เครือข่ายทางสังคม

เครือข่ายสังคมเพื่อใคร !

                ในสังคมปัจจุบันการดำเนินการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจมากขึ้นตามลำดับเพราะในแง่ของมวลชนแล้ว  การมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน  การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือสังคมหรือผู้ที่ด้อยกว่านับว่าเป็นแนวคิดที่จะนำพาประเทศไปสู่ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและพัฒนาเป็นสังคมที่สงบสุขได้ในที่สุด 

แนวทางการสร้างเครือข่าย  มีแนวทางเพื่อส่งเสริมให้เครือข่ายเกิดความเข้มแข็งดังนี้

1.  เชิญองค์กรและผู้มีส่วนได้เสียมาร่วมประชุมโดยมีหัวข้อการประชุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมหรือเป้าประสงค์ทีเกี่ยวข้องกัน มอบหน้าที่ในการบริหารจัดการการประชุมให้กับบรรดาผู้มีส่วนได้เสียร่วมกันรับผิดชอบการหาข้อตกลงร่วมในกิจกรรมที่เป็นผลประโยชน์ร่วมดังกล่าว

               2.  กำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเครือข่าย ทิศทาง กิจกรรมหลัก และคุณสมบัติของสมาชิกให้ชัดเจนโดยให้สมาชิกส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดด้วยเพื่อป้องกันการครอบงำจากกลุ่มคนบางกลุ่มทั้งนี้ควรมีการทบทวนเป็นระยะๆเพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของสังคม และความต้องการของสมาชิก

3.  จัดตั้งกลุ่มแกนของเครือข่ายที่ปวารณาตัวเข้ามาทำหน้าที่ประสานงาน จัดการ และส่งกำลังบำรุงให้กับสมาชิก ซึ่งต้องไม่ติดอยู่กับกิจกรรมประจำวันขององค์กรตัวเอง และกลุ่มแกนต้องดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายให้บังเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ต้องมีการหมุนเวียนเปลี่ยนกลุ่มผู้นำเครือข่าย เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำของสมาชิก และป้องกันการผูกขาดอำนาจ

4.  ความรู้สึกมีส่วนเป็นเจ้าของและความผูกพันที่เหนียวแน่นมีส่วนอย่างสำคัญต่อความสำเร็จของเครือข่ายควรเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ การเลือก กิจกรรมและวิธีการทำงานของเครือข่ายในลักษณะประชาธิปไตย

             5.  เครือข่ายต้องมีวิธีการจัดหาและจัดการทรัพยากรเพื่อความมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนกิจการของเครือข่าย และความสามารถในการพึ่งตนเอง ทรัพยากรนี้ไม่ได้หมายถึงเงินทุนเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมไปถึงคุณภาพของสมาชิก วิธีการจัดการแบบมีส่วนร่วม เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร  ฯลฯ

6.  ทำให้เครือข่ายมีสถานภาพถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้เครือข่ายและผู้นำเครือข่ายได้รับการสนับสนุนและความไว้เนื้อเชื่อใจจากสมาชิกเครือข่ายอีกทั้งยังได้สามารถดำเนินงานได้กว้างขวาง อาจมีชื่อและสัญลักษณ์ของเครือข่ายเพื่อให้เป็นที่จดจำได้ง่าย และอาจส่งข่าวสารไปให้กับบุคคลเป้าหมายที่สามารถให้การรับรองเครือข่ายได้

            7.   ควรสนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายกับเครือข่ายเพื่อเสริมให้เครือข่ายมีความเข้มแข็งมากขึ้นซึ่งมีได้ทั้งทางแนวราบ แนวตั้ง หรือในภูมิภาคต่างระดับกัน การเชื่อมเครือข่ายทำได้ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ด้วยการมีกิจกรรมร่วมกัน หรือเป็นตัวแทนร่วมกันในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง และการร่วมกันประสานงานการประชุม

              8.  ควรมีการติดตามผลและประเมินผลเป็นประจำสม่ำเสมอและถี่ถ้วนโดยดูความสอดคล้องของแผนการทำงานกับวัตถุประสงค์ความก้าวหน้าและความสำเร็จของเครือข่ายในแต่ละระยะ ทั้งนี้ควรให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดวิธีและเครื่องชี้วัดประสิทธิภาพของกิจกรรมเครือข่ายและร่วมเรียนรู้ตลอดกระบวนการติดตามและประเมินผล

9. ควรมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมด้านการจัดการเครือข่ายให้กับองค์กรแกนและผู้นำเครือข่ายสม่ำเสมอ

10.  ถ้าวัตถุประสงค์ของเครือข่ายดีการเชื่อมโยงภายในเครือข่ายเหมาะสมเอื้อให้เกิดความเคลื่อนไหวของกิจกรรมและความแข็งขันของสมาชิกโครงการหรือกิจกรรมมีลักษณะกระจายอำนาจไปให้กับมวลสมาชิกที่ได้รับประโยชน์การดำเนินงานของเครือข่ายจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในที่สุด  (  northphc.org , 2553 )

                ในปัจจุบันได้มีเครือข่ายทางสังคมเกิดขึ้นมาอย่างมากมายเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือสังคม  และกลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อลดความเลื่อมล้ำทางสังคมให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข  ตัวอย่างโครงการจากเครือข่ายจิตอาสาโดยมีผู้สนับสนุนและดำเนินการในช่วงเดือนพฤษภาคม

“ โครงการ “ตลาดประกอบฝัน” ครั้งที่ 5 หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ยิ้ม 5” ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม  และมีบริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนหลัก ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ อายุ 18-30 ปีจากทั่วประเทศส่งโครงการพัฒนาสังคมในรูปแบบใหม่ๆ ตามความเชื่อของตนเองเข้าประกวดและขอรับการสนับสนุนจากโครงการ “ยิ้ม 5” ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาภายใต้แนวคิด “เพราะเชื่อ พวกเราจึงทำ” นั้น ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศร่วมส่งโครงการพัฒนาสังคมรวมทั้งสิ้น 164 โครงการ  จากการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและคนทำงานในภาคสังคมที่มีชื่อเสียง โครงการ “ยิ้ม 5” ได้มีโอกาสให้การสนับสนุนสุดยอดโครงการพัฒนาสังคมของเยาวชนจำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการเสริมสร้างพัฒนาการเด็กเยาวชนที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายในชุมชน จังหวัดเพชรบูรณ์  โดยกลุ่มครูสร้างสรรค์ชีวิตเยาวชน ต.หลักด่าน 2) โครงการลดพฤติกรรมความรุนแรงเยาวชนกลุ่มเอราวัณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเครือข่ายเยาวชนกลุ่ม NDR 3) โครงการพัฒนาทักษะชีวิตผู้ด้อยโอกาส จังหวัดเชียงใหม่  โดยกลุ่มสถาบันปัญญาอิสระ 4) โครงการสื่อการเรียนรู้และการแสดงละครตีกลอง สำหรับนักเรียนพิการทางการได้ยิน จังหวัดมหาสารคาม โดยกลุ่มละครเอ๊าะเป๊าะ และ 5) โครงการละครเพื่อเพื่อนผู้พิการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยกลุ่มนักศึกษา มช.” (volunteerspirit.org , 2553 )

เครือข่ายสังคมเป็นการจรรโลมสังคมที่ถูกกระแสแห่งยุคโลกาภิวัฒน์โหมกระหน่ำจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุอย่างรวดเร็ว  ทำให้การพัฒนาการทางด้านจิตใจไปไม่ทัน  การได้หวนกลับมาดูแลสังคมร่วมกันเพื่อให้โอกาสกับผู้ที่ด้อยกว่า  นับได้ว่าเป็นทางรอดของสังคมในปัจจุบันอีกทางหนึ่ง !