ในภาวะบ้านเมืองไม่สงบ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทุกคนเกิดภาวะเครียดได้โดยไม่รู้ตัว หนึ่งเองก็เช่นกันค่ะ ถึงแม้เราจะไม่อยากเปิดทีวีดู แต่ก็ต้องติดตามข่าวบ้างเช่นกัน เพราะถ้าไม่รู้ข่าวเลย อาจแย่ยิ่งกว่า แต่ข่าวที่เราได้รับ และไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหนก็จะเจอแต่ภาพบ้านเมืองถูกเผาทำลายโดยคนไทยด้วยกัน การสู้รบกันเหมือนในหนังสงคราม เศร้าใจมากที่สยามเมืองยิ้มของเรากลายเป็นแบบนี้ ... T_T
โชคดีมากที่หนึ่งมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวันอีกครั้งในช่วงวันที่ 13-17 พ.ค. ที่ผ่านมาค่ะ หนึ่งคิดว่าในสภาะวเช่นนี้การมีสติจะช่วยเราทุกคนได้ มาฝึกสติกันดีกว่าค่ะ

 

ครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมพัฒนาคุณภาพของศูนย์มะเร็งอุดรฯ ที่จัดขึ้นทุกปีใน "โครงการพัฒนาทัศนคติ คุณธรรม จริยธรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน" อิอิ ชื่อโครงการย๊าววววยาวเนอะ
เล่าด้วยภาพดีกว่านะคะ ^^
การเดินทางไปศูนย์ปฏิบัติธรรมเวฬุวันจากอุดรนั้นสะดวกง่ายดายมากค่ะ หนึ่งขับรถไปเองจากอุดร ไปเส้นอุดร-ขอนแก่น เราสามาถมองเห็นทางเข้าศูนย์ฯเวฬุวันได้ชัดเจนค่ะจะอยู่ทางขวามือ เราต้องไปยูเทิร์นกลับมา แล้วเข้าซอยจะมีป้ายบอกไว้ชัดเจนค่ะ หรือจำง่ายๆคือซอยสวนกล้วยไม้ เลี้ยวเข้าไปไม่ไกลมากก็ถึงแล้วค่ะ
การเดินทางไปเวฬุวัน รายละเอียดตามลิ้งค์นี้เลยค่ะ => คลิกที่นี่
ถึงแล้วค่ะ เลี้ยวขวาเข้าไปตามทางได้เลย
พอมาถึงปุ๊บก็จะเจอกับ"แม่จ่อย"ซึ่งรอต้อนรับพวกเราอยู่ค่ะ ในการมาปฏิบัติธรรมคราวนี้นอกจากคณะเราแล้วยังมีอีกหลายคณะที่มาพร้อมๆกันค่ะ
รายชื่อหน่วยงานทั้งหมดที่มาปฏิบัติธรรมรุ่นเดียวกัน
แม่จ่อยให้เราเขียนป้ายชื่อเป็นหน่วยงานละสี ศูนย์มะเร็งฯเราได้ป้ายชื่อสีขาวค่ะ ได้รับป้ายชื่อแล้วก็เข้าไปที่พักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมทานข้าวเที่ยงที่โรงทานรอคณะอื่นๆที่กำลังทยอยกันมา
นี่คือที่พักของเราค่ะ และหนึ่งก็เปลี่ยนชุดพร้อมแล้ว ^^
บริเวณโรงทาน
ในรุ่นนี้มีหลายหน่วยงานได้แจ้งความประสงค์มาทางศูนย์เวฬุวัน แต่หน่วยงานผู้บริหารคูรอาจารย์พนักงานวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น ไม่ได้มาด้วยติดภาระกิจ แต่ก็มีพนักงานจากโรงแรมโฆษะมาแทน ดังนั้นจึงมีชาวศูนย์มะเร็งอุดรธานี สสจ.มุกดาหาร โรงพยาบาลยางตลาด และพนักงานโรงแรมโฆษะ
พวกเราโชคดีมากค่ะที่มาวันแรกตรงกับวันพระใหญ่ (เป็นวันพืชมงคลด้วย^^) คืนแรกเราจึงได้สวดมนต์ยาวกว่าปกติ และได้รับฟังเทศน์จากพระครูปลัดสิทธิวรวัฒน์
ในการปฏิบัติธรรมก็จะมีกิจกรรมคล้ายๆครั้งก่อนๆค่ะ คือ ทำวัตรเช้า-เย็น เดินจงกรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ ฟังเทศน์
ภาพนี้เป็นการเดินจงกรมโดยออกเสียงด้วย และเดินเป็นแถว
ในวันแรกๆของการปฏิบัติธรรม พระอาจารย์จะให้พวกเราเริ่มด้วยระยะเวลาสั้นๆก่อน ประมาณ 15 นาที คือเดินจงกรม 15 นาที นั่งสมาธิ 15 นาที พระอาจารย์บอกว่าในสามวันแรกพวกเราอาจต้องฝืนใจและฝืนตัวเองซักหน่อย แต่เมื่อผ่านวันที่สามไปแล้วนั้นเราจะสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องฝืน และจะสามารถทำได้ระยะเวลานานขึ้น และหนึ่งเองก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆค่ะ วันท้ายๆ แทบไม่รู้สึกปวดขาเลย นั่งได้นิ่งมากไม่ขยับจนครบเวลา (แต่จิตนั้นยังคงฟุ้งซ่านอยู่โดยปกติ อิอิ)
ภาพนี้พระอาจารย์พาเดินจงกรมหลังทำวัตรเช้า ไปที่ลานโพธิ์ แล้วนั่งสมาธิกันที่นี่
ภาพนี้เป็นการเดินจงกรมในวันท้ายๆแล้วค่ะ ไม่ต้องกำหนดด้วยการออกเสียง ต่างคนต่างมีสติอยู่กับตัวเอง
ตากล้องคือน้องฟ้าใส ลูกสาวของพี่กุ้ง (พี่พยาบาลศูนย์มะเร็งฯ พาลูกสาวไปปฏิบัติธรรมด้วย เวลาเด็กๆแต่งชุดขาวดูน่ารักมากมายค่ะ เสียดายไม่มีรูปน้องฟ้าใส เดี๋ยวคงต้องตามหาซะแล้วว่าอยู่กล้องไหน)
หลังจากเดินจงกรมแล้ว ก็นั่งสมาธิกันต่อค่ะ
ภาพจากกล้องของพระอาจารย์รุ่ง
ข้างหลังเป็นคณะจาก สสจ.มุกดาหาร กำลังถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกค่ะ ส่วนหนึ่งนั้นระหว่างรอ ก็ขอเก็บภาพเดี่ยวซักเล็กน้อย อิอิ
หนึ่งตื่นเต้นทุกครั้งที่เจอดอกสาละ อิอิ ต้นนี้ดอกสาละอยู่ไม่สูงมากค่ะ หนึ่งจึงขอถ่ายภาพคู่กับดอกสาละซะหน่อย
มีเบื้องหลังภาพนิดหน่อยคือ ตอนแรกมีดอกสาละอยู่ด้านซ้ายของภาพนะคะ สองสามดอกทีเดียวค่ะ หนึ่งเลยไปยืนใกล้ๆ ฝากให้น้องปิค(น้องพยาบาลที่มาด้วยกัน)ช่วยถ่ายภาพให้ น้องปิคกำลังเล็งยังไม่ได้กดชัตเตอร์ ดอกสาละดอกที่หนึ่งเล็งไว้ก็ร่วงลงมาซะงั้น เลยขยับไปใกล้อีกดอก แล้วบอกน้องปิคว่า ไม่ต้องเล็งมาก เดี๋ยวดอกสาละจะร่วงลงอีก แต่ก็ยังไม่ทันตั้งกล้อง ร่วงอีกดอกแล้ว โอ้ววววว คราวนี้หนึ่งเลยย้ายมาอีกฝั่ง โดยให้น้องปิคตั้งกล้องเล็งดอกนี้ไว้ก่อน แล้วหนึ่งรีบเดินไปยืนใกล้ๆ ถ่ายทันที ได้ภาพนี้มาในที่สุดค่ะ แหะๆๆ

 

ออกนอกเรื่องไปนี้สสสส กลับมาเรื่องปฏิบัติธรรมดีกว่าค่ะ ครั้งนี้หนึ่งประทับใจหลายอย่าง เริ่มจากตัวหนึ่งก่อนนะคะ หนึ่งมีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมทุกปี ปีนี้ต่างไปจากปีก่อนๆอย่างไรนั้น หนึ่งบอกได้เลยว่า หนึ่งเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกครั้งที่มาปฏิบัติธรรมพระอาจารย์ถึงให้เราเดินจงกรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ ฟังเทศน์ เมื่อก่อนสงสัยมากมายว่าทำไมๆๆ อิอิ วันนี้ได้เข้าใจว่าการที่เราเดินจงกรม การกำหนด ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ การนั่งสมาธิ การกำหนดยุบหนอ พองหนอ เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้เรามีสติ ฝึกให้เรารู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไร ไม่ปล่อยให้ใจเราล่องลอยไปคิดเรื่องอื่นๆ และหากใจเราคิดเรื่องอื่นๆซึ่งมันต้องเป็นแน่นอน อิอิ เพราะหนึ่งเป็นคนคิดมาก ฟุ้งซ่านโดยปกติอยู่แล้ว ก็ให้เรากำหนดรู้ว่า เราฟุ้งซ่าน นี่ก็ถือว่าใจเราไม่ได้ลอยไปที่อื่น แต่เรารู้ตัวตลอดเวลา แม้แต่เวลาที่เราฟุ้งซ่าน ^^ อย่างน้อย ปีนี้ หนึ่งก็นั่งสมาธิและเดินจงกรมได้นานขึ้นโดยไม่ปวดขา ไม่ปวดหลังเหมือนปีที่แล้วค่ะ หนึ่งยังกลับมาโม้เพื่อนๆอยู่เลยว่าปีนี้ทำไมไม่รู้ ไม่ปวดขาเลย ทุกคนช่วยกันสรุปว่า สงสัยเพราะหนึ่งฝึกโยคะด้วยรึเปล่า อืม..ก็อาจใช่เนอะ
ประโยชน์ที่หนึ่งได้จากการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ หนึ่งได้พบว่า การอยู่กับตัวเอง ให้เวลากับตัวเอง เป็นสิ่งที่เราละเลย ในแต่ละวันความคิด จิตใจเรา แทบไม่ได้อยู่กับตัวเราเลยค่ะ
ปกติหนึ่งเป็นคนคิดมากๆ คิดว่าสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความผิดคนอื่น โทษเวรกรรมไปโน่น แต่เมื่อได้อยู่กับตัวเอง หนึ่งกลับมามองตัวเอง ทำให้รู้ว่า บางครั้ง ตัวเราเองก็มีส่วนผิด อย่าโทษแต่คนอื่น อย่าโทษเวรกรรม อย่าไปโทษอะไรเลย เพียงแค่เราทำให้ดีที่สุด ผลที่ตามมามันก็จะดีเอง
มีผล ย่อมมีเหตุที่ทำให้เกิดผลนั้น  ถ้าเราทำเหตุให้ดี ผลที่ตามมาก็จะดี ^^

 

คำพูดที่พระอาจารย์พูดแล้วหนึ่งรู้สึกประทับใจมีเยอะมากมาย วันนี้ขอเขียนถึงประโยคที่จำขึ้นใจก่อนซักประโยค
"การทำความดีเปรียบเสมือนน้ำตก จะทำความดีนั้นยากนัก ต้องใช้ความเพียรมากมาย น้ำตกก็เหมือนกัน หากไม่พยายามทวนน้ำ เราจะขึ้นไปสู่จุดสูงที่สุดงดงามที่สุดได้อย่างไร สิ่งไม่ดีนั้นทำง่ายมาก แค่เราปล่อยตัวปล่อยใจเหมือนน้ำตกที่ตกลงสู่เบื้องล่างนั่นเอง ไม่ต้องมีความเพียร ก็สามารถทำได้โดยง่าย และสุดท้ายก็ต้องตกลงไปสู่เบื้องลางที่มีแต่สิ่งสกปรกเท่านั้น"
"ความกตัญญู เป็นพื้นฐานของคนดี" หากเราจะทำอะไรให้เจริญ เราต้องรู้จักคำว่ากตัญญู ทำดีกับใครที่ไหนไม่มีคุณค่าเท่ากับการทำดีต่อพระอรหันต์(พ่อแม่)ในบ้านของเราเอง
มีอีกมากมายค่ะที่ทำให้หนึ่งคิดได้อีกหลายๆเรื่อง สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิต ในการทำงาน ในการเรียนได้ด้วย ^^
อีกความประทับใจในการมาเวฬุวันครั้งนี้ คือ ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมจากศูนย์มะเร็งฯด้วยกันค่ะ ศูนย์มะเร็งฯจะมีผู้ชายมาประมาณสิบคนในวันแรก แต่ก็ทยอยกันกลับก่อนครบ 5 วันตามโครงการ อาจเนื่องด้วยภาระกิจหรือเรื่องส่วนตัว ก็ไม่ว่ากันค่ะ ของงี้ใครทำใครได้ ^^ วันที่สามเหลือผู้ชายจากศูนย์มะเร็งอยู่สามคน
พี่ประวิทย์กำลังพูดแสดงความรู้สึกที่ได้มาปฏิบัติธรรมครั้งนี้
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพี่ประวิทย์ (พี่พยาบาลในตึกพิเศษ) แทบทุกคนที่ศูนย์มะเร็งฯนั้นรู้ว่าพี่ประวิทย์เป็นคนสูบบุหรี่จัด เมื่อมาถือศีล ปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ไม่มีใครเชื่อว่าพี่ประวิทย์จะอยู่ได้ครบ 5 วันตามโครงการ แต่พี่ประวิทย์ทำให้ทุกคนอึ้ง ทึ่ง จนได้ค่ะเมื่อพี่ประวิทย์สามารถอยู่ครบจนถึงวันลาศีลได้ โดยที่เข้าร่วมปฏิบัติธรรมทุกครั้งไม่โดดด้วย
พี่ประวิทย์จึงได้เป็นตัวแทนศูนย์มะเร็ง พูดแสดงความรู้สึกที่ได้มาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ได้ความว่า ตอนแรกพี่ประวิทย์ก็ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ครบ แต่ได้ตั้งใจไว้แล้วก่อนมาว่าจะลองอยู่จนครบดูให้ได้ ถึงแม้ว่าการนั่งสมาธิ จะทำให้พี่ประวิทย์ปวดขามาก แต่พี่ประวิทย์บอกว่าวันท้ายๆ กลับสามารถนั่งได้นานขึ้นจริงๆโดยไม่ขยับ แถมพูดปิดท้ายไว้ด้วยว่าถ้ามีโอกาสอยากจะมาปฏิบัติธรรมอีก ^^ อย่างน้อยพี่ประวิทย์ก็เลิกสูบบุหรี่ได้ตั้ง 5 วันอ่ะเนอะ ดีใจ^^ ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะพี่ประวิทย์
ภาพหมู่ศูนย์มะเร็งอุดรธานีถ่ายร่วมกับพระอาจารย์รุ่ง
ภาพหมู่ศูนย์มะเร็งอุดรธานีถ่ายร่วมกับพระอาจารย์ธรรม์
ภาพหมู่ศูนย์มะเร็งอุดรธานีถ่ายร่วมกับพระอาจารย์ต้น
และการมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้หนึ่งได้พบกัลยาณมิตรมากมายจากสสจ.มุกดาหารและจากโรงพยาบาลยางตลาด ^^
วันกลับ ถ่ายร่วมกับพี่ๆน้องๆสสจ.มุกดาหารค่ะ ^^
สุดท้าย
ในวันสุดท้ายของโครงการ (17พ.ค.) มีคณะของนักศึกษาวิศวะฯจากที่ไหนจำไม่ได้ซะแล้วค่ะ แหะๆ มาปฏิบัติธรรมกันคณะใหญ่มากน่าจะประมาณ 500 ชีวิต วัยรุ่นคิดดี ทำดีน่านับถือ การรับน้องสมัยใหม่ ปฏิบัติธรรม หนึ่งคิดว่าเป็นการรับน้องที่ดีที่สุดเลยค่ะ ^^ นี่เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่พบในครั้งนี้ค่ะ
ขอขอบพระคุณ
- ภาพจากกล้องต่างๆ มือถือของหนึ่งเอง กล้องของสสจ.มุกดาหาร และกล้องของพระอาจารย์รุ่ง
- ขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ^^
- ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่าน และแสดงความคิดเห็น
ปล.พระอาจารย์เล่าเรื่องฮาๆให้ฟังเกี่ยวกับการใช้คำพูดกับพระไม่ถูกต้อง ในตอนนี้หนึ่งเองก็ยังคงไม่ค่อยแน่ใจว่าจะใช้คำพูดกับพระถูกรึเปล่า แหะๆ เลยไม่ค่อยกล้าพูดเท่าไหร่ค่ะ กลัวพูดผิด>_<