ฝนหลวง  การพัฒนาทรัพยากรแหล่งน้ำในบรรยากาศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงวิเคราะห์กรรมวิธีที่จะทำการผลิตฝนหลวงว่ามีขั้นตอนที่สามารถเข้าใจกันได้ง่าย  3  ขั้นตอน  คือ
ขั้นตอนที่  1  ก่อกวน โดยการใช้สารเคมีไปกระตุ้นมวลอากาศทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย  ให้เกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบนรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเมฆฝน    ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติเริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง  การทำฝนหลวงในขั้นตอนนี้จึงมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้นอากาศให้เกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน  เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระดับการเกิดเมฆ  ระยะเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานของขั้นตอนแรกนี้ ควรดำเนินการในช่วงเช้าของแต่ละวัน สารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนนี้  ได้แก่ สารแคลเซียมคลอไรด์  สารแคลเซียมคาร์ไบด์     สารแคลเซียมอ๊อกไซด์  หรือสารผสมระหว่างเกลือแกงกับสารยูเรีย หรือสารผสมระหว่างสารยูเรียกับสารแอมโมเนียไนเตรท ซึ่งสารผสมดังกล่าวนี้  แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำก็ตาม  แต่ก็สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้อันเป็นการกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในมวลอากาศ  อีกทั้งยังเสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เหมาะสมต่อการเกิดเมฆทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมายอีกด้วย
ขั้นตอนที่  2  เลี้ยงให้อ้วน เป็นขั้นตอนสำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง  เนื่องจากเป็นระยะที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโตจึงใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและประสบการณ์ผสมผสานกลยุทธในเชิงศิลปะแห่งการทำฝนหลวงควบคู่ไปพร้อมกัน  เพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวงที่ทรงค้นคว้าขึ้นมา  โดยไม่มีสารอันเป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
                   การปฏิบัติงานต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่าจะใช้สารเคมีชนิดใดและอัตราใดจึงจะเหมาะสม  ในการตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวง  ณ  ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ  เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลที่จะทำให้ก้อนเมฆขยายตัวหรืออ้วนขึ้นและป้องกันมิให้ก้อนเมฆสลายตัว     การวางแผนปฏิบัติการในขั้นตอนนี้จำต้องอาศัยข้อมูล  และความต่อเนื่องจากขั้นตอนแรกประกอบการพิจารณาด้วย   การสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพเมฆที่เกิดขึ้น  จึงกล่าวได้ว่าขั้นตอนนี้การวางแผนปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเมฆที่เกิดขึ้นมีความสำคัญยิ่ง
                  สารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนนี้มักได้แก่ เกลือแกง  สารประกอบสูตร ท.1 (เป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จากกระบวนการอิเลคโตรไลซิส  ซึ่งเป็นผลงานค้นคว้าของ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์  เทวกุล)  สารยูเรีย     สารแอมโมเนียไนเตรท  น้ำแข็งแห้ง  และบางครั้งอาจใช้สารแคลเซียมคลอไรด์ร่วมด้วย  โดยพิจารณาลักษณะการเติบโตของเมฆ  บริเวณเมฆและการเกิดฝนในวันนั้น ๆ เป็นหลัก
ขั้นตอนที่  3  โจมตี เมื่อกลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้  โดยภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย  สังเกตได้ถ้าหากเครื่องบินเข้าไปในกลุ่มเมฆนี้แล้ว จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบิน    ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด          เพราะจะต้องอาศัยความชำนาญและและประสบการณ์เป็นอย่างมาก  เหนือสิ่งอื่นใดต้องรู้จักใช้เทคนิคในการทำฝนหลวงซึ่งพระองค์ท่านทรงให้ข้อคิดว่าจะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวงด้วยว่า  ในการทำฝนหลวงของแต่ละพื้นที่นั้นต้องตอบสนองความต้องการอันแท้จริงของราษฎรใน  2  ประเด็น คือ  เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตกให้กับพื้นที่ (Rain Enhancement)  และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน (Rain Distribution)  ซึ่งทั้ง  2  วัตถุประสงค์นี้ได้เป็นแนวทางในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพสกนิกรให้คลายความเดือดร้อนยามขาดแคลนน้ำเรื่อยมา ตราบเท่าทุกวันนี้  เพราะความต้องการน้ำของมนุษยชาตินับวันแต่จะทวีขึ้นอย่างเกินคาด  สืบเนื่องมาจากผลกระทบที่เกิดจากปฏิกิริยาเรือนกระจกของโลก (Green House Effect)  ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลดังเช่นในอดีต