การเสนอให้ครูตีที่มาจากนักเรียน
ผมคุยกับคุณครูท่านหนึ่งถึงเรื่องการสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนในการเรียนในห้องเรียน นักเรียนคนหนึ่งเสนอให้มีการตี โดยบอกว่าถ้าไม่ตี การเรียนก็จะไม่ได้ผล เพราะนักเรียนจะขี้เกียจ ต้องแก้โรคขี้เกียจด้วยการตี
เรื่องนี้สะท้อนอะไรครับ
ถ้ามองอย่างวิธีคิดแบบ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" แสดงว่านักเรียนยอมรับแล้วว่าการตีเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง ครูยังคงต้องตีอยู่ เพื่อให้นักเรียนมีความรับผิดชอบในการเรียน
ถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น ผมว่า "การตี" เป็น Social model หรือรูปแบบทางสังคมที่สร้างสมกันมานานจนนักเรียนยึดเป็นรูปแบบทางสังคมว่าการตีเป็นเรื่องที่ถูกต้อง นักเรียนที่ทำผิด ที่ไม่รับผิดชอบ ต้องถูกครูตี
โดยที่ตัวนักเรียนเองคงไม่คิดว่าการตีนั้นได้ผลระยะสั้น ส่วนผลระยะยาวที่เป็นเรื่องของการทำร้ายจิตใจ นักเรียนคงคิดไม่ถึง
เพราะ Social model แบบนี้มาจากส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึง "จิตใจ" ของผู้เรียนครับ ว่าจะได้รับผลกระทบที่เป็นผลเสียอย่างไรบ้าง
เนื่องจากวัฒนธรรมแบบ "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" นั้นกลายมาเป็น Social model ของคุณครูผู้รักการตีทั้งหลายเข้าไปแล้ว
การตีของคุณครู จึงเป็น Social model ที่จะเข้าไปอยู่ในจิตใจของเด็ก ที่มีผลต่อการพัฒนาชีวิตและจิตใจในระยะยาว
สวัสดีค่ะ
ดีมากเลยครับ
การตีไม่ถือว่าเป็นการลงโทษแต่หากเป็นการใช้ความรุนแรง
ควรให้โอกาสแก่ทุกคนที่เขาพลาดไปแล้ว เพราะแต่ละคนมีที่มาและเหตุผลที่ต่างกัน ควรให้เขามีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต
ต้องนำเด็กคนแรกที่เสนอให้ครูตีมาศึกษาเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเยี่ยวยาจิตใจ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ.....
การตีเด็กหรือลงโทษเด็ก...ไม่ใช่วิธีการใช้ความรุนแรงเสมอไปนะคะ ต้องดูเป็นรายกรณีไป เพราะบางคนใช้ไม้อ่อนได้ในขณะที่บางคนใช้ไม้อ่อนไม่ได้ผล....น่าเห็นใจครูที่ต้องมาเจอกับเด็กหลายๆประเภทที่...ทั้งคุยกันรู้เรื่องและไม่รู้เรื่อง
โดยเฉพาะปัจจุบันโรงเรียนทางต่างจังหวัดต้องรับเด็กทุกประเภท ( นานาชาติ ) ทำให้มีความลำบากใจมากกับการเรียนการสอน จึงต้องคิดแค่ระยะเวลาที่เด็กอยู่กับครูแต่ละคน( เด็กจะย้ายเข้าย้ายออกติดตามผู้ปกครองตลอดทั้งปี ) จนลืมคิดถึงผลระยะยาว
แต่สมัยก่อน ครูก็ใช้ไม้เรียวสอนเด็กจนได้ดีกันเป็นส่วนใหญ่....ซ้ำมีผลต่อจิตใจของเด็กด้วยคือ...เด็กจะจำครูคนนั้นได้ดีและกลับมาเยี่ยมมากราบพร้อมทั้งบอกว่า....ถ้าไม่มีครูคอยกำหราบ ผมหรือหนูคงไม่ได้ดีมาจนเดี๋ยวนี้
เพราะฉะนั้นบางครั้งก็ต้องใช้ไม้เรียวบ้าง แต่...อยู่ที่วิธีการและต้องไม่ใช้คำว่า....ความรุนแรง ขอบคุณค่ะ
เรื่องนี้ คงต้องคุยกันยาวครับ
เรื่องการตี ลองอ่านตรงนี้ดูนะครับ คิดให้ดี ก่อนตีลูก รวมทั้งตีลูกศิษย์ด้วยนะครับ
ผมขอเสนอความคิดเห็นเป็นประเด็นไปนะครับ
การตีเด็กหรือลงโทษเด็ก...ไม่ใช่วิธีการใช้ความรุนแรงเสมอไป
ตามความคิดของผม ผมว่าการตีเด็ก เป็นความรุนแรงทุกกรณีครับ
บางคนใช้ไม้อ่อนไม่ได้ผล
ตามความคิดของผม ผมว่าไม้อ่อน ใช้ได้ผลกับเด็กทุกคนครับ เพียงแต่ต้องใช้เวลา และ ครูต้องใจเย็น อดทน
ครูก็ใช้ไม้เรียวสอนเด็กจนได้ดีกันเป็นส่วนใหญ่..
เรื่องนี้ต้องมองกันที่หลายเหตุหลายปัจจัยครับที่เด็กได้ดี จะมองง่ายๆว่าที่เด็กได้ดีเพราะไม้เรียว คงจะไม่เป็นธรรมนัก ที่เด็กได้ดี ไม่ใช่มาจากไม้เรียวนะครับ แต่มาจากหลายเหตุหลายปัจจัย เด็กได้ดีเพราะ
* การตั้งใจเรียนของเด็กเอง
* การสอนของครูหลายๆ คน
* การศึกษาในระดับต่างๆ
* การเคี่ยวเข็ญของพ่อแม่
ฯลฯ
เด็กจะจำครูคนนั้นได้ดีและกลับมาเยี่ยมมากราบพร้อมทั้งบอกว่า....ถ้าไม่มีครูคอยกำหราบ ผมหรือหนูคงไม่ได้ดีมาจนเดี๋ยวนี้
ที่เด็กเขามาหาครูที่ตีเขา มาหาเพราะคุณครูท่านนี้มีความดีตรงอื่นครับ เช่น สอนดี ตั้งใจสอน เคี่ยวเข็ญ เอาใจใส่ ลำพังถ้าตี และ กำหราบ แค่นี้ เด็กคงไม่มาหาหรอกนะครับ
บางครั้งก็ต้องใช้ไม้เรียวบ้าง แต่...อยู่ที่วิธีการและต้องไม่ใช้คำว่า....ความรุนแรง
ผมว่าถ้าจะให้ดี คือ "ไม่ตี" จะดีที่สุดครับ คือ สอนดีด้วย และ ไม่ตีด้วย เด็กจะได้พัฒนาทั้ง "ปัญญา" และ "จิตใจ" ครับ
ได้ดีเพราะไม้เรียว ก็เป็น Social model ที่ควรจะต้องทบทวนกันใหม่ครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
การตีบางครั้งก็ทำให้เด็กดื้อไม้เรียว ได้อย่างเสียอย่างนะค่ะ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการตี คงต้องหาวิธีอื่นที่เหมาะสมกว่า ซึ่งก็ยากเหมือนกันนะค่ะ แต่เชื่อว่าด้วยความรักเด็ก คุณครูทำได้ ให้กำลังใจค่ะ
เชื่อว่าด้วยความรักเด็ก คุณครูทำได้
ครับ ผมก็เชื่ออย่างนั้นครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ