ถ้าโลกนี้ไม่มีเทคโนโลยี

ส่งรายงาน  อ.สุวิทย์  ดาวังปา  ถ้าโลกนี้ไม่มีเทคโนโลยีและคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  นำเสนอโดย ทิพวรรณ  ปัตตะขันธ์  ปวส.รุ่น 2 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

รู้จักกับคำศัพท์ต่อไปนี้ดีกว่า

  Router  (  เราเตอร์  )   

คือเครื่องที่ใช้แจก IP ให้กับเครื่องลูกข่าย  หน้าที่หลักของ Router คือการหาเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลที่ดีที่สุด และเป็นตัวกลางในการส่งต่อข้อมูลไปยังเครือข่ายอื่น ทั้งนี้ Router สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายที่ใช้สื่อสัญญาณหลายแบบแตกต่างกันได้ไม่ว่าจะเป็น Ethernet, Token Rink หรือ FDDI ทั้งๆที่ในแต่ละระบบจะมี packet เป็นรูปแบบของตนเองซึ่งแตกต่างกัน  

Bridge   ( บริดจ์ )

                เป็นอุปกรณ์ที่มักจะใช้ในการเชื่อมต่อวงแลน  (LAN Segments)   เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถขยายขอบเขตของ LAN ออกไปได้เรื่อยๆ โดยที่ประสิทธิภาพรวมของระบบ ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากการติดต่อของเครื่องที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกันจะไม่ถูกส่งผ่าน ไปรบกวนการจราจรของเซกเมนต์อื่น และเนื่องจากบริดจ์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับ Data Link Layer    จึงทำให้สามารถใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายที่แตกต่างกันในระดับ Physical และ Data Link ได้ เช่น ระหว่าง Eternet กับ Token Ring เป็นต้น        .

แปลง่ายๆสะพานนั่นแหละ ว่าอ่านสัญญาณ ไฟฟ้าเสร็จก็ส่งต่อ) ไม่ทำการเช็คข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น ข้อมูลจะถูกจะผิดชั้นก็ส่งต่อ

สวิตซ์  (Switch)

คืออุปกรณ์เครือข่ายที่ทำหน้าที่ในเรเยอร์ที่ 2 และทำหน้าที่ส่งข้อมูลที่ได้รับมาจากพอร์ตหนึ่งไปยังพอร์ตเฉพาะที่เป็นปลายทางเท่านั้น และทำให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตที่เหลือส่งข้อมูลถึงกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้น อัตราการรับส่งข้อมูลหรือแบนด์วิธจึงไม่ขึ้นอยู่กับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันนิยมเชื่อมต่อแบบนี้มากกว่าฮับเพราะลดปัญหาการชนการของข้อมูล

Gateway :  ( เกตุเวย์ )

หมายถึง ช่องทางที่ติดต่อกับเนตเวิร์กอื่น หรือ ทางไปหา Router นั่นแหละครับ (บอกว่าปากทางออกจากซอยอยู่ไหน ) ความหมายที่ 2 อุปกรณ์ที่กรองข้อมูลภายใน (คล้ายๆ Bridge และครับ) มันจะทำการกรองข้อมูลว่าอะไรควรส่งออก อะไรไม่ควรส่งออก แต่ลักษณะการกรองฉลาดกว่า Bridge เยอะ เหมือนยามเฝ้าประตู ที่จะอนุญาตให้ออกหรือเข้าประตู

 

 

นางสาว ทิพวรรณ   ปัตตะขันธ์    ปวส.   สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

 

 

 

คำศัพท์ที่ควรรู้ 

จีเอสเอ็ม (GSM ย่อมาจาก Global System for Mobile Communications ในชื่อเดิมว่า Groupe Spécial Mobile) เป็นมาตรฐานของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 80% ของมือถือทั่วโลก[1] ประเทศจีนมีผู้ใช้งานเป็นอันดับหนึ่งของโลก มากกว่า 370ล้านคน ตามด้วยประเทศรัสเซีย 145ล้านคน, อินเดีย 83ล้านคน และสหรัฐอเมริกาถึง 78ล้านคน GSM เป็นมาตรฐานเปิดภายใต้การดูแลของ 3GPP

GSM ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลสำหรับช่องสัญญาณควบคุมและสัญญาณเสียงแบบ TDMA ซึ่งแตกต่างจากเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือก่อนหน้านั้น จึงถือว่าเป็นโทรศัพท์มือถือในยุคที่สอง หรือ 2Gซึ่งหมายถึง การพัฒนาระบบขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

 

โทรศัพท์ระบบดิจิตอลในโลกนี้มี 2 ระบบ คือ

- TDMA Time Division Multiple Access หรือจะเรียกว่าเป็น GMS ก็ได้ ซึ่งเป็นระบบการแบ่งเวลากันใช้ในช่องสัญญาณ
-CDMA Code Division Multiple Access หรือ การแบ่งช่องสัญญาณโดยใช้ระหัสเข้าไป โดยทั้งสองระบบมีการใช้งานแพร่หลายด้วยวิธีการแตกต่างกันไป


ชี้มีข้อดีต่างกัน
การใช้วิธีจัดสรรเวลา ในแบบ TDMA มีข้อดีคือ เวลาที่ให้จะเท่ากันหมด ถือว่าทุกคนมีช่องเวลาที่ชัดเจนตายตัว ทำให้ง่ายต่อการวางแผน โดยเฉพาะเรื่องของเสียง แต่เมื่อต้องใช้ส่งข้อมูลมากๆนั่นแหล่ะ จึงจะมีปัญหาด้านความเร็วเกิดขึ้น เนื่องจาก TDMA ถูกจำกัดความเร็วต่อช่องสัญญาณที่ 9.6 กิโลบิตต่อวินาที ผู้ประกอบการจึงแก้ปัญหาด้วยการนำหลายๆช่องสัญญาณมารวมกัน ซึ่งนั่นก็คือเทคนิคของ GPRS (General Packet Radio Service ) นั่นเอง ในขณะที่ CDMA นั้น เป็นเทคโนโลยีที่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูงกว่า มันจึงถูกคิดค้นขึ้นมาใช้งาน ซึ่งเดิมทีเป็นเทคโนโลยีที่ทางการทหารสหรัฐใช้งาน ต่อมาถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจ โดยนำไปดัดแปลงใช้กับความถี่ต่างๆที่มีอยู่ โดย ณ ปัจจุบันสหรัฐใช้กับคลื่นความถี่ 800 , 1900 Mhz ในขณะที่,เกาหลี ได้ประกาศให้เป็นมาตรฐานของประเทศเพียงมาตรฐานเดียว ใช้คลื่นความถี่ 800 Mhz ส่วนไทยใช้ CDMA ในย่าน 800 Mhz ภายใต้การดูแลของการสื่อสารแห่งประเทศไทย มีบริษัทฮัทชินสัน เป็นผู้ทำตลาดอยู่ในขณะนี้

ในแง่ลูกเล่นของ CDMA ได้มีเคลมกันว่า ระบบ CDMA มีการให้บริการข้อมูลได้สูงกว่า GSM ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น แต่ตอนนี้ GSM ได้นำ GPRS เข้ามาเพิ่มความเร็วในการส่งข้อมูล ทำให้ส่งได้ 40 กิโลบิตต่อวินาที ขณะที่ CDMA ส่งได้ถึง 114-140 กิโลบิตต่อวินาที ตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเร็วกว่าใคร แต่อยู่ที่ว่า ใครมีแอพพลิเคชั่นที่ลูกค้าต้องการมากกว่ากัน

TDMA หรือ GSM เมืองไทยแต่ค่ายต่างกันอย่างไร?
สำหรับTDMA ในเมืองไทย มีทั้ง GSM 900 ,1800 และ 1900 เมกกะเฮิร์ซ ในแง่เทคโนโลยีแล้ว แต่ละย่านความถี่มีพื้นฐานเหมือนกัน เพียงแต่ความถี่ปลายทางต่างกัน หรือ จะเปรียบง่ายๆ ก็คือ วิธีการไปถึงจุดหมายปลายทาง เป็นการไปด้วยพาหนะที่ต่างกันนั่นเอง ในบรรดา GSM ด้วยกัน ความถี่ 900 Mhz เป็นความถี่ต่ำที่สุด จากนั้นก็เป็น 1800 Mhz ซึ่งถือเป็น 2 เท่าของ 900 และ 1900 Mhz mujถูกกำหนดให้เป็นความถี่ที่ใช้ในทวีปอเมริกาเหนือ เพราะย่านความถี่ 900 กับ 1800 ในอเมริกาเหนือเขาเอาไปใช้ทำอย่างอื่น

การที่ประเทศไหน จะใช้ย่านความถี่ของโทรศัพท์มือถือย่านใดนั้น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ โดย ITU ได้แบ่งโลกนี้ออกเป็นภูมิภาคหรือเป็นโซน ซึ่งประเทศไทยอยู่ในโซนที่ 3 และจะกำหนดว่าประเทศในกลุ่มนี้ต้องใช้คลื่นความถี่เท่าไหร่ แต่ก็สามารถใช้คลื่นอื่นได้เหมือนกันถ้าหากยังว่างอยู่ แต่ปัญหาที่เกิดก็คือ การใช้คลื่นความถี่หลายระบบในประเทศเดียวกันนั้น จะเกิดการทับซ้อนกันในบางช่วงของความถี่

ขณะนี้ประเทศไทย มีโทรศัพท์ทุกระบบที่ในโลกนี้เขาใช้ ขาดก็แต่ระบบในญี่ปุ่น คือ 1500 เมกกะเฮิร์ซเท่านั้น ทำให้เกิดการรบกวนกันของย่านความถี่โดยไม่ตั้งใจ หากบางสถานีตั้งใกล้กัน ก็อาจทำให้สลับเครือข่ายกันได้ อาจเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งผู้ประกอบการต้องมาแก้ปัญหากัน ด้วยการพยายามหลบหลีกช่องสัญญาณต่างๆ และไม่ตั้งเซลล์ไซต์ใกล้กัน


สำคัญที่สุด คือ แอพพลิเคชั่น
แอพพลิเคชั่นที่ว่านี้ มีทั้งในรูปแบบ เสียง ซึ่งได้แก่บริการ พูดโต้ตอบสนทนาได้ , บริการ ไดเวิร์ด คอลล์ , คอลล์ คอนเฟอเรนส์ ,วอยซ์ เมล ,ดาวน์โหลดริงโทน ส่วนแอพพลิเคชั่นที่ไม่ใช่เสียง(non vioce) ก็อย่างเช่น การส่งภาพ ข้อมูล ,อินเทอร์เน็ตซิม ,การเข้าสู่เว็บไซต์,ดาวน์โหลดข้อมูล ,รับส่งอีเมล ทุกวันนี้มือถือที่เป็น GPRS ใช้เชื่อมกับโน้ตบุคได้ ซึ่งจะเป็นเหมือนโมเด็มในการหมุนเข้าสู่ระบบดาต้า ในอนาคตผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่า มันคือเทคโนโลยีอะไร รู้แต่เพียงว่ากดปุ่มเดียวก็เข้าถึงบริการนั้นๆแล้ว โทรศัพท์รุ่นใหม่ๆจึงเริ่มหันมาพัฒนาให้ใช้งานง่าย โดยออกแบบให้กดเพียงปุ่มเดียวก็เข้าถึงข้อมูลได้เลย

GSM ดิ้นต่อยอดเทคโนโลยีสู้ CDMA
แต่เนื่องจาก GPRS มีข้อจำกัดด้านความเร็ว คือ 1 ช่องสัญญาณส่งข้อมูลได้ 9.6 กิโลบิตต่อวินาทีและเมื่อรวมช่องสัญญาณแล้ว ก็ยังทำได้สูงสุดแค่ 40 กิโลบิตต่อวินาที ทำให้ส่งข้อมูลได้ภาพทั้งเสียง ข้อมูล แต่ในส่วนวิดีโอคลิป ควรจะเป็นเครือข่ายที่ความเร็วสูงกว่านี้จึงจะสมบูรณ์ จึงมีการนำระบบ EDGE เข้ามา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS ขอเรียกมันว่า เป็น 2.75 G ก่อนที่จะก้าวไปสู่ 3G

EDGE เป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS ในระบบ GSM กำลังจะเปิดให้บริการในอเมริกาเหนือ เพราะการใช้ EDGE จะเท่ากับการใช้ช่องสัญญาณ GPRS ถึง 3 ช่อง จึงได้ประสิทธิภาพมากกว่า ซึ่งผู้ประกอบการหลายรายในไทยก็เริ่มสนใจนำมาใช้ในไทยแล้วเช่นกัน เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจต่างชาติที่มีระบบ EDGE ใช้ในประเทศของเขา นำเครื่องมาใช้ในเมืองไทยได้

แต่เครื่องลูกข่ายที่นำมาใช้กับโครงข่ายของ EDGE จะต้องเป็นเครื่องลูกข่ายใหม่ที่รองรับ EDGE ซึ่งอาจเป็นภาระผู้บริโภคที่ต้องซื้อเครื่องใหม่ เพราะไม่สามารถใช้ร่วมกับเครื่องที่เป็น GPRS เดิมได้ ดังนั้นตามความจำเป็นในขณะนี้แล้ว จึงเชื่อว่า EDGE น่าจะถูกนำมาใช้เป็นบางจุดเท่านั้น โดยสามารถใช้ส่งวิดีโอ


1. Time Division Multiple Access (TDMA)
TDMA คือการแบ่งช่องสัญญาณรวมออกเป็นช่วงเวลาเล็กๆ สายสื่อสารแต่ละเส้นจะได้รับกำหนดช่วงเวลาอย่างน้อยหนึ่งช่วง และสามารถส่งสัญญาณเต็มขีดความสามารถของสาย เพราะไม่ต้องเสียให้กับช่องสัญญาณกันชน

GPRS (General Packet Radio Service)
นี้ไม่ใช่สิ่งใหม่แต่ประการใดในแวดวงโทรคมนาคม ซึ่งจะจัดให้มันอยู่ในเจนเนอเรชั่นที่ 2.5 G สำหรับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ (โดย 1 G หมายถือโทรศัพท์มือถือระบบอนาล็อก, 2 G หมายถึง โทรศัพท์มือถือดิจิตอลปัจจุบันที่เราใช้อยู่)
GPRS นั้นถือว่าเป็นบริการใหม่ที่ล้ำสมัยของโทรศัพท์มือถือที่ไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่การใช้เสียงเท่านั้น โดยมันมีความสามารถในการส่งข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ด้วยความเร็วในระดับ 172 Kbps (ขณะที่โทรศัพท์มือถือดิจิตอลธรรมดาส่งได้ด้วยความเร็ว 9.6 Kbps) ซึ่งความเร็วที่สูงระดับนี้สามารถรองรับกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา และอีกไม่นานเราคงจะได้เห็นการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบย่อในมือคุณไม่ว่าจะเป็นการ Chat, Web, Browsing, FTP หรือ E-mail
GPRS ได้ถูกกำหนดเป็นมาตรฐาน และมีกำหนดการที่จะออกใช้งานทั่วโลก โดยเริ่มมีการวางระบบเพื่อรองรับการใช้งานงานตั้งแต่ปี 2000 โดยปี 2001 นั้นจะเริ่มทดสอบให้บริการที่ความเร็ว 56 Kbps และ 112 Kbps ก่อน โดยทั้งหมดจะทำงานอยู่บนเครือข่ายโทรศัพท์ GSM เดิม (แต่ตัวเครื่องโทรศัพท์ GSM เดิม จะไม่สามารถใช้งานกับ GPRS ได้) จากนั้นในปี 2002 จะเข้าสู่ยุคของ 3G เสียที

GPRS คืออะไร?
- เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นบนเครือข่ายเดิมเพื่อให้การส่งข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสะดวกยิ่งขึ้น
- เทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบรวดเร็ว ซึ่งใช้ได้กับเครือข่ายระบบ GSM ช่วยเพิ่มความรวดเร็วให้กับการติดตั้ง และทำให้ระยะเวลาในการส่งข้อมูลรวดเร็วยิ่งขึ้น
- เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาเพื่อการใช้ Mobile Internet ด้วยความสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้ท่านสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวก และง่ายดายผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
- นวัตกรรมใหม่ที่ทำให้การส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพด้วยความเร็วจากเดิมเพียงแค่ 9.6 Kbps เป็น 40 Kbps ช่วยให้ท่านสามารถเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่
- การส่งข้อมูลแบบใหม่ในรูปแบบของมัลติมีเดีย ซึ่งจะประกอบไปด้วยรูปภาพที่เป็นกราฟฟิก เสียงและวิดีโอ เช่นการใช้ Video Conference


ทำไมต้อง GPRS?
- เพราะ GPRS ช่วยให้ส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แม้ในช่วงเวลาที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตมาก
- เพราะ GPRS ทำให้ท่านเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าคุณอยู่ที่ใด และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
- เพราะ GPRS ช่วยให้ท่านไม่ขาดการติดต่อ ท่านสามารถรับส่งเมล์ได้อย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งเล่น ICQ


การพัฒนาเทคโนโลยี
หลังจากที่วงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้มีการพัฒนาด้านการสื่อสารข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือและ None Voice Application อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถสื่อสารได้ทุกรูปแบบอย่างไร้ขีดจำกัดในระหว่างเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้วยเสียงหรือข้อมูล ดั้งนั้นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงได้พัฒนาและนำเทคโนโลยีอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เช่น
1. Short Message Service (SMS)
- การใช้เทคโนโลยี SMS หรือการส่งข้อความที่กำลังได้รับความนิยมกันทั่วไปมากขึ้นทุกวันในบ้านเราขณะนี้
- Sim Tool Kit โดยใช้ Sim Card ที่ทางผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้พัฒนาและเพิ่มเติมบริการไว้ให้ใช้งานและบริการต่าง ๆ ง่ายมากยิ่งขึ้น
2. Circuit Switched Data (CSD)
- WAP หรือ Wireless Application Protocol ที่สามารถ Connect กับโลกของข่าวสารข้อมูลกับ Wap Site ต่าง ๆ ได้ทั่วโลกแม้กระทั้งในรูปแบบของ Wireless Internet


แต่อย่างไรก็ตามทางผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ยังเล็งเห็นว่า การโอนถ่ายสื่อสารข้อมูลของโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ยังมีข้อจำกัดในด้านความเร็วการรับส่ง และรวมไปถึงปริมาณข้อมูลที่สามารถทำการรับจึงได้เริ่มพัฒนา


การเชื่อมต่อแบบใหม่ที่ใช้ระบบGPRSเข้ามาก็จะเป็นการเชื่อมต่อและวิธีการส่งข้อมูลที่มีลักษณะเช่นเดียวกับอินเตอร์เน็ตก็คือ เมื่อต้องการข้อมูลหรือส่งข้อมูลอะไรก็แล้วแต่ ก็จะเป็นการส่งข้อมูลลักษณะนั้น เข้าไปในเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องจองเวลาไว้ตลอดเวลา จึงทำให้วิธีการใช้งานของ GPRS ในแบบใหม่นี้จะเห็นได้ว่าจะมีการพูดถึง การเก็บเงินที่เป็นจำนวนข้อมูลที่รับ และส่งออกมา มากกว่าวิธีการติดต่อสื่อสารจากวิธีเดิมที่คิดจำนวนเวลาในการติดต่อสื่อสารแต่ละครั้ง


การติดต่อด้วยระบบ GPRS ยังสามารถติดต่อสื่อสารด้วยเสียง ในขณะที่เราสามารถติดต่อสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ตในขณะเดียวกัน ซึ่งก็คือ เราสามารถติดต่อสื่อสารทั้ง 2 ระบบ ภายในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแต่ละรุ่นที่ผลิตออกมา แต่เท่าที่ทราบในขณะนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละรุ่นยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารพร้อม ๆ กันได้


GPRS เชื่อมโลกอินเตอร์เน็ต บนโทรศัพท์เคลื่อนที่
GPRS ไม่ได้เป็นลักษณะที่จะสามารถให้บริการได้ด้วยตัวของระบบเอง แต่ตัวมันเองเป็นเพียงแค่ Bearer ให้กับ Application ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ความเร็วที่เพิ่มมากกว่าปกติในระบบ GSM ที่เคยรองรับอยู่เดิมมาก่อน และระบบ GPRS จะต้องต่อไปยัง Packet Data Network ที่เป็น IP Network อีกต่อหนึ่ง
ดังนั้นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่จะเปิดใช้ในระบบ GPRS ได้นั้นจะต้องทำการติดตั้งระบบเครือข่าย ที่ประกอบด้วยหน่วย
หลัก ๆ 2 หน่วยด้วยกัน คือ
1. SGSN (Serving GPRS Supports Node)
2. GGSN (Gateway GPRS Supports Node)
โดยทั้งสองหน่วยหลักขององค์ประกอบนี้จะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันโดยมีอุปกรณ์อื่น ๆ เป็นตัวช่วยเพื่อไปร่วมใช้ Radio Interface จาก Base Station โดยผ่านตัวควบคุม ที่เรียกว่า PCU (Packet Control Unit) ที่ติดตั้งไว้ที่ BSC(Base Station Controller) อันทั้งนี้อาจมองNetwork เป็นอีก Network หนึ่ง ซึ่งเข้ากับ Mobile Phoneผ่านทาง Radio Interface ของระบบ GSM Network เดิมโดยเป็นบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการรับส่งข้อมูลเป็น Packetโดยตรง

คุณสมบัติเด่นหลัก ๆ ของระบบ GPRS คือ

1.  การโอนถ่ายข้อมูลที่มีความสามารถในการ รับ- ส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้สูงถึง 9 - 40 kbps ซึ่งจะทำให้สามารถรับ- ส่งข้อมูลที่เป็น VDO Mail หรือ ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆได้ พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้เร็ว และมีประสิทธภาพมากกว่าเดิมรวมถึงการ Down lode/Up lode ได้ง่ายยิ่งขึ้น

2.  Always On การเชื่อมต่อเครือข่ายและโอนถ่ายข้อมูลสามารถดำเนินต่อไป แม้ในขณะที่มีสายติดต่อเข้ามาก็ตาม จึงทำให้การโอนถ่ายข้อมูลไม่ขาดตอนลง

3.  Wireless Internet ที่เชื่อมต่อเข้ากับ Terminal เช่น PDA หรือ Note Book สามารถที่จะโอนถ่ายข้อมูลได้เร็วขึ้นจากที่เคยเป็นอยู่


ประโยชน์ของ GPRS

  • ประหยัดค่าใช้จ่าย - เทคโนโลยี GPRS จะทำให้การคิดอัตราค่าบริการในการใช้อินเตอร์เน็ต ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในการรับ และส่งข้อมูล ไม่ใช่ช่วงเวลาในการเชื่อมต่อ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ จ่ายเพียงแค่อัตราค่าบริการในการดาวน์โหลด และอัพโหลดเท่านั้น
  • รวดเร็วยิ่งขึ้น - GPRS จะช่วยให้ท่านเชื่อมต่อ และรับข้อมูลจ่าง ๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยระยะเวลาที่รวดเร็วกว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM ทั่วไป ทำให้การเข้าสู่ web หรือการรับส่งe-mail เป็นไปอย่างสะดวก และง่ายดาย
  • คุ้มค่า - เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อย แต่รับผลตอบแทนจากการรับ-ส่งข้อมูลอย่างมากมาย
  • น่าใช้ - GPRS ทำให้ท่านได้รับข้อมูลในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบข้อความ หรือรูปแบบมัลติมีเดีย ซึ่งประกอบไปด้วยรูปภาพ เสียง และวีดิโอ ทำให้การติดต่อสื่อสารของคุณผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ซ้ำซากอีกต่อไป


GPRS ดีกว่าระบบ GSM เดิมอย่างไร?

ความเร็วที่เพิ่มขึ้น จาก 9.6 Kbps เป็น40 Kbps
สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา (Always On) โดยไม่เสียค่าบริการ และยังสามารถโทรออก และรับสายโทรเข้าได้ ในขณะที่คุณเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่
เสียค่าบริการจากจำนวนข้อมูลที่เราทำการรับ หรือส่ง (Download หรือ Upload) เท่านั้น
สามารถรับข้อมูลในรูปแบบของ Multimedia ได้ เช่นการชม Video Clip ผ่านทางอุปกรณ์ PDA ได้


บริการในระบบ GPRS

ด้วยโทรศัพท์มือถือในระบบ GPRS คุณสามารถเข้าสู่บริการ non voice ที่หลากหลายจาก mobileLIFE โดยบริการใหม่ล่าสุดคือบริการ mClose2me, mDiscount, และ Advanced Mail จาก mMail นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้บริการอื่นๆที่มีอยู่เดิม เช่น mInfo, mEntertain, mBanking, mMail, mChat, mShopping และ mMessaging ด้วยความเร็วที่สูงขึ้นได้อีกด้วย

มากไปกว่านั้นคือถ้าคุณใช้โทรศัพท์มือถือระบบ GPRS ต่อเชื่อมเข้ากับ PDA หรือ Computer Notebook ของคุณ คุณจะสามารถ Browse สู่โลกอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายดายทุกที่ ทุกเวลา และคุณยังสามารถรับข้อมูล ข่าวสารในรูปแบบของ Video ไม่ว่าจะเป็นรายการกีฬา, ละคร, ข่าว, และ ข้อมูลสภาพการจราจร ที่จะทำให้ชีวิตของคุณ ต่อติดกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ



 

รูปแบบการให้บริการของ GPRS

  • Textual And Visual Information บริการนี้เป็นจุดแตกต่างอย่างแรกที่ GPRS เหนือกว่า GSM ทั่วไป โดยสามารถส่งข้อมูลที่เป็นตัวอักษร หรือรูปภาพกราฟิกไปยังโทรศัพท์มือถือได้อย่างสะดวกรวดเร็วซึ่งจะทำให้ GPRS แทรกซึมเข้าสู่การใช้งานของคนทั่วไป ได้ทั้งข่าวความเคลื่อนไหว, ข้อมูลที่คนส่วนใหญ่สนใจ รวมทั้งบริการต่างๆ ที่จะเสริมเข้ามาในอนาคต
  • Still Images เป็นการส่งภาพนิ่งความละเอียดสูงไปมาระหว่างเครื่องด้วยกันได้ ทำให้สามารถส่งผ่านความรู้สึกดีๆ ผ่านภาพถ่าย หรือการ์ดอวยพรได้เลย รวมทั้งภาพที่ถ่ายได้จากกล้องดิจิตอล ก็สามารถโอนแล้วส่งต่อไปได้ทันที
  • Moving Images นอกเหนือจากภาพนิ่งแล้วภาพเคลื่อนไหวก็สามารถส่งต่อกันไปได้เช่นกัน เช่น การประชุมทางไกล หรือ การส่งภาพจากกล้องวงจรปิดไปยังโทรศัพท์มือถือในกรณีประยุกต์ใช้กับระบบรักษาความปลอดภัย
  • Chat เป็นคุณสมบัติที่คงจะถูกใจของผู้รักการคุยแบบไม่ใช้เสียง ซึ่งสามารถสนทนากันได้ทั้งแบบเป็นคู่ หรือเป็นกลุ่มได้อย่างสบายใจ ซึ่งจุดเด่นที่สำหรับ สามารถ Chat ได้ทุกที่ที่อยากจะ Chat
  • Web Browsing เป็นการเข้าสู่ World Wide Web ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งความเร็วมีให้เลือกตั้งแต่ 56 Kbps ไปจนถึง 112 Kbps การท่องเว็บจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้รูปแบบการแสดงผลจะแตกต่างจากการท่องเว็บโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บ้าง
  • E-Mail เป็นบริการพื้นฐานที่มีคนนิยมใช้งานมากที่สุดสำหรับการส่งข้อความ โดยจะมีการใช้ในรูปของ SMS (Short Message Service) ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
  • File Transfer เป็นบริการโอนถ่ายไฟล์ข้อมูลซึ่งน่าจะใช้งานกันอย่างแพร่หลายขึ้น GPRS เพราะความเร็วดูจะเหนือกว่าการใช้งานผ่านโมเด็มกับโทรศัพท์พื้นฐานที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาก โดยจะรองรับกับโปรโตคอล FTP และแอพพลิเคชั่นที่อ่านข้อความอย่าง Acrobat Reader
  • Audio แน่นอนว่าโทรศัพท์ต้องมีเสียง แต่บริการด้านเสียงของ GPRS จะเหนือกว่าโทรศัพท์มือถือเดิม ๆ ที่เรารู้จัก เนื่องจากความคมชัดของสัญญาณเสียงที่เหนือกว่า และยังประยุกต์ใช้ในการเก็บไฟล์เสียงเพื่อนำไปใช้งานในด้านต่างๆ ด้วย เช่น การวิเคราะห็รายละเอียดของเสียงในงานของตำรวจ เป็นต้น
  • Remote LAN Access เราสามารถเข้าถึงเครือข่ายความพิวเตอร์ โดยใช้โทรศัพท์มือถือแทนเบอร์โทรศัพท์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้อย่างง่ายดาย ซึ่งความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลจะเหนือกว่าโทรศัพท์พิ้นฐานทั่วไป
  • Vehicle Positioning เป็นความสามารถในการบอกตำแหน่งของยานพาหนะที่เราใช้อยู่ โดยจะสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียม ซึ่งจะสามารถบอกตำแหน่งที่เราอยู่โดยอ้างอิงกับเครื่องโทรศัพท์มือถือได้อย่างแม่นยำ


GPRS เป็นเทคโนโลยีในยุคแรกๆของวงการของระบบ GSMซึ่งสมัยนั้นสามารถทำได้แค่พูดคุยอย่างเดียว ส่งข้อมูลอะไรไม่ได้เลย (สมัยนั้นเราเรียกว่าช่วง 1G) ต่อจากนั้นเทคโนโลยี GPRS ก็ถูกพัฒนาขึ้นบนเครือข่ายเดิมเพื่อให้นอกจากการรับส่ง Voice เพียงอย่างเดียวแล้ว สามารถรับส่ง Data หรือข้อมูลไปพร้อมกันได้ด้วย จึงเป็นที่มาของการส่ง SMS จิ๊จ๊ะหากัน เราเรียกกันว่า 2G พอความแรดของคนเราเริ่มไม่พอเพียงกับความต้องการในยุคปัจจุบัน การส่งแค่ตัวหนังสือมันเริ่มจะเชยไป จึงเริ่มเป็นที่มาของการเข้าสู่ยุค 2.5G

ระบบ 2.5G เป็นต้นกำเนิดของระบบ GPRS ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อกับ Operator หรือเจ้าของเครือข่ายที่ปล่อยสัญญาณได้ความเร็วสูงสุดประมาณ 50Kbps ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีการบูมของการ Download Ringtone โทรศัพท์, ส่ง MMS เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันก็เรียกได้ว่าเกือบถูกเข็นเข้ากรุไปได้อย่างเต็มตัวแล้ว ในเมื่อประเทศไทยมีการเปิดใช้เทคโนโลยี EDGE อย่างแพร่หลาย ซึ่งความเร็วที่ต่อได้จาก EDGE จะเหนือกว่า GPRS มากกว่าถึง 4 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งหลายต่อหลายคนก็สามารถเพลิดเพลินในโลกอินเตอร์เนทยุค 2G ได้แล้วทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านทางมือถือ หรือโดยการใช้ Aircard





 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าโลกไม่มีเทคโนโลยี

เทคโนโลยีสามารถสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาแต่สิ่งต่างๆก็เกิดขึ้นจากมนุษย์ เช่น 

                   1. อินเตอร์เน็ต  
ถ้าหากไม่มีอินเตอร์เน็ตเชื่อว่าคนไทยไม่สามารถรับรู้สิ่งแปลกๆใหม่ๆที่เกิดมาอย่างรวดเร็ว ข่าวสารต่างๆก็สามารถรับรู้ได้ทางอินเตอร์เน็ต
ข้อมูลต่างๆ ส่วนใหญ่ข้อมูลในอินเตอร์ทำให้มนุษย์พัฒนา จึงปฎิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์ทำให้โลกกว้างขึ้น รู้ว่าใครทำอะไรอยู่ แต่อินเตอร์เน็ตอาจกล่าวได้ด้วยอคติของคนเราทำให้มนุษย์เริ่มขี้เกียจมากขึ้นเมื่อก่อนถ้าจะทำรายงานนักเรียนก็ต้องนั่งปิคนิคกันที่ห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลในการทำแต่ขอโทษยุคปัจจุบันตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ตมาคุณครูท่านสั่งให้ไปหาข้อมูลทำรายงานมา 1 เรื่อง นักเรียนสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว สองวันก็สามารถส่งงานได้     ตั้งแต่ดิฉันได้รู้จักGoogleการทำรายงานมาส่งอาจารย์เลยกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับดิฉัน
               2.  ทีวี
ถ้าไม่มีทีวีคนไทยเราคงไม่รู้เรื่องเกี่นวกับข่าวสารแต่ปํญหาที่เกิดขึ้นสำหรับพวกเราคือ คงไม่รับรู้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรบ้างสรุปคือมีทีวีและดีแล้วคนไทยเราจะได้รับรู้สิ่งต่างๆได้ทุกวัน
ดิฉันว่าเทคโนโลยีขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้เพราะดิฉันเชื่อว่าผู้สร้างคงคิดขึ้นว่ามนุษย์และธรรมชาติ
คงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเทคโนโลยีจะดีไม่ดีคงขึ้นอยู่กับเรานั้นเองว่าจะใช้เทคโนโลยีในทางที่ถูกหรือผิด ความจริงแล้วเทคโนโลยีนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ด้วยกัน
              คิดว่าถ้าทุกวันนี้โลกเราไม่มีเทคโนโลยีสารสนเทคโลกของเราก็จะเต็มไปด้วยความวุนวายเชื่องช้าและการทำอะไรหลายอย่างก็จะทำได้ยากยิ่งขึ้นเช่นการส่งข้อมูลในระยะไกลถ้าไม่มีเทคโนโลยีแล้วก็จะต้องไปแจ้งด้วยตัวเองทำไห้เสียเวลาอย่างมากด้วยเหตูนี้เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเราหรืออาจกล่าวได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้วก็ได้นะโลกทุกวันนี้คงจะไม่เจริญก้าวหน้า และ คงจะลำบากกว่านี้แน่แท้ เพราะว่า การสื่อสารนั้นสำคัญอย่างมาก ยิ่งเร็วยิ่งไวก็เป็นที่ต้องการของมนุษย์มากขึ้น อีกทั้งการที่เราต้องสื่อสารที่เร็วนั้นต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยอย่างมากมาย นับว่าเทคโนโลยีสนเทศมีบทบามอย่างมากในชีวิตประจำวันของเราไปโดยถ้าโลกนี้ไม่มีเทคโนโลยีจริงๆ ก็จะทำให้ขาดความทันสมัย ขาดข้อมูลใหม่ๆ ไม่มีความเจริญก้าวหน้า
ถ้าเราต้องการหาข้อมูลอะไรแล้วไม่มีเทคโนโลยีมาช่วย เราก็ต้องเข้าไปหาที่ห้องสมุดทำให้เราหางานได้ช้าลงแต่ถ้ามีเทคโนโลยีในการช่วยหา จะทำให้เราหาได้ง่ายขึ้นในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากเช่นการทำธุรกิจ หากไม่มีเทคโนโลยีสารสนเทศการติดต่อสือสารต่างๆจะไม่สะดวก ทำให้ข่าวสารหรือธุรกิจบางอย่างล้าช้าและไม่ทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะธุรกิจที่จะต้องติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศคงจะใช้เวลานานในการติดต่อกัน