อีกรูปแบบหนึ่งของ  “ระเบียบวิธี โครงงานบูรณาการ 

สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา  

                                                                                             

          ตลอดเวลาที่ผ่านมา ครู อาจารย์หลายๆ โรงเรียนอาจเกิดความสับสนในระเบียบวิธีการศึกษาโครงงานบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการรวบรวม การวิเคราะห์ การวิจารณ์ หรือแม้แต่การสืบค้นหาประวัติ ซึงนั่นคือความเกี่ยวโยงกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ศิลปศึกษา และสังคมศึกษาโดยเฉพาะเนื้อหาที่เป็นประวัติศาสตร์  หากมองจากความเข้าใจพื้นฐานของครู อาจารย์ที่ใช้กันเรื่อยมาและลักษณะของผลงานของนักเรียนหลายๆ โรงเรียนตั้งแต่เริ่มนิยมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานบูรณาการพบว่าผลงานโครงงานบูรณาการของนักเรียนก็เป็นไปในลักษณะที่เน้นการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ และการสืบค้นประวัติเป็นส่วนใหญ่ด้วยเช่นกัน

          อย่างไรก็ตามผลงานโครงงานบูรณาการของ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ข้างต้นมีผลงานหลายเรื่องที่ให้ความสนใจกับวิธีการ "สร้างสรรค์" เช่น การสร้างสรรค์บทร้อยกรองหรือร้อยแก้ว ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับกลุ่มสาระสังคมศึกษานักเรียนหลายโรงเรียนที่ให้ความสนใจกับการ “ลงพื้นที่เพื่อสร้างประวัติ/ความรู้ของชุมชน” ในหัวข้อเรื่องต่างๆ   ส่วนกลุ่มสาระศิลปศึกษาอาจมุ่งเน้นการวิจารณ์งานศิลปะประเภทต่าง ๆ  และกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ก็มีไม่น้อยที่เลือกใช้วิธีการ “สร้าง หรือ ประดิษฐ์”เช่น การจัดทำ Mini Dictionary เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ  และ การเขียนความเรียงเรื่องต่างๆ     ซึ่งวิธีการศึกษาของนักเรียนจากเรื่องที่กล่าวมามักจะใช้ระเบียบวิธีการศึกษาตามรูปแบบของการวิจัยหรือโครงงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่มีรูปแบบตายตัวและมีวิธีการชัดเจน  ซึ่งส่วนมากมักจะเป็น 5 บท โดยยึดรูปแบบมาจากโครงงานประเภท ทดลอง สำรวจ และ ประดิษฐ์ นั่นเอง 

           หากแต่วิธีการศึกษาหรือ ระเบียบวิธีวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์สามารถนำมา  ใช้กับการศึกษาโครงงานบูรณาการของ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกันอันเนื่องมาจากเนื้อหาหรือ ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้เหล่านี้สามารถใช้ “วิธีการ” ทางมนุษยศาสตร์ได้เป็นอย่างดี  เห็นได้อย่างชัดเจน กรณีวิชาภาษาไทยและวิชาภาษาอังกฤษ ที่นักเรียนเลือกการวิเคราะห์ และวิจารณ์วรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องต่างๆ    ซึ่งนั่นก็หมายถึง “วิธีการศึกษา” ที่มีทิศทางเฉพาะที่ไม่ใช่ทิศทางตามแบบของโครงงานวิทยาศาสตร์ และวิชาสังคมศึกษา ในกรณีที่เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ (หรือแม้แต่การรวบรวม ค้นคว้า และจัดทำประวัติสิ่งต่างๆ ที่เลือกศึกษา)ก็ย่อมอาศัยแนวทางของมนุษยศาสตร์ ด้วยเช่นกัน

          ผู้เขียนใคร่ขอนำระเบียบวิธีวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์มาใช้เพื่อสนับสนุนแนวคิดข้างต้นโดยยึดงานของศาตราจารย์ ดร. เจตนา นาควัชระ (2538 : 225-285) ในหนังสือ ทางไปสู่วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์  ที่ได้นำเสนอเรื่องนี้เอาไว้    สำหรับผู้เขียนขอใช้เป็นแนวทางในการสร้าง ”ระเบียบวิธี” โครงงานบูรณาการสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาเพื่อว่านักเรียนหรือครูผู้สอนที่เห็นด้วยกับผู้เขียนจะได้นำวิธีการนี้ไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนต่อไป 

             เช่น นักเรียนโรงเรียนหนึ่งเลือกศึกษาประเด็นที่เป็นการรวบรวม ค้นคว้า ซึ่งส่วนมากเป็นวิชาสังคมศึกษา ที่มุ่งเน้นการศึกษารวบรวมประวัติ เช่น นักเรียนชั้น ม. 1/9  เลือกศึกษาประวัติของไผ่ และความสัมพันธ์ในแง่ศาสนา     นักเรียนชั้น ม. 6/5 เลือกเรื่องประวัติและพัฒนาการของแอนิเมชั่นในประเทศ  และการวิเคราะห์หรือการวิจารณ์ เช่น การวิเคราะห์นิราศพระแท่นดงรัง ของนักเรียนชั้น ม. 5/5 ที่พยายามจะวิเคราะห์ “ภาพของอัมพวา” ในนิราศเรื่องนี้     การศึกษาแนวคิด ”เศรษฐกิจพอเพียง” ในบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก  ของนักเรียนชั้น ม. 4/3  เป็นต้น

         ลักษณะทั่วไปของวิทยาการทางมนุษยศาสตร์ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเข้าใจ สามารถสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

             1. ปรัชญาหลัก คือ การสำนึกในคุณค่าของความเป็นมนุษย์

             2. จุดประสงค์ คือ การแสวงหาความหมายและคุณค่าของประสบการณ์มนุษย์

             3. วิธีการหลัก  คือ การตีความ และการวินิจฉัยประสบการณ์

             4. ข้อมูลของการค้นคว้าทางมนุษยศาสตร์ ซึ่งอาจเป็นเรื่องของบุคคล/กลุ่ม

                 คน พฤติกรรม งานสร้างสรรค์ หรือเนื้อหาทางอารมณ์

             5. การค้นหาข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว เป็นเพียงกิจกรรมส่วนหนึ่งของการ

                ศึกษาทางมนุษยศาสตร์    กิจกรรมทางปัญญาที่สำคัญยิ่งคือการไตร่ตรอง

                ใคร่ครวญเพื่อแสวงหาความหมายและคุณค่า

              ในความคิดของผู้เขียนนั้น เมื่อลักษณะเป็นเช่นนี้ ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจค่อนข้างยากสำหรับผู้ที่ยึดตึดอยู่กับรูปแบบทางด้านวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นวิทยาการหลักของของการรับรู้ของนักวิชาการส่วนใหญ่ที่รับรูปแบบมาจากตะวันตก หากแต่นักวิชาการตะวันตกกลุ่มมนุษยศาสตร์ ก็ได้สร้างพรมแดนของตนเองว่า เป็น “ศาสตร์แห่งความคิด” ซึ่งมีลักษณะที่เป็น “อัตนัย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งแตกต่างจากวิทยาศาสตร์และไม่พยายามแข่งขันกับวิทยาศาสตร์ในการแสวงหากฎเกณฑ์อันเป็นสากล (ความเป็นปรนัย)   

            ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจพื้นฐานจากความหมายของคำว่า “การวิจัย”  (ซึ่งผู้เขียนหมายรวมถึงโครงงานบูรณาการ ด้วยเช่นกัน) นั้นว่าหมายถึง การวิจัย คือ การสะสม  การรวบรวม   และอีกความหมายหนึ่งคือ การวิจัย คือ การค้น การตรวจตรา การสอบสวน  จากนิยามสองคำนี้ไม่สามารถครอบคลุมความหมายที่สื่อถึงความหมายของการวิจัยได้ทั้งหมด  วิทยาศาสตร์จึงกำหนดแบบแผนและขั้นตอนที่เป็นระบบมากขึ้น และกลายมาเป็นมรดกที่เรารับรับมาจากวิธีการแสวงหาความจริงของวิทยาศาสตร์ จึงให้นิยามว่า การวิจัย คือ กิจกรรมทางปัญญาหรือสร้างสรรค์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอันมีจุดประสงค์ที่จะได้มาซึ่งความรู้ใหม่ด้วยวิธีการที่เป็นระบบ มีแบบแผนและพิสูจน์ได้  หากแต่มนุษยศาสตร์มองว่า กิจกรรมทางปัญญาบางอย่างมิอาจ “พิสูจน์ได้” เช่นความงามของงานศิลปะ เป็นเรื่องของอารมณ์ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ชม หรือ ผู้ฟัง  จึงมีผู้ให้คำนิยามต่อไปว่า การวิจัย เป็นกิจกรรมทางปัญญาที่ช่วยเพิ่มความสามารถของมนุษย์ในการที่จะเข้าใจประเมินคุณค่าและเปลี่ยนแปลงโลกและประสบการณ์ของเขา

            จุดมุ่งหมายหลักของวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางจิตใจ และเป็นไปเพื่อขยายพื้นฐานความรู้ให้กว้างออกไป  เช่น การค้นพบทางโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย อาจจะไม่มีผลกระทบโดยตรงอันใดต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในปัจจุบัน แต่ในเรื่องของจิตใจแล้ว นั่นสำคัญยิ่งเพราะทำให้เกิดจิตสำนึกเชิงประวัติศาสตร์ และความภาคภูมิใจในทีสุด   นอกจากนี้ งานวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์อาจเป็นการศึกษาเพื่อไปเชื่อมโยงกับกลุ่มสังคมศาสตร์ เช่น การศึกษาวิวัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับการศึกษา  การศึกษาวิจัยทางด้านจริยธรรม ปรัชญาและศาสนา 

             ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้เห็นถึงข้อจำกัดของวิธีการศึกษาทางมนุษยศาสตร์ซึ่งมีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน คือ 

1.ความเชื่อถือ เนื่องจากวิทยาการด้านนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเป็น          ส่วนใหญ่และใช้มนุษย์เป็นตัวชี้วัด จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ และวิทยาศาสตร์ก็พยายามจะสร้างตัวชี้วัดที่เป็น “ปรนัย” แต่ก็มิได้ตอบคำถามได้ทั้งหมด เช่น การค้นพบโบราณคดี  วิทยาศาสตร์หาได้เพียงแค่ “อายุที่เที่ยงแท้ ตรวจสอบได้” แต่ สำหรับความเป็นมานั้น ไม่สามารถตอบคำถามได้ จึงเป็นความจำเป็นที่มนุษยศาสตร์ จึงเข้าไปอธิบายและต่อเติมให้ได้ภาพที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือส่วนบุคคลของนักโบราณคดีด้วยเช่นกัน

2. ข้อมูลบางประเภทไม่เป็นกลาง  เช่น งานวรรณศิลป์ ศิลปะการแสดง เพราะเป็นข้อมูลที่เป็นเนื้อหาทางอารมณ์ และขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้วิจัยในการสรุปผลการศึกษาอย่างเป็นระบบ  ดังนั้นหากจะให้สมบูรณ์ควรใช้วิธีการที่เป็น “ปรนัย” และ “อัตนัย” ควบคู่กันไป

3. การสร้าง “ภาพรวม” เป็นข้อจำกัดที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง มักเป็นการศึกษาเชิงประวัติ เราต้องนึกเสมอว่าข้อมูลที่เราหาได้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของ “ความจริง” ทั้งหมด  เช่น การศึกษาประวัติของบุคคลสำคัญ  เราควรหาข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง  ถึงกระนั่นก็ตามภาพที่ได้ก็ยังคงเป็นเพียง “ภาพรวม”  ซึ่งแน่นอนผู้วิจัย ต้องสร้างมโนภาพ เพื่อเชื่อมโยงภาพทั้งหมด ขึ้นมา  ซึ่งต่างกับวิทยาศาสตร์

          วิธีการและขั้นตอนของการวิจัยทางมนุษยศาสตร์   นักมนุษยาศาสตร์จึงอาจจำเป็นต้องหยิบยืมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับวิธีการวิจัยของศาสตร์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของสังคมศาสตร์ มาใช้ในการอธิบายกิจกรรมการวิจัยของตน ดังนี้

1. การเลือกปัญหา  สำหรับทางมนุษยศาสตร์อาจหมายถึง ประเด็นที่น่าศึกษา หรือ ประเด็นที่น่าสนใจ 

2. การตั้งสมมติฐาน ในทางมนุษยศาสตร์แล้วงานวิจัยบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีการกำหนดสมมติฐานก็ได้  เช่น การรวบรวมเพลงพื้นบ้านของชุมชนหนึ่งๆ ที่ไม่เคยมีใครศึกษามาก่อน  หรือ การศึกษาภาษาศาสตร์ที่ต้องการประมวลพจนานุกรมขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง วิธีการวิจัยของเขาคือการเก็บคำและหาความหมาย ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยสมมติฐาน  แต่อย่างไรก็ตามการมีสมมติฐานไว้เป็นเป็นแนวทางในการศึกษาหรือเพื่อเป็นไปเพื่อการค้นหาคำตอบ  สมมติฐานอาจเป็นกรอบแนวคิดที่ได้มาจากแนวคิดหรือทฤษฏีต่าง ๆ ได้ แต่ต้องคำนึงถึงจุดกำหนดของแนวคิดทฤษฏีนั้น ด้วยเช่นกัน ว่าสามารถนำมาใช้กับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้ด้วย

3. ข้อมูล ในการวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์ มักเป็นเป็นการวิจัยข้อมูลหรือการวิจัยเอกสาร หรือ หนังสือ เป็นส่วนใหญ่  สำหรับบางสังคม คำบอกเล่า ก็สามารถสำคัญกว่าหนังสือได้กรณีที่วัฒนธรรมหนังสือยังไม่พัฒนานัก  หรือที่รู้จักกันมากในชื่อที่ว่า ประวัตศาสตร์จากการบอกเล่า (oral history)  หรือสำหรับประเทศที่พัฒนาไปมากๆ ก็อาจทำการจากภาพถ่าย แถบบันทึกเสียง และภาพยนตร์  เช่น นักภาษาศาสตร์อาจวิเคราะห์วาทศิลป์ของนักการเมือง โดยศึกษาจากแถบบันทึกเสียงทุกครั้งที่มีการกล่าวสุนทรพจน์

4. วิธีการของเหตุผล  เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นในผลของการวิจัย ซึ่งนั่นขึ้นอยู่กับความสามารถของนักวิจัย ที่ทำให้การวิเคราะห์หรือการตีความเกิดความเชื่อมั่น ซึ่งนั่นคือการหาเหตุผล หลักฐานมายืนยัน หรือมารองรับการวิเคราะห์ตีความ  ซึ่งนั่นคือการทำให้เห็นว่า การวิจัยทางมนุษยศาสตร์ก็มีขั้นตอนที่เป็นเหตุผลได้เช่นกัน 

5. วิธีการเชิงปริมาณ  วงการวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ก็ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็น “เชิงปริมาณ” ซึ่งอาศัยการนำคณิตศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการค้นหาคำตอบ แต่สำหรับการวิจัยด้านมนุษยศาสตร์จะเน้นความสำคัญของการวิจัย “เชิงคุณภาพ”  จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่นักวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ต้องเข้าใจแนวทางของตนเองให้แม่นยำ และก็ไม่มีความจำเป็นที่นักวิจัยด้านนี้ต้องกำหนดมโนทัศน์ให้กระชับพอที่จะใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์เข้ามาจับได้  ถึงแม้บางครั้งมีนักวิจัยบางคนมีความจำเป็นต้องศึกษาที่เกี่ยวกับ “ปริมาณ” ในงาน เช่น การศึกษาอิทธิพลของนักเขียนต่างชาติต่อนักเขียนในเมืองไทย นักวิจัยไม่จำเป็นต้องแจงนับตัวเล่มในเชิงสถิติ แต่ควรเป็นการค้นพบการถ่ายทอดทางวรรณศิลป์ในลักษณะการค้นพบข้อมูลเชิงปริมาณในตัวเอง  แต่อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าวิธีการของศาสตร์อื่นจะใช้ไม่ได้แต่เป็นการสนับสนุนการวิจัยทางมนุษย์ศาสตร์  เช่น การสำรวจกลุ่มผู้อ่าน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจจะวัดได้ด้วยวิธีการเชิงสถิติ ได้และอาจทำให้ข้อมูลนั้นเกิดความเชื่อมันมากยิ่งขึ้นได้ แต่นั้นมิได้หมายความว่าการวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ต้องปรับวิธีการให้เป็นไปในเชิงปริมาณทั้งหมด

6. การควบคุมและการทดลอง  การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับจุดนี้มาก แต่ในทางมนุษยศาสตร์นั้นใช้ได้ แต่ได้เฉพาะการวิจัยบางประเภท แต่การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เช่น การวิจัยทางศิลปะ สามารถใช้การทดลองได้ และสามารถควบคุม และสามารถมีการใช้ห้องปฏิบัติการได้ เช่น การวิจัยเกี่ยวกับท่ารำ และการศึกษาท่ารำที่ดีที่สุด อาจนำวิธีการทางสังคมศาสตร์มาใช้ควบคู่ได้ คือ การสอบถามความคิดเห็น อาจทำให้นักวิจัยเชื่อมันในตนเองมากขึ้น

7. การเสนอผลการวิจัย คนส่วนใหญ่มักมองว่าการนำเสนอผลการวิจัยนั้นมักทำได้เฉพาะในรูปแบบของเอกสาร ซึ่งอาจเป็นแนวความคิดที่แคบเกินไป เนื้อหาวิชาในบางลักษณะอาจสื่อความไม่ได้เต็มที่ด้วยภาษาและคำพูด จำเป็นต้องใช้สื่ออย่างอื่นประกอบด้วย  เช่น ดนตรี ต้องนำเสนอด้วยการแสดงถึงจะทำให้ผลงานการวิจัยสมบูรณ์แบบ ยิ่งในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาไปหลากหลาย ดังนั้นสื่อเทคโนโลยีก็เป็นสื่ออีกอย่างที่สามารถนำเสนอผลการวิจัยได้อย่างชัดเจนขึ้น

            จากวิธีการทางด้านมนุษยศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ทิศทางของการนำมาปรับใช้กับโครงงานบูรณาการสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาได้เป็นอย่างดี ถึงเนื้อหาวิชาหรือธรรมชาติวิชาที่มีความเกี่ยวโยงกับวิธีการทางด้านมนุษยศาสตร์ อันได้แก่ วิชาสังคมศึกษา ที่เป็นสาระทางด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ และจริยศาสตร์   วิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่เป็นเนื้อหาวรรณคดี และภาษาศาสตร์  และวิชาศิลปศึกษาที่เน้นเรื่องของการวิจารณ์งานศิลปะ   เป็นต้น   ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงได้นำเสนอประเภทของโครงงานบูรณาการไว้ 2 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มที่ 1 เป็นโครงงานเชิงปริมาณ ซึ่งประกอบไปด้วยโครงงงานบูรณาการ 3 ประเภท อันได้แก่ โครงงานทดลอง โครงงานสำรวจ/ลงพื้นที่  โครงงานประดิษฐ/สร้าง       และกลุ่มที่ 2 เป็นโครงงานเชิงคุณภาพ  ซึ่งประกอบไปด้วยโครงงาน 3 ประเภทได้แก่ โครงงานวิเคราะห์ /วิจารณ์   โครงงานรวบรวบ/ค้นคว้า  และโครงงานทฤษฏี   

            เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงกระบวนการหรือระเบียบวิธีที่ชัดเจนของงานวิจัยทั้ง 3 วิทยาการ ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์  ซึ่งมีรูปแบบเฉพาะตามวิทยาการนั้น  ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

แขนงวิชา

กลุ่มข้อมูล

วิธีการศึกษา

ผลงานที่ได้

ผลกระทบ

วิทยาศาสตร์

ปรากฏการณ์

การสังเกต

การทดลอง

กฎเกณฑ์

ทฤษฏี

การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี

สังคมศาสตร์

พฤติกรรม /

สถาบัน

การสังเกต

การวิเคราะห์

กฎเกณฑ์

ทฤษฏี

การเปลี่ยนแปลง

ด้านสังคม

มนุษยศาสตร์

มนุษย์

พฤติกรรม

งานสร้างสรรค์

การตีความ

การวินิจฉัย

ประสบการณ์

ความหมาย

คุณค่า

ความสำนึกในคุณค่าของความ

เป็นมนุษย์

          จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า วิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ใช้รูปแบบวิธีการศึกษาที่ใกล้เคียงกัน ตลอดจนผลงานที่ได้ก็เหมือนกัน  ตลอดจนผลกระทบนั้นก็มีความสำคัญของชีวิตมนุษย์โดยตรง และเห็นผลอย่างทันทีทันใด หากแต่ ผลที่ได้จากการศึกษาทางด้านมนุษยศาสตร์ เป็นศาสตร์ ที่เป็นความจำเป็นสำหรับศาสตร์อื่น ที่ต้องคำนึงถึง เพราะเกี่ยวโยงกับความสันติของมวลมนุษย์  เช่น การสร้างปรมาณู ก็ควรคำนึ่งถึงความสำนึกในความเป็นมนุษย์ และความสันติของโลก   ดังนั้น การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ก็ควรคำนึงถึงลักษณะของความเป็นมนุษยศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องของคุณค่า และความอยู่รอดของมนุษย์  

          หากพิจารณาผลงานโครงงานบูรณาการของหลากหลายโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับทิศทางของมนุษยศาสตร์ดังที่กล่าวไว้ข้างตน พบว่าตลอดระยะเวลาครูและอาจารย์ เข้าใจตรงกันถึงแนวทางการศึกษาและการเลือกประเด็นในการศึกษา แต่ทว่า รูปแบบ “ระเบียบวิธี” การศึกษานั้นยังเกิดความสับสนอยู่ไม่น้อยไม่ว่าทั้งตัวคุณครูและนักเรียน   ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อได้นำเสนอบทความเรื่องนี้ไปแล้ว   นักเรียนและคุณครูก็คงได้ทิศทางที่แน่ชัดมากยิ่งขึ้นที่จะปรับไปใช้กับการศึกษาโครงงานบูรณาการ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ของตน

         จากประสบการณ์จากการทำวิจัยของผู้เขียนในระดับปริญญาโทและประสบการณ์จากการศึกษาในระดับปริญญาเอกในวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์ ตลอดจนการได้พยายามอ่านงานวิจัยในระดับปริญญาโท ในสาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สาขาภาษาอังกฤษ  สาขาภาษาไทย  สาขานิเทศศาสตร์  สาขาวรรณคดี หรือแม้แต่ด้านสังคมศาสตร์  ที่เป็นสาขาประวัติศาสตร์  หรืองานวิจัยที่นำเสนองานในเชิงคุณภาพ นั้น ผู้เขียนพบว่า เนื้อหาที่ปรากฏในบทต่าง ๆ ไม่ตายตัว  แต่ส่วนมาก มักมีบทที่เหมือนกับวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ อยู่ 3 บท อันได้แก่   

         - บทที่ 1            เรียกว่า บทนำ    

         - บทที 2            เป็นบทที่เกี่ยวกับทฤษฏี  ซึ่งสามารถตั้งชื่อบทได้เลย

                                 ตามเรื่องที้ศึกษาในขณะที่งานด้านวิทยาศาสตร์นั้นเรียกว่า

                                 บทที่ 2 ว่า เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง/

                                 การทบทวนวรรณกรรม

         - บทสุดท้าย        เรียกว่า บทสรุป

 

         สำหรับบทที่ 3 – 4 หรือ แม้แต่ 5 อาจเป็นบทเนื้อหา ซึ่งผู้ทำการศึกษาสามารถกำหนดชื่อบทได้ตามเรื่องที่นำเสนอ ในขณะที่งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์นั้น มีชื่อบทตายตัวชัดเจน ซึ่งได้แก่ บทที่ 3 คือ ขั้นตอนการดำเนินการ และบทที่ 4 ผลการศึกษา     อย่างไรก็ตาม ยังมีคนตั้งคำถามต่อไปว่า ในวิทยาการด้านวิทยาสตร์ มี เนื้อหาบทที่ 3 ที่บอกขั้นตอนในการวิจัย ที่ระบุวิธีการหรือระเบียบวิธี (Methodology) เอาไว้อย่างชัดเจน  แล้วในวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์นั้นมีอะไรที่จะบ่งบอกถึงกระบวนการ หรือ เหตุผล ที่สามารถเชื่อถือได้    ณ จุดนี้ผู้เขียนบทความก็สามารถตอบได้ว่า การวิจัยด้านมนุษยศาสตร์ก็มีสิ่งมารองรับหรือมีเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์ที่มนุษย์สื่ออกมา ได้แก่ กรอบแนวคิด ทฤษฏีต่าง ๆ ที่นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการตีความหมาย หรือ การวิเคราะห์ความหมาย ซึ่งส่วนมากมักจะกำหนดไว้ในบทที่ 2  แต่ในบางครั้งถ้าเป็นการศึกษาด้านวรรณคดีหรือวรรณกรรม บทที่ 2 อาจเป็นการวิเคราะห์ตัวบทวรรณกรรมทุกเรื่อง ก็ได้  ถ้ามามองถึงงานของนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่เป็นกลุ่มสาระภาษาไทย ที่นิยมแต่งคำประพันธ์ชนิดต่างๆ   นักเรียนบางห้องก็พยายามชักลากเข้าไปสู่กระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือ มีการบรรจุเนื้อหาเป็น บทที่ 3 ที่เป็นขั้นตอนการดำเนินการ   สำหรับผู้เขียนบทความมองว่า เนื้อหากระบวนการสร้างสรรค์สามารถรวมอยู่ในบทที่ 2 ก็ได้ แต่ต้องมีเนื้อหา ที่บอกขั้นตอน บอกที่มา บอกการสร้างสรรค์ ว่าเป็นมาได้อย่างไร เช่น บอกขั้นตอนการแต่งกลอน  บอกการเลือกใช้คำว่ามีคำนามกี่คำ คำกริยากี่คำ และ เนื้อหาที่เลือกมาใช้คืออะไร  และที่ขาดไม่ได้คือ การทบทวนเรื่องระบบฉันท์ลักษณ์ของกลอนประเภทนั้น ๆ เป็นสำคัญ

           ท้ายสุดนี้ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้คงทำให้ผู้อ่านได้เห็นแนวทางหรือวิธีการศึกษาโครงงานบูรณาการที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับทิศทางแห่งมนุษยศาสตร์ เพื่อเป็นกรอบในการกำหนด “วิธีการ” ในการหาคำตอบ หรือ การตีความหมาย และการวิเคราะห์ ได้ เพื่อทำให้งานที่ได้นั้น ได้สนองตอบจุดมุ่งหมายที่ได้วางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ หาใช่เป็นเพียงแต่การจับเนื้อหาใส่ลงไปตามรูปแบบที่ตายตัว 5 บทเพียงอย่างเดียง เพื่อให้ได้รูปเล่มที่ครบสมบูรณ์ แต่เนื้อหาข้างในมิน่าจะเป็นไปในลักษณะนั้น    ผู้เขียนในฐานะผู้กำหนดขอบเขตหรือวิธีการเขียนรูปเล่ม หรือ การนำเสนอผลการศึกษากับการเรียนการสอน การเป็นวิทยากรบรรยายโครงงานบูรณาการ ขอยืนยันว่าวิธีการ หรือ รูปแบบ ที่ได้นำเสนอนั้น  เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ “คิดเอาเอง” หรือ “ยกเมฆ” เอาเอง หากแต่ได้ยึดเอาประสบการณ์ตรงจากการทำวิจัยของตนเองในด้านมนุษยศาสตร์  รวมทั้งการได้เทียบเคียงหรือการใช้ “ระเบียบวิธีวิจัย” ของวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์ มาใช้โดยที่ปรับให้เหมาะกับวัยและความรู้ของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา เป็นสำคัญ  และใครวิงวอนนักเรียนและคุณครูทุกท่านจงให้ความสำคัญกับเนื้อหาวิชาและธรรมชาติวิชาเป็นสำคัญ   

                                              .........................................................