ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความเป็นตัวตนนี้เป็นของชั่วคราวเท่านั้น ไม่ยั่งยืนถาวร ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวกูของกู
ผมสังเกตเพื่อนในแวดวงหลายคนเป็นคนเก่งอย่างหาตัวจับยาก ทำงานประสบความสำเร็จสูงมาก แต่ไม่เป็นที่ชื่นชมของผู้คนเท่าที่ควร ผมวินิจฉัยด้วย “สัมผัสที่หก” ว่าเขาอาจมีท่าทีเป็นเจ้าของความสำเร็จหรือผลงานมากเกินไป
กลับมาสำรวจตัวเอง ผมคิดว่าผมเป็นนักปลดปล่อยความเป็นเจ้าของงานและผลงานต่างๆ ซึ่งแปลกมาก เพราะท่าทีเช่นนี้ผู้คนกลับยกย่องให้เครติดผมในผลงานหลายอย่าง มากกว่าที่ผมควรได้รับ
ยิ่งไม่เอา ยิ่งได้ แปลกจริงๆ
หลายครั้งที่ผมใช้ยุทธศาสตร์ disown (ปลดปล่อยความเป็นเจ้าของ) คนที่ทำงานรอบข้างผมจะแปลกใจ เช่นเมื่อหลายปีที่แล้วที่ผม disown บล็อก GotoKnow.org คนที่ สคส. แปลกใจมาก เพราะเป็นช่วงที่ Gotoknow กำลังรุ่งโรจน์มีชื่อเสียง ผมกลับยกเลิกความเป็นเจ้าของของ สคส. ยกให้สังคมไทยเสียหน้าตาเฉย ซึ่งก็จะเคว้งคว้าง (อยู่ใน chaos) อยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดก็เข้าสู่ order ใหม่ ที่ดีกว่าเดิม คือทีม Usable Lab ที่นำโดย ผศ. ดร. ธวัชชัย และ อ. ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ ได้รับผิดชอบเต็มที่ และได้รับเงินสนับสนุนจาก สสส.
ผมเคยบอกคนที่สนิทสนมกันว่า “ลูกผมไม่ใช่ลูกผม” เขามองด้วยความตกใจ คงคิดว่าเป็นลูกติดแม่ ซึ่งไม่ใช่ ลูกทั้ง ๔ คนก็เป็นลูกที่ผมให้กำเนิดนั่นแหละ แต่ผมไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตและจิตใจของเขา เขาเป็นตัวของเขาเอง ผมต้องเคารพความเป็นตัวเขา ที่อาจคิดและปฏิบัติไม่เหมือนผมก็ได้ เขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่แน่นอน ผมย่อมเตือนสติเขาด้วยความรักจากคนเป็นพ่อในบางโอกาส
และที่สำคัญที่สุด ร่างกายของเรา ก็ไม่ใช่ของเรา จริงๆ แล้วเป็นของธรรมชาติ ซึ่งมีธรรมชาติไม่เที่ยง ย่อมมีวันดับเข้าวันหนึ่ง เมื่อดับแล้วส่วนต่างๆ ที่เข้ามาประกอบเป็นร่างกายและจิตใจที่สมมติว่าชื่อ วิจารณ์ พานิช ก็จะสลายกลับเข้าไปรวมกับธรรมชาติความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาล ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความเป็นตัวตนนี้เป็นของชั่วคราวเท่านั้น ไม่ยั่งยืนถาวร ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวกูของกู
ผมเป็นนักฝึกฝนตนเองในการปลดปล่อยความเป็นเจ้าของ ... ตัวกู ของกู
วิจารณ์ พานิช
๒๑ เม.ย. ๕๓
เห็นด้วย...แนะนำคนที่ยังหลงลืมคิดด้วย เรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวแต่เราไม่รู้ต้องอาศัยกระจกจากผู้อื่น
เรียน อาจารย์วิจารณ์ ที่เคารพ
เมื่ออ่านบันทึกของอาจารย์แล้วทำให้รู้สึกว่าบทกวีของยิบราน ที่กล่าวไว้เกี่ยวกับ "บุตร" กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งในโลกปัจจุบัน ผ่านเรื่องเล่าของอาจารย์ค่ะ
... บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ เขาเหล่านั้น เป็นบุตรธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ
เธออาจให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดเขาได้ เพราะว่าเขามีความคิดของตนเอง
เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายเขาได้ แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน
เธออาจจะพยายามเป็นเหมือนเขาได้ แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ เพราะชีวิตนั้นไม่เดินถอยหลัง หรือห่วงใยอยู่กับวันวาน
เธอนั้นเป็นเสมือนคันธนู บุตรหลานเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต ผู้ยิงเล็งเห็นที่หมายบนทางอันมิรู้สิ้นสุด พระองค์จะน้าวเธอเต็มแรง เพื่อว่าลูกธนูจะวิ่งเร็วและไปไกล
ขอให้การโน้มงอของเธอในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ เป็นไปด้วยความยินดี เพราะว่าเมื่อพระองค์รักลูกธนูที่บินไปนั้น พระองค์ก็รักคันธนูซึ่งอยู่นิ่งด้วย...
คาลิล ยิบราน
กวีชาวเลบานอน (ค.ศ.1883-1931)
จากหนังสือ The Prophet,1923. ปรัชญาชีวิต บทที่ 4 แปลโดย ระวี ภาวิไล, มีนาคม 2504
http://olddreamz.com/bookshelf/prophet/ppcontent1.html