การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของไทย
(Thai-Style School Based Management = Thai SBM)
โรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) ซึงเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้มีการพัฒนาระบบการบริหารและการจัดการศึกษาโดยปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการศึกษาตามหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) เน้นการกระจายอำนาจสู่ระดับโรงเรียน ระดมทรัพยากรทางการศึกษา ส่งเสริมให้บุคลากร องค์การ ชุมชน สถาบันต่างๆ มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและสร้างเครือข่ายทางการศึกษา ประกอบกับแผนยุทธศาสตร์การศึกษาในแผนพัฒนากรุงเทพมหานครระยะที่ 6 (ปี 2547-2549) แผนยุทธศาสตร์สำนักการศึกษา ปี 2548-2550 และ ปี 2549-2552(ปัจจุบัน) ระบุชัดเจนให้กรุงเทพมหานครมีแผนส่งเสริมระบบบริหารจัดการศึกษาสถานศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management : SBM)
การปฏิบัติและผลสำเร็จจากการกระจายอำนาจการบริหารจัดการทางการศึกษาของโรงเรียนวัดราษฎร์นิยมธรรม(พิบูลสงคราม) ทั้ง 4 ด้าน ดังนี้
1. ด้านการบริหารทั่วไป
- ในกรณีการบริหารงานบุคคลและการบริหารงบประมาณ ได้กระจายอำนาจการบริหารทั่วไปไปยังคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายการดำเนินงานวิชาการและบริหารทั่วไปกับโรงเรียนทั้งที่อยู่ในระดับเดียวกัน ระดับเหนือกว่าและด้อยกว่า มีการสร้างเครือข่ายกับวัดซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียน คือ วัดราษฎร์นิยมธรรม(หนองผักชี) ส่วนราชการอื่น ๆ เอกชน และสถานประกอบการเพื่อนำไปสู่การแลกเปลี่ยน ในส่วนของข้าพเจ้าเป็นตัวแทนไปอบรมร่วมกับโรงเรียนในเครือข่าย การแสดงผลงานร่วมกันของโรงเรียนในเครือข่าย
การประชุมผู้ปกครองเพื่อเลือกคณะกรรมการเครือข่ายฯ
การนำนักเรียนร่วมกิจกรรมสำคัญทางศาสนา
- ประสบการณ์ทางการบริหารและประสบการณ์ทางวิชาการ บันทึกข้อมูลในโปรแกรมฐานข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ มีการนำข้อมูลด้านต่าง ๆ ของโรงเรียนมาวิเคราะห์และนำผลของการวิเคราะห์ไปใช้ในการกำหนดเป้าหมายของโรงเรียน
การประชุมสรุปผลงานโครงการ/กิจกรรมและบันทึกผล
การบันทึกข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
- การวางแผนพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยการนำแผนไปปฏิบัติ มีการติดตามประเมินผล รายงานผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงงาน และปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้ดีขึ้นเป็นระยะ
การรายงานผลการปฏิบัติงาน
- พัฒนากิจกรรมเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างเด่นชัด เช่น พัฒนาสุขภาพและร่างกาย(โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ)
นำนักเรียนเข้ารับรางวัลตามโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ
2. ด้านวิชาการ
- เข้าร่วมอบรมเพื่อกำหนดเป้าหมายทางวิชาการ และกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้ก้าวไปถึงเป้าหมายด้วยตนเอง
ผู้บริหารประชุมหัวหน้าสายงานเพื่อวางแผนการปฏิบัติงาน
- ช่วยจัดการติดตั้งสัญญาณ Wireless Network ครอบคลุมทั่วโรงเรียน
ดำเนินการติดตั้งสัญญาณ Wireless Network
- การที่นักเรียนได้แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองทำให้นักเรียนกล้าซักถาม กล้าอภิปรายบรรยากาศในห้องเรียนจึงเปิดเผย สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ทั้งด้านอารมณ์ สังคมและจิตใจจึงได้รับการพัฒนาไปด้วย
บรรยากาศในชั้นเรียน
- เข้าร่วมการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอกให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-centred) และให้นำแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ไปปฏิบัติ แม้ว่าอาจไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็ได้แสดงความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนของตนอย่างต่อเนื่อง มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เรียนจากเพื่อนร่วมงาน และเรียนจากเอกสาร สื่อและแหล่งเรียนรู้อื่นตลอดเวลา
เข้าร่วมฝึกอบรมภายในและภายนอกโรงเรียนในเรื่องต่างๆที่สนใจ
- ให้ความสำคัญของการพัฒนางานวิชาการมากขึ้น โดยเฉพาะสนใจกิจกรรมพัฒนาสื่อ เทคโนโลยี
เลือกที่จะใช้สื่อทางเทคโนโลยีนำเสนอผลงานของโรงเรียน
3. ด้านบริหารงานบุคลากร
- มีส่วนในการพิจารณาความดีความชอบ การประเมินบุคลากร การยกย่องเชิดชูเกียรติครู โดยเสนอข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาหรือส่วนราชการระดับเหนือขึ้นไปพิจารณา แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วยตนเองตามแนวทางของการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
4. ด้านงบประมาณ
- คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพราะมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในโรงเรียน
การประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา
และคณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองเพื่อรับทราบปัญหา
จากการที่ข้าพเจ้าได้มาศึกษาวิชาการบริหารการศึกษา ทำให้ได้รับความรู้ หลักการแนวคิดและทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา ตลอดจนความรู้ในเรื่องมนุษย์สัมพันธ์ ซึ่งมีประโยชน์ อย่างยิ่งที่ข้าพเจ้าจะนำไปใช้ในการปฏิบัติงานจริง ในฐานะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา เพราะบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษานั้น มีบทบาทในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการในสถานศึกษาที่จะต้องรับภาระงานในการบริหารการศึกษา พัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นั่น คือ ให้ผู้เรียน เป็นคนดี คนเก่ง และมีความสุข ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาการศึกษา ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาในครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา 3 ด้าน คือ การพัฒนาตนเอง การพัฒนาเพื่อนร่วมงาน และการพัฒนางาน ตามขั้นตอนดังนี้
การพัฒนาตน ได้แก่
1) นำรูปแบบวิธีการต่างๆ ที่ได้รับมาสำรวจตนเองให้รู้จักตนเอง รู้จุดเด่น จุดด้อย พยามที่จะแก้ไขปรับปรุงตนเอง
2) รับฟัง วิเคราะห์ สังเคราะห์ ความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อนำมาพัฒนาตนเองให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงาน
3) ฝึกฝนตนเองให้มีอุดมการณ์ และค่านิยมที่ดีงามของผู้นำ มีคุณธรรม และใช้คุณธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติงาน
4) ฝึกฝนตนเองให้มีบุคลิกลักษณะของผู้นำ มีความรู้ ความคิด มีวิสัยทัศน์ และ มีทักษะความสามารถในหน้าที่ ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี แก่ผู้ร่วมงาน เพื่อสร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้ร่วมงาน
5) มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั่วไป เพื่อประโยชน์ในการประสานงานขอความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ได้แก่ การทักทายพูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี เป็นกันเอง ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นตามสมควร รับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน อารมณ์หนักแน่น มั่นคง มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน
พัฒนาคน (เพื่อนร่วมงาน) ได้แก่ 1) รู้คน ใช้คนให้ถูกกับงาน คนเรานั้น รักที่จะทำงานบนหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ งานที่ตนเองสนใจ งานนั้นท้าทายความสามารถ และงานนั้นไม่ซ้ำซากจำเจ ดังนั้น การจะมอบงานให้ผู้ใดทำจึงต้องคำนึงถึงหลักการ 3 ประการดังกล่าวนี้
2) ใช้หลักการมีน้ำใจในการทำงาน ในการเป็นผู้บริหารนั้น ในบางครั้งจำเป็นต้องเสียสละให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาบ้างตามสมควร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน แต่การมีน้ำใจ ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงเรื่องเงินทองเสมอไป อาจหมายถึงการให้ความรัก ความเมตตา ให้กำลังใจ ให้อภัยและให้ความเป็นมิตร สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการเกิดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ทำให้บุคคลพร้อมที่จะทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3) การสร้างความตระหนักให้ทุกคนในหน่วยงาน ให้เขาคิดว่าเขาเป็นส่วนสำคัญของหน่วยงาน สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ชี้นำให้เขาทำดีเพื่อสังคม เป็นพลังร่วมในการขับเคลื่อนองค์การไปสู่เป้าหมายตามต้องการ
4) ยกย่องชมเชย และสรรเสริญผู้ที่มีผลการปฏิบัติงานดี ตามโอกาสอันควร ให้เขามีกำลังใจพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับการทำงาน
5) การประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ตามคำกล่าวที่ว่า ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน
พัฒนางาน งานของผู้บริหาร ได้แก่ การอำนวยการและควบคุมกำกับให้บุคลากรทุกฝ่ายในองค์การได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความรู้ความสามารถ ดังนั้น ในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ข้าพเจ้าจึงใช้ความรู้ที่ได้รับมาพัฒนางาน ดังนี้ คือ
1) การวางแผน ( Planning ) เป็นขั้นตอนการกำหนดวัตถุประสงค์ และวางแผนว่าจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้อย่างไร
2) การจัดองค์การ ( Organization) เป็นการออกแบบและพัฒนาองค์การ ตามเป้าหมาย
3) การอำนวยการ ( Directing ) เป็นการใช้ความสามารถของผู้นำในการสื่อสาร จูงใจบุคลากรให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน
4) การควบคุม ( Controlling ) เพื่อให้องค์การดำเนินการบริหารงานอย่างราบรื่น
5) การจัดบุคลากรลงสู่หน่วยงาน ( Staffing ) เป็นการจัดบุคลากรให้ปฏิบัติงานตรงตามความรู้ความสามารถ
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า การเป็นผู้บริหารที่จะประสบผลสำเร็จในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำความรู้มาพัฒนาตนเอง พัฒนาเพื่อนร่วมงาน และพัฒนางาน เพื่อให้องค์การที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ได้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน