ความเข้าใจ เกี่ยวกับ ผี หรือ จิตวิญญาณ
9 ก.ค.
52
คำว่า "ผี"
มักจะใช้เรียก "สิ่งที่ตายแล้ว" เรียกสิ่งที่ ออกจากร่างกายหยาบ ว่า
"ผี" ไม่ว่าจะเป็นร่างกายคนหรือสัตว์ ที่หมดลมหายใจแล้ว
ในความรู้สึกของคน ต่อคำว่า "ผี" จะเป็นไปในลักษณะทางลบ
เพราะไปจินตนาการ ตาม ภาพยนตร์
ตามรูปภาพที่เขานำมาเผยแพร่เพื่อความบันเทิง เพื่อการค้า
ทำให้เข้าใจว่าผีจะต้องมีลักษณะน่าเกลียด น่ากลัว น่าขยะแขยง
พอพูดถึง "วิญญาณ"
ก็จะเข้าใจว่า ต้องมีรูปร่างโปร่งแสง เป็นควันขาว ล่องลอยไปในอากาศ
หรือมีหน้าตาเหมือนกับร่างเดิม เหมือนในหนังฝรั่ง
ในภาพถ่ายที่หลายต่อหลายคน ถ่ายได้
แล้ว "ปีศาจ" ล่ะ คำนี้
ยิ่งน่ากลัวยิ่งขึ้น ต่างจินตนาการ ไปตามนิทาน ตามหนังสือ ตามภาพยนตร์
ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อการค้าขาย เพื่อความบันเทิง ทำให้เข้าใจไปว่า
ปีศาจ ต้องมีรูปร่างแตกต่างจากมนุษย์ อาจจะโตกว่า หรือ เล็กกว่า
หรือเท่าๆกับมนุษย์ แต่ต้องมีความดุร้าย กระหายเลือด ต้องกัดกินผู้คน
ต้องทำลายชีวิตผู้อื่น
เหล่านี้ล้วนเป็นความเข้าใจตามจินตนาการของคน
"ภูติ"
ก็จะเข้าใจว่า เป็นผีที่มีฤทธิ์ บางครั้งอาจเข้าใจว่าเป็น นางฟ้า หรือ
เทวดา ประจำอยู่ตามที่ต่างๆเช่น อยู่ในแม่น้ำ เช่น
ภูติแม่น้ำโขง อยู่ตามถ้ำ บ้างก็เรียก ภูติภูผา เจ้าป่า
เจ้าเขา เจ้าที่เจ้าทาง
"พราย"
จะมีความเข้าใจว่า เป็นผีที่คอยรับใช้ ผู้ที่มีพลังจิตเหนือกว่า
เข้าใจว่ามีฤทธิ์ ทำร้ายผู้อื่นได้
กระหายเลือด ซึ่งก็เป็นไปตามจินตนาการ ที่เกิดจากการ
หล่อหลอมโดยสื่อชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ ทีวี
แม้แต่ในวรรณกรรมในแต่ละชนชาติ เช่น เรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตัวขุนแผน
เองก็จะใช้
"โหงพราย" ไปดูลาดเลาอยู่บ่อยๆ รวมทั้ง คำว่า "พรายกระซิบ"
ก็เป็นที่มาของการใช้งาน ผีพราย อีกอย่างหนึ่ง
"สัมพะเวสี"
ก็เข้าใจว่าใช้เรียก "วิญญาณเร่ร่อน" ตะลอนๆไปเรื่อยๆ
เห็นที่ไหนเหมาะก็แวะพัก เขาไล่ก็ไป ถ้ามนุษย์ใดอ่อนแอกว่า ก็อาศัย
ร่าง เพื่ออาศัยพลังงาน สืบต่อจนกว่าจะหมดอายุขัย
"ผีเป้า
ผีโพรง ผีกระสือ" ผีเหล่านี้เข้าใจว่า
เป็นชนิดที่มีแสงอยู่ในตัวเอง ชอบหากินของเน่าเหม็น
มูลสัตว์ ซากสัตว์ จนกระทั่ง ไล่จับสัตว์เป็นๆ
"ผีเปรต" ก็จะมีความเข้าใจว่า ต้องสูง
เท่าต้นตาล ปากเท่ารูเข็ม ผอมหนังติดกระดูก ผมเพ้ารุงรัง
ส่งเสียงหวยโหย เพื่อขอส่วนบุญกับคนโน้น คนนี้ เออ..
เรื่องเกี่ยวกับเปรต นี่ ผมเคยเห็นกะตา มาแล้วนะ
เมื่อครั้ง อายุ 17 ปี ช่วงอยู่ ม.5 โรงเรียนเบ็ญฯ
วันนั้นขี่มอเตอร์ไซด์ ไปเล่นสวนที่ครอบครัว ซื้อทิ้งไว้แถบชานเมือง
ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 14 กิโลเมตร
สมัยนั้นยังไม่เจริญ ก็เต็มไปด้วยป่ารก มีบริเวณที่ถูกแพร้วถาง
ก็เฉพาะที่เราจะใช้ประโยชน์ ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ผักสวนครัว
นิดๆหน่อยๆ ผมเลิกเรียนก็ขี่รถไปเล่นสวน คนเดียว
สวนก็ไม่มีใครอยู่ บ้านชนบทของเราก็ปลูกห่างๆกัน ราว 1
กิโลต่อหลังเห็นจะได้ เวลาขณะนั้นประมาณ 5
โมงกว่าๆ ดวงอาทิตย์สาดแสงสีแดงทางขอบฟ้าทิศตะวันตก
บ้านเราเรียกว่า ช่วงเวลานั้นว่า "ผีตากผ้าอ้อม"
ผมนั่งคาบอยู่บนมอเตอร์ไซด์ กำลังจะสตาร์ทรถกลับบ้าน
ทันใดนั้นได้ยินเสียงกรีดร้อง ยาวๆ
"กรีดดดดดดดดดดด" เป็นเสียงที่แหลม เล็ก เย็น
หวยโหย และบาดลึก เข้าไปถึงขั้วหัวใจ ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน
และคิดว่าคงไม่มีสัตว์ชนิดใดบนโลกจะทำเสียงเช่นนั้นได้
เพราะทันทีที่สัมผัสเสียงดังกล่าว ขนทั่วร่าง ลุกเกลียว
ไม่ใช่ลุกธรรมดาทั่วไป มันมีความรู้สึกว่า เส้นขนยาวชี้
ตั้งแข็งออกมาจากร่างกายประมาณ 1 คืบ เส้นผมบนหัว ชี้ตั้งขึ้นไป
เป็นฟุต มีความรู้สึกว่า เราเหมือนตัวเม่น
เพราะขนมันเป็นหนามชี้ทั้งตัว ตำแหน่งของเสียงมาจากที่สูง
ผมเงยหน้ามองไปยังราวป่าทิศตะวันตก ซึ่งห่างจากผมไม่ถึง 20
เมตร ต้องเบิกตากว้างเลือกถลน เมื่อพบกับ ร่างเจ้าของเสียง
ตัวสูงจรดยอดไม้ ผมเพ้ารุงรังปิดบังใบหน้า ผอมหนังหุ้มกระดูก
ผิวสีน้ำตาลเข้ม มีเศษเสื้อผ้าขาดวิ่น ลอยชายลงมาถึงเอว
จากโคนขาลงมาถึงปลายเท้า ไม่มี เห็นเฉพาะช่วงบน สองแขนยาว
ห้อยลงมาน่าจะถึงบริเวณเข่า แต่ภาพที่พบมองไม่เห็นขานะ
ไม่รู้ว่าชายรึหญิง ความสูงอยู่ระดับยอดไม้คะเนดู ก็ประมาณ 10 เมตร
ในขณะนั้นรู้ทันที ว่า "เปรต" แน่นอน มองกันอยู่ราวนาทีเศษ
ร่างนั้นก็จางหายไป พร้อมกับเสียงกรีดร้องครั้งที่ สอง
"กรีดดดดดดดดดดด" เสียงร้องในตำแหน่งเดิม
แสดงว่าเจ้าของร่างยังคงยืนอยู่ที่เดิม ผมสตาร์ทรถ แชะๆ แชะๆ
กว่าจะติด ไอ้เรากลัวก็กลัว รถก็ไม่เป็นใจ เมื่อรถติด
บิดคันเร่ง สุดชีวิต มาได้ถึงครึ่งทางในสวน ได้ยินเสียงเดิม
กรีดร้องในตำแหน่งเดิม เป็นครั้งที่ สาม "กรีดดดดดดดดดดด"
ผมก็บิดคันเร่ง พร้อม เปล่งเสียง
สุดดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์เพื่อเรียกความกล้า ของตนกลับคืนมา
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก" แต่กล้าขนาดไหนก็ไม่กล้ามองกระจกข้าง
กลัวว่าจะเห็นภาพใครมานั่งซ้อนท้าย "บรือออออ" พูดแล้วขนลุก
กลับถึงบ้านก็ยังไม่เล่าให้ใครฟัง เกรงว่าถ้าใครไปสวน
เดี๋ยวเขาจะกลัว ... นั่นเป็นประสบการณ์ บางส่วน
ที่ทำให้ผมจนใจค้นคว้า เรื่องวิญญาณ คิดแล้วอยาก พบกับ
เปรตอีกหลายๆครั้ง จะได้ถ่ายภาพมาฝาก ท่านผู้อ่าน และเป็นการยืนยัน
อีกหนึ่งเสียง ว่า "เปรต" มีอยู่จริง "นรก" ก็มีอยู่จริง ไม่ใช่
เป็นเพียงตำนาน จะทำให้เราๆ ท่านๆ
มีความมั่นใจ และมุ่งมั่นทำความดี ละชั่ว เพื่อจะได้ไม่ไปเกิดยัง
"มิตินรก" เอาเป็นว่าบุญกุศลใดอันเกิดจากการเล่าเรื่อง
วิญญาณเปรต ในสวน ผ่านเว็บวิชาการดอทคอม ก็ขอแผ่ผลบุญดังกล่าว
ให้กับวิญญาณเปรตตนนั้น ของให้พ้นทุกข์จากภพภูมิดังกล่าวโดยเร็ว
ให้มีความสุขความเจริญในภพภูมิที่สูงขึ้น และให้พ้นจาก วัฎสงสาร
ในที่สุด เทอญ...
เรื่องราวเกี่ยวกับเปรต มีรายละเอียดเยอะเหมือนกัน จะค่อยๆเล่าไป
"ผีปอบ"
ผียอดฮิตในสังคมไทย ด้วยเหตุที่ นำมาสร้างเป็นหนังผี ที่เฮฮา สนุกสนาน
เร้าใจ ตั้งหลายภาค สร้างจนเพี้ยน ไปเหมือนผีดิบ ผีดูดเลือดของฝรั่ง
เข้าไปโน่น ก็เป็นไปเพื่อความบันเทิง เอาเข้าจริงๆ
ผีปอบที่ว่าเป็นอย่างไร บางคนก็ว่า ถ้าฝัน เห็นสนัขมาป้วนเปี้ยน
หรือไล่ขบกัด นั่นแหละเราได้สัมผัสกับวิญญาณ ถ้าหมาสีดำ
นั่นแหละวิญญาณ ปอบ บางคนว่า
ปอบตัวไหนที่มีพลังมากๆจะเห็นเป็นลิงตัวใหญ่ ที่ว่ามา นั่นถูกทั้งหมด
แต่ที่ไปไล่กัดกินเหมือนในหนัง รู้สึกจะเป็นการต่อเติม
ตามจินตนาการของผู้สร้างเพื่อให้เห็นถึงความน่ากลัว ผีปอบ
เป็นวิญญาณอยู่ในภพภูมิอสุรกาย ที่ต้องการพลังงานชีวิต
ของสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ เช่น สัตว์เดรรัจฉาน พวกสัตว์ใหญ่ๆ
ช้าง ม้า วัว ควาย เสือ สิง ฯลฯ และ คน
โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสภาวะอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยไข้ เด็ก เด็กทารก
หญิงคลอดบุตร ฯลฯ วิญญาณปอบ จะเข้าสิง เพื่อดูดซับพลังงานชีวิต
บางครั้งอาศัยแฝงร่าง เป็นหลายๆปี จนผู้ตกเป็นเหยื่อผอมโซ และ
เสียชีวิตในที่สุด ถ้าเข้ากินพลังงานเด็กทารก
มักจะทำให้เหยื่อสิ้นใจในบัดนั้น การไล่ปอบ ก็มีหลากหลายวิธี
ดังที่ท่านเห็นในหนัง ใช่ทั้งหมดเลย มีทั้งการใช้ความรุนแรง
การใช้คาถาอาคม การใช้เล่ห์กล การใช้คารมหลอกล่อ ระหว่างผู้เป็นหมอผี
กับ วิญญาณปอบ เอาเป็นว่า ปอบ นี่กลัวความเจริญ นะ เมื่อมีไฟฟ้า
เข้าไปตามชนบท ผีปอบก็ อพยพหนีไปที่อื่น ไม่อยู่ในเมือง
รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องปอบ ก็จะค่อยๆทะยอยเล่าสู่กันฟัง
ช่วงวัยรุ่นได้เผชิญกับวิญญาณปอบ มาหลายครั้งเหมือนกัน ต้องขอบอกนะ
เจอครั้งแรก สั่นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ รวบรวมสมาธิไม่ได้เลย
ยังไม่มีภาพเกี่ยวกับวิญญาณกลุ่มนี้ แต่เคยเห็น
ตัวตนที่แท้จริงของวิญญาณกลุ่มนี้ ต่อไปผีอะไรอีกล่ะ
"ผีฟ้า""ผีแถน""ผีไท้"
ก็เป็นกลุ่มวิญญาณที่อาศัยร่างมนุษย์เพื่อทำภาระกิจ อย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยมีการแลกเปลี่ยนกับเครื่องสังเวยเครื่องเซ่น เครื่องสักการะ
จะมีพิธีกรรมประกอบมากมาย ตามความเชื่อถือและประเพณีของแต่ละเชื้อชาติ
กลุ่มชน
วันนี้พักแค่นี้ก่อน ครับ ผมกำลังจัดเตรียมรูปวิญญาณ
บางส่วน เพื่อประกอบงานเขียน นี้ รอก่อนนะครับ...
12 ก.ค. 52
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วย
รูปนี้

ภาพ 1 ถ่ายที่ มุกดาหาร ประมาณ 2
ทุ่ม ในภาพเห็นวิญญาณคล้ายควันสีขาว ต้องใช้คำว่า
"คล้ายควัน" ไม่ใช่ "เป็นควัน" เนื่องจากว่า สิ่งที่เราเห็นในภาพ
ไม่ใช่ควัน แต่เป็น อีกรูปร่างหนึ่งของวิญญาณ
นักวิญญาณวิทยาฝรั่ง จะเรียกว่า Extoplasm ซึ่งตามแนวคิดของผม
เห็นว่า ยังไม่ถูกต้องและไม่ตรงกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าใช้คำว่า
"คล้าย" หรือ "เสมือน"
จะอธิบายได้ใกล้ความจริงของสิ่งนั้นมากกว่า
เมื่อมองสิ่งที่เหมือนควันสีขาว ก็คล้ายศีรษะหญิงสาว
ผมยาวสลวย นี่เป็น การเปลี่ยนพลัง
ของดวงวิญญาณ ให้ปรากฎเป็น กายละเอียด ซึ่งร่างของ คน สัตว์ ที่มองเห็น
จับต้องได้ เรียกว่า กายหยาบ

ภาพที่ 2 เป็นภาพต่อเนื่องจากภาพที่แรก เวลาห่างกัน 5
วินาที ช่วงช่องว่างกลางภาพนี้ จะเห็นดวงวิญญาณรูปทรงกลม
ชัดๆอยู่ 4 ดวง มีดวงเล็ก สีเทา มีลักษณะแปลกๆมองดูเหมือน ดาวกระจาย
3แฉก นั่นเป็น ภาพการกลับมาสู่ รูปลักษณ์เสถียรของวิญญาณ(เป็นรูปร่างเดิมที่วิญญาณ
คงทนที่สุดไม่ต้องใช้พลังงานมาก)

ภาพที่ 3 ถ่ายที่อ่างเก็บน้ำห้วยวังนอง อุบลราชธานี เวลา 2
ทุ่มกว่า เป็นภาพที่วิญญาณ ดวงกลมสีเหลืองเปล่งประกาย กำลังใช้พลังงาน
เพื่อเปลี่ยนรูปร่างให้เป็น กายละเอียด หรือ เหมือนควันสีขาว

ภาพที่ 4 ถ่ายบริเวณ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2
จังหวัดมุกดาหาร เวลา 3 ทุ่มครึ่ง ดวงวิญญาณ 5 ดวง ในภาพ
ต่างอยู่ใน รูปลักษณ์เสถียร
แสดงสีสัน ต่างกัน บ้างก็แสดง
เป็นหน้าเป็นตา เป็นปาก ถ้าเขาเคลื่อนที่ช้า
เวลาถ่ายภาพออกมา ก็จะลักษณะ ทรงกลมอย่างนี้

ภาพที่ 5 แสดง รูปลักษณ์เสถียรของวิญญาณ 2 ดวง
ถ่ายที่วัดสุปัฎนาราม อุบลฯ เวลา ตี 1 กว่า

ภาพที่ 6 ถ่ายที่วัดพระธาตุหนองบัว อุบลฯ ท่านดูภาพนี้ ก็คงบอกว่า
เหมือนกับภาพที่ 4-5
แท้จริงแล้ว ยังไม่ใช่ รูปลักษณ์เสถียรของวิญญาณ นี่คือ
...นี่คือ อะไร ยังไม่ถึงบทที่ผมจะกล่าวในตอนนี้ ครับ
ถ้าท่านรู้ความจริง ต้องตกตะลึง ตื่นเต้น กลัว
อย่างที่ผมเคยรู้สึกเช่นนั้นมาก่อน ... ว่ากันต่อเถอะครับ

ภาพที่ 7 ถ่ายที่ปราสาทหินพนมรุ้ง บุรีรัมย์ มีนาคม ปี 52
ในภาพจะเห็น ดวงวิญญาณทรงกลม หลายดวง สีเหลืองทอง สีส้ม สีเทา
อยูในรูปลักษณ์เสถียร

ภาพที่ 8 ยังอยู่ใน ปราสาทหินพนมรุ้ง
มีดวงวิญญาณสีทองหลายดวง

ภาพที่ 9 ภาพขยายดวงวิญญาณสีส้ม ภาพที่ 10
ภาพขยายดวงวิญญาณสีม่วงอมชมพู
ภาพที่
11 ภาพที่
12

ภาพที่13
3 ภาพนี้ถ่ายจากบริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำมูล จังหวัดอุบลราชธานี
ต่างเวลา ต่างสถานที่ แสดงให้เห็น
เมื่อวิญญาณเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
จะมีส่วนของพลังงาน พวยพุ่ง คล้ายดาวหาง
ภาพที่ 14 ถ่ายจากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล
อุบลราชธานี จะเห็นกลุ่มดวงวิญญาณ จำนวนมากพุ่งขึ้นมา
ทั้งจากส่วนที่เป็นพื้นดิน และพื้นน้ำ ดวงไหนที่เคลื่อนที่ช้า
ก็จะเป็นลักษณะทรงกลม

ภาพที่ 15 ดวงวิญญาณพุ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
สังเกตจะเห็นดวงตา 2 ดวง
ถ่ายที่ย่านกิโลศูนย์ อ.เมือง
จ.อุบลราชธานี

ภาพที่ 16 นี่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ การเปลี่ยนพลังงานวิญญาณ
เพื่อเปลี่ยนรูปร่าง หรือ ที่เราเรียกกันว่า การแปลงร่าง อาจจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ ชนิดใดชนิดหนึ่ง
เพื่อจุดประสงค์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
1. เพื่อหาร่างกายหยาบ ของสัตว์ชนิดนั้น
ในการเกิดครั้งต่อไป
2. เพื่อสะดวกในการเดินทาง
3. เพราะ ตายจาก สัตว์ชนิดนั้น และพลังวิญญาณ
มีไม่มากพอ(ถ้าบ้านเราคงเรียกว่า บุญยังไม่ถึง) ที่จะไปควบคุมร่างกายหยาบ
ที่มีความซับซ้อน กว่าร่างเดิม ซึ่งศาสนาพุทธเรา
เรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า
ยังไม่หมดเวรหมดกรรม ต้องไปเกิด
เป็นสัตว์ วนเวียนอยู่อย่างนั้น
จนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม

ภาพที่ 17 ถ้าคนทั่วไปคงเข้าใจว่าเป็นภาพของ แมลง แท้จริงแล้วเป็น
วิญญาณแปลงร่าง ครับ

ภาพที่ 18 ก็เป็นร่างแปลงของวิญญาณ ในรูปแมลง ซึ่งในตำนาน
พรานป่า นักกรรมฐาน และพระธุดงค์ มักจะเล่าขานคล้ายๆกันว่า
"ชาวเมืองลับแลหรือผีบังบด"
ชอบแปลงกายเป็นแมลงในการเดินทาง ไปดูซีกโลกตะวันตก
ในตำนานของฝรั่ง ก็จะมี นางฟ้าตัวน้อยๆที่มีปีก หรือ ภูติตัวน้อย มีปีก
อาศัยอยู่ตามป่าเขา ซึ่งก็มีจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ในตำนาน
อยู่ที่ว่า เราจะสัมผัสได้ไหม ผมเองก็งง ไปถ่ายมาได้ยังไง
ภาพที่ 19 ถ่ายใน วิหารพระพุทธชินราช พิษณุโลก
ดวงวิญญาณเทวดา เห็นรอยยิ้ม สังเกตให้ดีจะมีรัศมีสีม่วงอมชมพู
รอบดวงวิญญาณ บางคนอาจจะสงสัย อ้าว วิญญาณเทวดาทำไม
ไม่เหมือน ที่เขาวาดไว้อยู่ตามภาพจิตรกรรมฝาฝนัง
ที่เหมือนเขาวาดไว้ก็มี ที่แตกต่างจากที่วาดไว้ก็มี ระดับชั้นเทวดา
มีร่างกายเป็นทิพย์
มีความละเอียด กว่า กายละเอียด ของวิญญาณทั่วไป เห็นได้ยากหน่อย
แต่ท่านไม่ต้องกังวล ผมต้องมีอะไรดีๆมานำเสนอเป็นแน่
บอกแล้ว วิญญาณเป็นของธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นวิทยาศาสตร์
พระพุทธเจ้า
เป็นผู้สอน แบบวิทยาศาสตร์
คนแรกของโลก ผมลูกศิษย์พระพุทธเจ้า
ก็จะต้องเจริญรอยตาม
การปล่อยวางทางความคิด การปล่อยวางออกจากขอบเขตของข้อจำกัด
การปล่อยวางออกจากความรู้ จะนำพาท่านไปสู่ ความรู้ที่คาดไม่ถึงเสมอ
ดังที่วาทะของนักฟิสิกส์โลก
อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าวเล่นๆไว้ว่า " จินตนาการ
สำคัญกว่าความรู้ " ส่วนในความเห็นของผม "สิ่งที่สำคัญยิ่ง กว่าจินตนาการ คือ ธรรมชาติ"
เพราะธรรมชาติ ก็เป็นของเขาอยู่แล้ว
ใครจะเห็น ไม่เห็น เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น ใครจะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ
เขาก็เป็นอยู่อย่างนั้น

ภาพที่ 20 ถ่ายที่มุกดาหาร ปี 51 บริเวณอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่ง
อีกรูปลักษณ์หนึ่งของ รูปลักษณ์เสถียรของดวงวิญญาณ
แต่ขอบอกท่านก่อน นี่อาจจะไม่ใช่วิญญาณก็ได้ หรือ
อาจเป็นวิญญาณที่ไม่ธรรมดา
ดูภาพต่อไปครับ

ภาพที่ 21 ก็ยังเป็น บริเวณอ่างเก็บน้ำ ถ่ายตอนกลางวัน 9
โมงเช้า ดวงวิญญาณสีขาว ที่มีรูปร่างคล้ายจานบิน
ก็อย่าเพิ่งไปด่วนสรุปครับ ยังมีให้ชมอีกวันนี้ดึกมากแล้ว
ตี 3 ครึ่งแล้ว
ขอตัวพักผ่อนก่อนครับ ...ฝนก็ตกดี๊ดี อากาศตอนนี้เย็น
ชุ่มฉ่ำเชียว
....เล่าประสบการณ์โดย ยรรยง
สินธุ์งาม...
แนะ นำlinks
ที่เกี่ยวข้อง
หลักความเชื่อของพระพุทธเจ้า (หลักกาลามสูตร) http://www.vcharkarn.com/vblog/11858
ฉกามาพจร สวรรค์ 6 ชั้น http://www.vcharkarn.com/vblog/34073
บั๊งไฟพญานาค :
หน้าผู้หญืงในลูกไฟ ไขปริศนาโดยรูปถ่าย http://www.vcharkarn.com/vblog/47178
แผนผังถ้ำพญานาค
http://www.vcharkarn.com/vblog/89320
วิธีจับภาพวิญญาณ http://www.vcharkarn.com/vblog/48518
พิสูจน์ UFO
1 ฝูงยูเอฟโอโผล่พิษณุโลก http://www.vcharkarn.com/vblog/64401
พิสูจน์ UFO
2 ยานล่องหน http://www.vcharkarn.com/vblog/67197
พิสูจน์ UFO
3 จานบินโผล่กลางเมืองอุบล http://www.vcharkarn.com/vblog/89812
หาดคูเดื่อ
แหล่งท่องเที่ยวอุบล http://www.vcharkarn.com/vblog/89899
โดย ยรรยง สินธุ์งาม
ยอดเยี่ยมเลยครับ ถ่ายมาได้ยังไงครับ ใช้กล้องถ่ายภาพทั่วไปหรือว่ากล้องที่ออกแบบมาพิเศษสำหรับถ่ายภาพพลังงานโดยเฉพาะครับ
สวัสดีครับ คุณธนศักดิ์
เป็นกล้องธรรมดา ที่ซื้อจากบูธขายกล้อง ตามห้าง นี่แหละครับ แต่ตั้งใจซื้อเพื่อมาถ่ายวิญญาณ คุณลองเข้าไปดู ตามลิงก์ ข้างล่าง ในนั้นเขาจะแนะวิธี ทำให้กล้องถ่ายพลังงาน วิญญาณ ได้ ครับผม
http://www.vcharkarn.com/vblog/48518 กล้องถ่ายวิญญาณ
ขอบคุณครับ ที่แวะมาเยี่ยม ได้ผลยังไง ก็ส่งภาพมาให้ดูหน่อยนะครับ
ตามmail [email protected]
กว่าจะถึงจุดนี้คงใช้เวลาหลายปี
พร้อมประสบการณ์ดี ๆ ที่ควรศึกษา
ขอบคุณ เช่นกัน ครับ อาจารย์ธรรมทิพย์ ที่แวะมาให้กำลังใจ
ภาพถ่ายที่อาจารย์ถ่ายได้ดิฉันมีมากมายหลายรูป...ถ้าอาจารย์สนใจโพสข้อความไว้นะค่ะแล้วจะส่งไปให้ทางอีเมลล์...ดิฉันถ่ายได้จากกล้องธรรมดาเหมือนกัน...แมลงที่อาจารย์บอกว่าเป็นวิญญาณนั้นดิฉันเรียกว่าสปายหรือสายสืบของวิญญาณค่ะ เค้าจะมาคอยสอดส่องและดูความประพฤติของเรา ตอนแรกที่ถ่ายได้ก็งงเหมือนกันนึกว่ายุงหรือแมลงแต่ว่าเพราะหาแมลงหรือยุงมาถ่ายใหม่ก้จะไม่ได้ภาพแบบนี้ค่ะ
ขอบพระคุณมากครับ คุณริศา
ส่งข้อมูลตามเมล์นี้เลยขอรับ [email protected]
กราบขอบพระคุณในความเอื้อเฟื้ออีกครั้ง ครับผม
ยรรยง สินธุ์งาม
น่าสนใจมากครับอาจารย์
ผมเองเคยเจอกับตัวเองจังๆครั้งหนึ่งเกี่ยวกับลูกไฟสีแดง ขนาดใหญ่ที่ลอยได้ มีขนาดโตประมาณ 1.5 เมตร แต่เจอมานานแล้วตั้งแต่เมื่อ 42 ประมาณ 2 ทุ่มผมขี่มอร์เตอร์ไซค์มาและชนกับลูกไฟนั้นอย่างจัง จนเห็นโครงสร้างภายในของมันว่าเป็นเหมือนเลือดที่กระเพื่อมจนเหมือนไฟ และมีสีที่แดงคล้ำและในบางส่วนเป็นเหมือนเรืองแสง และมันไม่ได้ทึบทั้งหมด เหมือนมันถูกยึดด้วยพังผืดหรือเส้นไยอะไรสักอย่าง และมีการสั่นสะเทือนสูง เหมือนๆกับเป็นคลื่น ตอนที่ชนเหมือนผมได้ยินเสียงหวีดร้อง หรือเหมือนมันมีเสียงสั่นสะเทือน เหมือนเสียงหวอแต่โทนต่ำ ๆ ถ้าไม่ใช่ผีอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวก็ได้ เพราะไม่เห็นว่าเป็นรูปคนหรือสัตว์แต่อย่างใด แต่สีของมันเหมือนเป็นเลือด อาจจะว่าเหมือนเครื่องในของมนุษย์ก็คล้าย ๆ แต่มันไม่ใช่ไส้ แต่เพราะด้วยความตกใจกลัว ทำให้ผมไม่ได้มองว่าหลังชนกันแล้วมันผ่านผมไป มันมีสภาพเป็นยังไง แต่ที่แปลกคือทำให้รถมอร์ไซค์วิ่งได้ช้ามาก ๆ จนเลยไปเป็นกิโลเมตร ใช้เวลาขับนานมาก รถถึงวิ่งได้เร็วตามปกติ
ผู้เฒ่าผู้แก่เค้าบอก่วาเป็นว่านชนิดหนึ่ง
สถานที่ที่ผมพบนั้นไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ตอนนี้จะยังมีสิ่งนี้อยู่หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้บ้านคนก็เยอะขึ้น ตรงนั้นก็ไม่ใช่ป่าแต่อย่างใด ก็มีบ้านคนบ้างแต่ไม่หนาแน่น สถานที่ที่ว่า อยู่ ต.ปทุม อ.เมือง จ.อุบลฯ ใกล้ๆกับอ่างเก็บน้ำห้วยวังนอง ที่อาจารย์ไปถ่าย
ภาพที่ 3
อยู่ในซอยท่าทราย เข้าไปประมาณครึ่งซอย จะมีถนน 1 เส้นมาตัด จะกลายเป็นสี่แยกเยื้อง ๆ ก่อนถึงสี่แยกจะมีกองทรายใหญ่ๆ อยู่ ผมขี่มอร์เตอร์ไซค์มาจากถนนเส้นที่เค้าจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผา และจุดที่เจอดวงไฟ อยู่ก่อนถึงสี่แยกที่เยื้องกันดังกล่าว
ถ้าอาจารย์สนใจก็ไปพิสูจน์ได้ แต่ผมขอไม่ไปด้วย
ผมคิดว่าคงมีวิญญาณอยู่ไม่น้อยทีเดียวแถวนั้น เพราะอีกครั้งที่ผมเคยเจอ หลังจากเหตุการณ์นั้นมาหลายปีแล้ว คือขับรถยนต์ผ่าน ตอนตี 1 แม่นอนอยู่บ้าน ผมกลับถึงบ้านเห็นที่บ้านเปิดไฟ เปิดประตูรอ เพราะแม่ฝันว่ามีผู้หญิง เดินเข้ามาบอกว่า ให้ไปส่งอีกหน่อยยังไม่ถึงที่หมาย โดยมีผู้หญิงแก่ๆ และเด็กอีกหลายคนรออยู่ข้างนอกบ้าน แม่เลยบอกว่าให้คนแก่และเด็กเข้ามารอในบ้าน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าคนอื่นๆเข้ามาไม่ได้ ตอนนั้นแม่เข้าใจว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะเป็นแฟนผม แล้วแกก็ตื่นนอน แต่ไม่แน่ใจว่าฝันหรือเป็นจริง
ซึ่งตอนนั้นเพื่อให้ทุกคนสบายใจผมก็เลยหลอกไปว่าไม่มีอะไร แต่ถ้ามีพรุ่งนี้จะตักบาตรไปให้ก็แล้วกัน
ซึ่งที่จริงแล้ว ตอนผมขับรถตรงซอยท่าทรายที่ว่านี้ด้วยความเร็วประมาณ 60 กม. พอมาถึง ใกล้ๆ กับตรงกองทราย เหมือนรถมันชะลอความเร็วลงค่อนข้างมาก เหมือนๆ จอดรับใครสักคน แต่รถไม่ได้ถึงกับหยุดอยู่กับที่ พอขับมาอีกสักหน่อยเหมือนๆ ได้ยินเสียงเด็กๆ มันหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน แต่มองไปที่กระจกมองหลังก็ไม่เห็นสิ่งผิดปรกติแต่อย่างใด
แต่พอถึงบ้านแล้วฟังแม่เล่าให้ฟัง ตรงกับเหตุการณ์ที่เรารู้สึกพอดี
ตุ้ยได้ส่งรูปที่ถ่ายได้ที่บ้านสวนพีระมิด อ.บ้านนา จ.นครนายก นะคะ ไปให้ดูทางอีเมลล์คุณพี่ยรรยงค์ค่ะ ยังไง ฝากวิเคราะห์ด้วยนะคะ ตัวตุ้ยทราบแต่เพียงว่าเป็นดวงธรรมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่ะคะ แต่ไม่รู้พระองค์ไหนบ้าง อยากให้พี่ช่วยดูเป็นธรรมทานน่ะค่ะ เพราะคิดว่าน่าจะมีความชำนาญด้านนี้นะคะ และตุ้ยได้ติดตามงานเขียนของพี่แล้ว รู้สึกชอบมากค่ะ ติดอ่านเหมือนติดละครเกาหลีเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ