 2002, and 99 percent had access to sanitation.
อ่านแล้วท้อใจนะครับอาจารย์
คงได้เวลาหางานใหม่ทำแล้ว
แก้คำผิดครับ
UK อังกฤษ ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 2.5 คน
USA อเมริกา ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 2.4 คน
Thailand ประชากร 1,000 คนมีแพทย์ 0.3 คน
แพทย์ไทยจึงต้องทำงานมากกว่า แพทย์ตางประเทศถึง 5-6 เท่า
เป็นกำลังใจให้อาจารย์ครับ เห็นด้วยกับการกำหนด Job description ของแพทย์อาชีวครับ รวมถึงขอบข่ายในภาครัฐและเอกชนให้ชัดเจนครับ