ผลของการตี สามารถหยุดยั้งการกระทำได้ผลในปัจจุบัน แต่มีผลต่อจิตใจในระยะยาว

       อาจารย์จิตวิทยาท่านหนึ่งบอกว่า ท่านสงสัยว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี"  ใครเป็นคนคิดคนเขียน  ที่ว่าคนโบราณ นั้น เป็นใคร   ไม่ทราบที่มาที่ไป ไม่มีหลักการใดรองรับ

 

      ผมลองมาสันนิษฐานดูครับ   ผมสันนิษฐานว่า "การเฆี่ยนตี"  หรือ คำสอนที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" มีที่มาจากการลงโทษของกฏหมายไทยครับ

 

     ในสมัยอยุธยา  มีการลงโทษอย่างโหดร้ายเพื่อตอบแทนให้สมแค้น เพื่อข่มขู่ยับยั้งให้เกรงกลัวและเข็ดหลาบ   เป็นการลงโทษเพื่อแก้แค้น ตอบแทน และข่มขู่ยับยั้ง  มุ่งลงโทษที่ตัวผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่  โดยการลงโทษร่างกายให้เจ็บปวดทรมาน โดยปกติใช้เฆี่ยนด้วยหวาย หรือทวนด้วยลวดหนัง จองจำหรือพันธนาการด้วย ขื่อคา พวงคอ ล่ามโซ่ ตรวน ขึ้นขาหย่าง บั่นทอนอวัยวะด้วยการตัดมือ ตัดเท้า ตอกเล็บ ควักนัยตา แหวะปาก ตัดลิ้น

 

    ในบทลงโทษนักเรียนของเก่าที่ยกเลิกไปแล้วของกระทรวงศึกษาธิการ    ที่ให้ตีด้วยไม้เรียวเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.7 เซ็นติเมตร  ก็น่าจะเลียนแบบการลงโทษสมัยอยุธยานั่นแหละครับ  เป็นการตีเพื่อให้เข็ดหลาบ หรือ หลาบจำ

 

     การตี    ผมยอมรับว่า   เป็นการหยุดยั้งพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องได้ครับ   แต่เป็นการหยุดยั้งได้ชัวคราว และแก้ได้ผลในระยะสั้น

 

     เพราะในระยะยาว   ผลของการตี   จะเป็นการสร้างรอยแผลในใจให้เด็กครับ   เด็กจะเก็บกด ก้าวร้าว  ไม่เชื่อฟัง  ต่อต้านอยู่ลึกๆในใจ  และ ยากที่จะลบรอยแผลเจ็บปวดออกไปจากใจได้

 

      ผมว่ามาแก้ปัญหาเด็กด้วยการไม่ตีกันดีกว่านะครับ    ได้ผลทางใจในระยะยาว    แต่ทั้งพ่อแม่และคุณครูต้องเหนื่อยและอดทนรอคอยบ้างครับ   พร้อมกับการ ให้ความรัก ให้อภัย ให้โอกาส

 

       การไม่ตีเด็ก  เป็นทานอันยิ่งใหญ่เลยครับ