แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ อนาคต

ภาพอนาคตแพทย์อาชีวเวชศาสตร์

สวัสดีครับ

                วันนี้ขอพูดเรื่องกฎกระทรวงที่ลงไปเมื่อสองสามครั้งก่อนสักหน่อยหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ปกติ แต่ก็ปกติเมื่อสัมพัทธ์กับเมื่อสองอาฑิตย์ก่อนมากมาย จึงรู้สึกไม่มีความกดดันมากนัก จริงแล้วเวลาเกิดเรื่องทำให้นึกถึงหนังสือสามก๊กมากเลย ตอนที่อองอุ้นปรึกษากับบรรดาขุนนาง ในเรื่องบ้านเมืองเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างมองหน้ากันและทอดถอนใจ ครับถ้าเป็นคนไทย ต้องกลุ้มใจกับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ อย่างไรก็ดีผมขอพูดเรื่องอนาคตที่ไม่เกี่ยวกับประเทศนะครับ สมมติว่าแยกประเทศไทยตอนนี้ออกไปเลย สมมติว่าสถานการณ์ดีสงบนะครับ ตอนนี้เรามีสถานการณ์ที่เป็น gridlock ด้านอาชีวเวชศาสตร์และ อาชีวอนามัยอยู่หลายเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่จบวุฒิบัตรและอนุมัติบัตร ขณะนี้มีการเร่งให้สอบอนุมัติบัตรเพื่อให้มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์มากขึ้น gridlock (ติดขัด) อันนี้เป็นคู่ระหว่างแพทย์วุฒิบัตร กับแพทย์อนุมัติบัตร แพทย์วุฒิบัตรอาชีวเวชศาสตร์มีการเรียนการสอนคือ ปีแรกจะเรียนผ่านแผนกทั่วไปเหมือน General practitioner สมัยก่อน แรกเรียนเมื่อตอนเริ่มแรก (กวน) ก็ยุ่งยากพอสมควรเนื่องจากแพทย์แผนกอื่นยังไม่รู้จักแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ แพทย์ปีหนึ่งเลยค่อนข้างเคว้ง (ขณะนี้ดีขึ้นมากแล้วครับ) ปีสองเรียนปริญญาโทอาชีวเวชศาสตร์หรือเทียบเท่า ปีสามไปปฏิบัติงานในโรงพยาบาล โรงงาน (ส่วนใหญ่จะติดทำวิทยานิพนธ์ปีสองข้ามปีมาปีสาม บางคนข้ามไปปีสี่ ปีห้า ทำให้มี gridlock เรื่องการเรียนซ้อนมาอีกสิ่งที่ได้มากที่สุดคือวิทยานิพนธ์ที่ทำครับ) แพทย์ที่จะสอบอนุมัติบัตรจะต้องเรียนหลักสูตรพื้นฐานอาชีวเวชศาสตร์สำหรับแพทย์สองเดือนที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และเขียนวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสารที่เป็นที่ยอมรับหนึ่งเรื่อง มีหนังสือรับรองว่าทำงานด้านอาชีวเวชศาสตร์มาครบห้าปี ก็สอบได้ครับ วว กับอว ศักดิ์ศรีเท่ากัน ภาษาอังกฤษเขียนเหมือนกัน gridlock ก็คือปีที่แล้ว อว สอบบอร์ดได้หมดเลยครับ แต่ Resident สอบตกสามคน ตอนนี้สำนักโรคฯจะจัดติว ผู้ที่จบหลักสูตรสองเดือนให้สอบอว ให้ได้โดยเร็วพลัน gridlock อีกตัวหนึ่งครับ มีคำถามเสมอว่ามีอว มากๆ ไว้ทำอะไร ตอนแรกตอบโจทย์คืออยากให้มีการวินิจฉัยโรคมากๆ ความจริงก็คือแม้แต่จบ วว ไปก็ยังวินิจฉัยยากเลย เนื่องจากมีปัจจัยมากมาย gridlock อันนี้ก็คือเป็นเสมีอนการฆ่าวิชาชีพหรือการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านนั่นเอง

                คู่ต่อมาคือคู่แพทย์ วว และ อว กับแพทย์ที่จบการอบรมสองเดือน คู่นี้น่าหนักใจครับ เพราะแพทย์ที่จบสองเดือนมีสิทธิทางกฎหมายเท่ากับแพทย์วว และอว ก็เป็น gridlock สำหรับฆ่าวิชาชีพเหมือนกัน โดยกฏหมายกระทรวงแรงงาน ตอนนี้ให้ความสำคัญเท่ากัน และถ้าไปลงทะเบียนยังได้รับการยอมรับ เป็นแพทย์ลงทะเบียนเหมือนกันอีก มีคำถามมากมายว่าจะเลิกอบรมได้หรือยัง ก็มีคำตอบว่าหลักการในการเปิดอบรมครั้งแรกก็คือไม่มีแพทย์ด้านนี้พอเพียง  ปีนี้เปิดอบรมแพทย์ วว ได้ 4 คน ไม่เพียงพอหรอกครับ ยังไงก็ไม่พอ การที่มีแพทย์มากขึ้น ทำให้กฎหมายเกี่ยวกับแพทย์ออกมาได้มากขึ้น อย่าลืม positive ใน negative ซะล่ะ gridlock ในเรื่องนี้ก็คือว่าแพทย์ที่จบสองเดือนบางคนมีความรู้ดีมากกว่าแพทย์ วว หรือ อว ด้วยซ้ำ ถามนพรัตนว่าจะเลิกอบรมหรือยัง มีคำถามไปยังบางคน ซึ่งพูดในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่าควรเลิก แต่พูดในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่าไม่ควรเลิก นพรัตนเลยตอบว่าจะอบรมไปอีกสักหน่อยก็แล้วกัน แต่จะกระจายให้ทุกที่จัดอบรมด้วย (ยิ่งแย่ใหญ่ แต่เป็นนโยบาย) และจะเลิกหรือมีการ renew license กัน คาดว่าจะอบรมต่ออีก 2-3 ปี

                สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ครับ

  1. ทบทวนบทบาทแพทย์ทั้งสามกลุ่มให้ชัดเจน อย่าลืมนิยามและศักดิ์ศรีของเขาด้วย ตอนนี้สมาพันธ์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานกำลังมีการจัดทำบทบาทหน้าที่ (standard and qualification) ของบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาโดยจะจ่ายแจกไปทั่วถ้าทำเสร็จ
  2. คณะกรรมการฝึกอบรมและสอบจะต้องทบทวนการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านให้จริงจังกว่านี้เพื่อแก้ไขจุดอ่อน อันแรกต้องทบทวนวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมให้ชัดเจน สองจะต้องมีการ define material ในการฝึกอบรมให้ชัดเจน ว่า จะต้องใช้ผู้ป่วยเสมีอนแบบใหน จะต้องมีการจัด case study ร่วมกันหรือไม่เนื่องจากหาผู้ป่วยโรคจากการทำงานค่อนข้างยากในแผนกต่างๆ สามจะต้องกำหนดกรอบเวลาการเรียนปีสองให้ชัดเจน มีการช่วยเหลือด้านวิจัยตั้งแต่ปีหนึ่งเพื่อไม่ให้นิสิตเป็นห่วงงานวิจัยในปีสามจนแทบไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นเลย คณะกรรมการฝึกอบรมและสอบจะต้องออกข้อสอบให้นักเรียนในระบบสอบได้มากที่สุดครับ ออกในที่ซึ่งเขาเรียน และปฏิบัติ ไม่เช่นนั้นข้อสอบอาชีวเวชศาสตร์จะดูเป็น generalized ทำให้ผลการสอบออกมาไม่ดี ถึงสอบได้ก็ คะแนนไม่ดี การสอบโดยเฉพาะการสอบ oral ต้องมีมาตรฐานเหมือนการสอบของ ราชวิทยาลัย อื่นๆ  อย่าลืมนะครับว่าแพทย์ที่จบไปต้อง fulfill มาตรฐานและวัตถุประสงค์ รวมทั้งทำงานให้ได้
  3. จะต้องมีการสนับสนุนหลังการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องมีทุนสนับสนุนทั้งการพัฒนาอาจารย์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ใครอยากทำ อยากพูดอะไร ออกมาพูดครับ ไม่ใช่พูดลับหลัง มาช่วยกันพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า ดีกว่าตกตายไปด้วยกัน ไม่มีใครได้ดีกว่าใครหรอกครับ ถ้าไม่มีเราก็ไม่มีคุณและถ้าไม่มีคุณก็ไม่มีเรา นอกจาการสนับสนุนและพัฒนาอาจารย์ในทิศทางเดียวกันแล้ว จะต้องมีการศึกษาต่อเนื่องของผู้จบออกไป  สมัยก่อนมี refresher course น่าจะมีการจัดอีก
  4. สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม จะต้องเป็นที่พื่งได้ ครับ อยากได้คนมาช่วยทำงาน เวลาประชุมใหญ่คนก็มาน้อย เลือกคนมาทำงานก็ไม่ค่อยมีเวลากัน ผมโทษตัวเองครับ เป็นเลขา แต่ผมโทษสมาคมด้วย เนื่องจากบรรยากาศไม่เอื้อต่อกันและกัน ผมยอมรับว่าผมไม่รู้ความเคลื่อนไหวในสมาคมมากเท่าไร เนื่องจากมี channel หลาย channel ผมเลยทำหน้าที่เลขาฯ ได้ไม่เต็มที่ สมาคมคงต้องยุ่งเกี่ยวและมีประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น มีการระดมทุน เพื่อออกทุนช่วยเหลือเพื่อนสมาชิก มีการออกจดหมายข่าวหรือออกวารสารให้ชัดเจน ซึ่งผมจะพยายามทำเรื่องนี้ให้ได้ อีกอย่างที่ต้องทำคือทำให้แพทย์อาชีวเวชศาสตร์เป็นที่รู้จักในทางที่ดี ยกฐานะพวกเราทั้งวิชาการและการเงินครับ ย้ำ การเงิน (สมัยก่อนพ่อผมสอนไว้ครับ พ่อผมเป็นพ่อค้า พ่อบอกว่าไม่มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้ ตอนแรกผมไม่เชื่อหรอกครับ แต่ตอนนี้หลังผ่านเหตุการณ์ใหญ่น้อยหลายครั้ง ผมแน่ใจแล้วครับว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง อุดมคติเปลี่ยนเมื่อเวลาเปลี่ยน อย่ามองคนเป็นภาพนิ่งให้มองเป็นภาพเคลือนใหวต่อเนื่องจากอดีตมาปัจจุบัน)

อนาคตอาชีวเวชศาสตร์

  1. ตอนนี้มีกลุ่มคนพยายามจัดตั้งสถาบันอาชีวเวชศาสตร์ โดยเนื้อหาใจความเป็นดังที่ได้ส่งให้สมาชิกสมาคมฯได้อ่านแล้ว สมาคมขอยืนยันว่าร่างสถาบันนั้นจะต้องมีการแก้ไข แต่สมาคมได้แต่เป็นเพียงผู้ยื่น (โดยถูกอาศัยชื่อ) แต่หลังจากนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นถ้าพรบ ออกมาไม่ถูกใจใครต่อใครก็ต้องขอโทษไว้ณ ที่นี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม พรบ มีความสำคัญมาก ถ้าพรบออกมาดีจะสนับสนุนวิชาชีพครับ ย้ำพรบต้องเกี่ยวกับวิชาชีพ ทั้งการพัฒนา carrerr path ความง่ายของการทำงาน และด้านค่าตอบแทน สถาบันจะเป็นที่ยอมรับ ต้องมีการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ
  2. นพรัตนเองพยายามจัดตั้งสถาบันการแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์ แต่เป็นการตั้งด้านวิชาการ โดยภารกิจของกรมการแพทย์ อย่างไรก็ดีในระบบราชการ ไม่สามารถทำอะไรได้มากเท่าไรหรอกครับ อย่างที่บ่นไป ผมอยากลาออก (จริงๆ) เนื่องจากขึ้นกับนโยบายของผอ ถ้าผมหลุดออกมาได้ผมจะทำต่อ ถ้าไม่หลุดก็ไม่ทำครับ (และผมก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผอใหม่อีก ครั้งก่อนนั้นผมหลบไปเรียนฝังเข็ม โชคดีที่ผมไม่หวังก้าวหน้าครับ ผมเลยยึดวิชาชีพนี้ได้เป็นหลัก ถ้าผมหวังก้าวหน้า ผมคงต้องยึดคำพ่อผมไว้ เพราะคาดการณ์ไม่ได้จริงๆในระบบราชการไทย ซึ่งใครทำใครไม่ได้ แต่ใครเสนอคนนั้นทำ)
  3. พูดพร่ำเยอะไป เดี๋ยวไม่ดีเนื่องจากคนที่ไม่พูด คอยพูดทีหลังมีเยอะมาก เลยขอพูดเรื่องกฏกระทรวงกำหนดมาตรฐานแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และพยาบาลอาชีวอนามัย อันนี้เป็นกฎกระทรวงซึ่งจะออกมาโดยกระทรวงแรงงาน กฎกระทรวงนี้จะทำให้แยกแพทย์ พยาบาลที่ทำงานในโรงงานออกจากในโรงพยาบาลชัดเจน โดยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ไม่เหมือนตอนนี้ แทพย์และพยาบาลต้องทำอาชีวอนามัยในโรงพยาบาลจนเป็นเรื่องสำคัญไปเสียอย่างนั้น (จริงๆก็สำคัญครับแต่ต้องทำนอกโรงพยาบาลด้วย) ถ้าดูตามกฎหมายถ้าออกมาจริง สมมติผมลาออกไปทำงาน เดือนหนึ่งผมจะรับปรึกษาโรงงานได้เต็มที่ 10 โรงต่อเดือน (โรงละ 2 วันต่อสัปดาห์)  เป็น full time ถ้าเป็น Part time ก็ทำสัก 5 โรง ก็ยังมีเวลาเหลือครึ่งเดือน แต่ถ้าผมรับราชการผมคงออกไปทำตามกฏกระทรวงนี้ไม่ได้แน่ เนื่องจากการกำหนดหน้าที่ทำให้ต้องทำงานให้เขาเต็มที่ครับ ถ้ากฎกระทรวง work ผมจะไม่ยอมให้ใครมายุ่งในโรงงานของผม ถ้าแพทย์อาชีวท่านอื่นมา ก็อาจเกิด conflict ขึ้นในการนำเสนอความเห็น ดังนั้นแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาล ก็จะไม่มีสิทธิเข้ามาแหยมในโรงงาน ถูกต้องครับ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ที่รับราชการในโรงพยาบาลก็ต้องทำหน้าที่ดูแล SME และแรงงานนอกระบบที่กฎหมายกระทรวงแรงงานคุ้มครองไม่ถึง พอมองออกหรือยังครับว่าแพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะไปทำหน้าที่ซ้ำกับใครบ้าง ตอนนี้ specialize ที่สำคัญอันหนึ่งของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์คือรู้จักกระบวนงานและ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน แต่ specialize อันนี้ถูกจำกัดด้วยการที่ไม่สามารถเข้าโรงงานได้  พอโรงงานมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์เฉพาะแล้ว specialize อันนี้ก็จะหมดความสำคัญไปครับ เราจะไปทำหน้าที่ซ้ำกับแพทย์ family medicine พยาบาลสถานีอนามัย ครับต้องปรับตัวขนานใหญ่ กฎกระทรวงฉบับนี้กำลังทำลายกำแพงของโรงงานให้เราครับ แต่แลกกับเราต้องเข้าไปอยู่ในกำแพงนั้น ซึ่งตรงกับที่ผมย้ำมาตลอดว่าแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ต้องทำงานนอกโรงพยาบาลในโรงงานเท่านั้น ดังนั้น ต้องมีการเตรียมตัวครับ ต้องถามว่ากฎกระทรวงนี้จะออกจริงหรือไม่ จะมีการปรับอีกหรือไม่ ต้องวาง scenario เตรียมการเรียนการสอนใหม่ ต้องมีการ standardized และ qualified วิชาชีพ อย่าลืมว่าต้องไปขึ้นกับกระทรวงแรงงานา
  4. ในอนาคตกระทรวงแรงงานอาจจะต้องมีผู้ตรวจทางการแพทย์ ขึ้น แพทย์อาชีวเวชศาสตร์จะมีที่ยืนในสำนักผู้ตรวจทางการแพทย์นี้ แพทย์ที่ทำงานในโรงงานอาจเป็นแพทย์สองเดือน แต่แพทย์วว หรืออว จะต้องอยู่ในสำนักผู้ตรวจทางการแพทย์ดังนั้นตอนนี้การฝึกอบรมจะต้องได้รับความสนับสนุนจากกระทรวงแรงงานมากขึ้น เราต้องคุ้นเคยกับระบบของกระทรวงแรงงานมากขึ้น  ต้องมีการพูดคุยและตกลงมากขึ้น ใครจะทำหน้าที่นี้ สมาคมโรคฯ จะต้องทำหน้าที่นี้ครับ
  5. ในแง่ดีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไม่สูญพันธ์ มีฐานะดีขื้น ไม่ต้องปิด training มีการร่วมมือกันทำงานมากขึ้น ระหว่างแพทย์และกระทรวงแรงงานและโรงงาน รวมทั้งคนงาน ในแง่ไม่ดี ต้องทิ้งศักดิ์ศรีไปบ้าง ต้องทำตามมาตรฐานและคุณสมบัติ ซึ่งสมาคมฯต้องรีบกำหนดออกมาโดยพลัน

โดยสรุป แม้การทำงานจะลำบาก (ของผม เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ดี) แต่ผมยังเห็นอนาคตที่เปลี่ยนไป ในทางที่ดีขึ้น การเดินทางของแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ในประเทศไทย มาถึงจุดสำคัญ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ภายนอกเช่นการเมืองมากระทบ การลงทุนน่าจะไปได้ เมื่อการลงทุนดีมาตรฐานจะเป็นเรื่องส่งเสริมครับ

(ความเห็นนี้เป็นความเห็นส่วนตัวไม่ต้องการคำวิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น และผู้เขียนเองก็ไม่งี่เง่าดึงดันในความคิดเห็นตัวเอง แต่ในหลักการไม่เคยเปลี่ยน)