การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม

       การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้เข้าร่วมในกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมอันจะช่วยสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจหลักธรรมในพระพุทธศาสนาโดยกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติหรือจากกิจกรรมนี้จะเป็นการเรียนรู้ที่ง่ายต่อการเข้าใจและนำไปประพฤติปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

 การฝึกสติ

        การเจริญสติปัฏฐาน ตามความหมายของมณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (2543) หมายถึง การใช้สติระลึกรู้ โดยกำหนดรู้อาการของรูปนามที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น และจะต้องกำหนดรู้ หมายถึง การนึกในใจหรือพูดในใจให้ทันในสิ่งที่เด่นที่สุดที่มากระทบทางทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

        การเจริญสติปัฏฐาน 4 ตามที่สิริกรินชัย (อ้างถึงใน มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์,2543) กล่าวใว้ประกอบด้วย

  1. กายานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันสภาพทางกาย อริยาบถใหญ่ คือ นั่ง ยืน เดิน นอน อาการพอง-ยุบ และอริยาบถต่างๆ คือ การกระทำ การเคลื่อนไหว
  2. เวทนานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันอาการของเวทนาหรือความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือ เฉย ได้แก่ ปวด ร้อน คัน สบาย เฉยๆ
  3. จิตตานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันสภาพของจิตและความคิด ได้แก่ โลภ โกรธ หลง คิดฟุ้งซ่าน ดีใจ เสียใจ เศร้า รำคาญ หงุดหงิด

ธัมมานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันธรรมทั้งหลาย ได้แก่ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส

การแผ่เมตตา ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (2527) คือการตั้งจิตปรารถนาดีขอให้ผู้อื่นหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข ดังนี้

สัพเพ สัตตา

ขอสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์  เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ

จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชญา โหนตุ

จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ

จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

ผู้เจริญเมตตามีเมตตาเป็นคุณสมบัติประจำใจ จะได้รับอานิสงส์ คือ ผลดี 11 ประการ คือ

  1. สุขัง สุปะติ                  หลับก็เป็นสุข
  2. สุขัง ปะฏิพุชฌะติ             ตื่นก็เป็นสุข
  3. นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ    ไม่ฝันร้าย
  4. มะนุสสานัง ปิโย โหติ          เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
  5. อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ                เป็นที่รักของเหล่าอมนุษย์
  6. เทวะตา รักขันติ                       มีเหล่าเทวดารักษา
  7. นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ    ไฟ ยาพิษ ศัสตราวุธไม่อาจทำอันตรายได้
  8. ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ             จิตเป็นสมาธิเร็ว
  9. มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ                 สีหน้าผ่องใส
  10. อะสัมมุฬโห กาลัง กะโรติ      ไม่หลงทำกาลกิริยา (ตายอย่างมีสติ)
  11. อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรัหมะโลกูปะโค โหติ        เมื่อยังไม่บรรลุธรรมชั้นสูง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก

 การฝึกสติ

        การเจริญสติปัฏฐานตามความหมายของมณีรัตน์ สุกโชติรัตน์ (2543) หมายถึง การใช้สติระลึกรู้ โดยกำหนดรู้อาการของรูปนามที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นและจะต้องกำหนดรู้ หมายถึงการนึกในใจหรือพูดในใจให้ทันในสิ่งที่เด่นที่สุดที่มากระทบทางทวารทั้ง 6 คือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ

        การเจริญสติปัฏฐาน 4 ตามที่สิริกรินชัย (อ้างถึงใน มณีรัตน์สุกโชติรัตน์,2543) กล่าวใว้ประกอบด้วย

1.       กายานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันสภาพทางกาย อริยาบถใหญ่ คือ นั่ง ยืนเดิน นอน อาการพอง-ยุบ และอริยาบถต่างๆ คือ การกระทำ การเคลื่อนไหว

2.       เวทนานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันอาการของเวทนาหรือความรู้สึกสุข ทุกข์หรือ เฉย ได้แก่ ปวด ร้อน คัน สบาย เฉยๆ

3.       จิตตานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันสภาพของจิตและความคิด ได้แก่ โลภ โกรธหลง คิดฟุ้งซ่าน ดีใจ เสียใจ เศร้า รำคาญ หงุดหงิดธัมมานุปัสสนา คือ การใช้สติตามดูรู้ทันธรรมทั้งหลาย ได้แก่ เห็น ได้ยินได้กลิ่น รู้รส สัมผัส