ในการประชุมต่างๆ ในประเทศไทย จะมีคนจำนวนหนึ่งที่เป็นนักมาทีหลัง กลับก่อน อ้างว่ามีธุระอื่นยุ่ง ซึ่งบางคนก็ยุ่งจริงๆ บางคนหัวไว มานิดๆ หน่อยๆ ก็จับประเด็นได้หมด ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมประชุมโดยตลอด
ผมไม่ชอบทำตัวเช่นนั้น ด้วยเหตุผล ๓ ประการ โดย ๒ ใน ๓ ประการนั้น เป็นเหตุผลเกี่ยวกับ KM
สมมติว่ามีการประชุมแบบแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกระบวนการ KM ที่ออกแบบไว้ให้ใช้เวลา ๓ วัน คนที่มาประชุม ๒ วันแรกแล้วกลับ อาจคิดว่าตนได้รับความรู้ ๒ ใน ๓ ของการประชุม หรือบางคนอาจคิดว่าตนหัวไว จับใจความได้หมดแล้ว ผมเห็นต่าง
ที่เห็นต่างเพราะผมคิดว่าการประชุมแบบ KM มีลักษณะของการเรียนรู้ที่ต่างจากที่เราคุ้นเคย
การเรียนรู้โดยทั่วไปเป็น “การรับความรู้จากภายนอก” แต่การเรียนรู้จากกระบวนการ KM เป็นการเรียนรู้แบบ “งอกงามจากภายใน” โดยที่มีการกระตุ้นจากเหตุการณ์และเรื่องเล่าในการประชุม เราเอาไป AAR ภายในใจและในสมองของเรา เกิดเป็นการเรียนรู้จากภายใน
ในลักษณะเช่นนี้ การเรียนรู้จึงเป็นการสั่งสมเรื่องราว ที่เป็น “ต้นทุนทางปัญญา” ให้เราเอามา AAR กับตนเองในระหว่างการประชุม และหลังการประชุม AAR ในที่นี้หมายถึงใคร่ครวญไตร่ตรอง ผมเคยใช้คำว่า “เคี้ยวเอื้อง” ในทางพระน่าจะตรงกับ จินตมยปัญญา หรือวิมังสา
ดังนั้น การเรียนรู้ในระดับที่ลึกและเชื่อมโยง ที่เกิดงอกงามภายในตนเอง จึงมักเกิดในตอนท้ายๆ ของการประชุม คนที่อยู่ประชุม ๒ ใน ๓ วัน จึงน่าจะได้ความรู้ไม่ถึงครึ่งของที่ได้หากอยู่ร่วมประชุม ๓ วันเต็ม นี่คือข้อสังเกตของผม ซึ่งไม่ทราบว่าถูกหรือผิด
การเรียนรู้ในกระบวนการ KM เน้นที่การเรียนรู้จากภายใน/งอกงามขึ้นภายในตน มากกว่าความรู้ที่ดูดซับจากภายนอก
ในกระบวนการ KM เราฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังเรื่องเล่าจากใจ เพื่อเอาไปกระตุ้นใจกระตุ้นสมองของเรา กระตุ้นส่วนที่อยู่ลึกๆ เพื่อให้เกิดการ “ระเบิดจากภายใน” หรือ “งอกงามจากภายใน” โดยฝึกการอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อให้กระบวนการงอกงามจากภายในมันทำงานตามธรรมชาติของมัน จึงเกิดกระบวนการ “คิดแบบไม่คิด” หรือเกิดการเรียนรู้ตามธรรมชาติ
เพราะมนุษย์สร้างระบบการศึกษาขึ้นมา ทำให้เราคุ้นเคยกับการเรียนรู้แบบ explicit knowledge นำ การมี KM จึงเป็นการเติมเต็มการเรียนรู้ โดยใช้แนวทาง tacit knowledge นำ ทำให้การเรียนรู้สนุกสนาน และประเทืองปัญญายิ่งขึ้น
เหตุผลประการที่ ๓ ของผม คือผมไปประชุมเพื่อทำหน้าที่เป็น “ผู้ให้” ด้วย ไม่ใช่เพื่อไปดูดซับเพียงถ่ายเดียว เมื่อการเรียนรู้เข้มข้นที่สุดในช่วงท้ายของการประชุม การให้ก็เข้มข้นขึ้นด้วย
วิจารณ์ พานิช
๑ พ.ค. ๕๓
เห็นด้วยค่ะ
คนเข้า1-2วันมักมาเรียนรู้แค่ concept แต่การที่จะฝึกฟัง AAR ถ้าไม่ทำเองจะไม่เข้าใจทำให้ใช้KMต่อไม่ได้ค่ะ
ในทัศนะกะปุ๋มมองว่า มันคือ ความงอกงาม และงอกเงยค่ะ
อันเป็นความงามแห่ปัญญาและมีจิตใจเป็นเครื่องหนุนนำ .. ที่สุดแล้วก่อเกิดเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน นอบน้อมในความคิดและปัญญาของผู้อื่น ขณะเดียวกันได้เกิดสภาวะแห่งการแบ่งปัน...อย่างไร้เงื่อนไข ที่ปรารถนาต่อยอดความคิด ความรู้...และพลังแห่งการงานให้เกิดขึ้น
ความเป็นคน...ได้ถูกลับคมและขัดเกลา ให้เกิดสภาวะที่ละเอียดขึ้น
การฟัง...ใคร่ครวญ...และตกผลึกออกมาในทัศนะของตน มันเหมือนกับเป็นการเติมเต็มโลกแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้งดงามค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ