บทบาทหน้าที่ผู้ดูแลเด็กและกฎหมายสิทธิเด็กที่ควรทราบ

             เด็กเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของชาติ การพัฒนาเด็กคือ  การพัฒนาชาติ จะเห็นว่าเด็กเป็นความหวังของครอบครัว สังคม เป็นผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและความเป็นมนุษยชาติ เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ  เด็กที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ มีพัฒนาการทุกๆ ด้านที่เหมาะสมกับวัย ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตลอดจนจริยธรรม จะเป็นผู้ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

             เด็กในวัยแรกเริ่มของชีวิต หรือที่เรียกว่า “เด็กปฐมวัย” จัดว่าเป็นระยะที่สำคัญที่สุดของชีวิต เป็นจุดวิกฤตที่เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เป็นวัยทองแห่งการพัฒนา ทั้งนี้เพราะพัฒนาการทุกๆด้านของมนุษย์ ทั้งด้านร่างกาย ด้านอารมณ์  ด้านสังคม  บุคลิกภาพ โดยเฉพาะด้านสติปัญญาจะสามารถเจริญและหล่อหลอมได้ดีในช่วงนี้ และพัฒนาการใดๆ ในวัยนี้จะเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการในช่วงอื่นๆ ของชีวิตเป็นอย่างมาก  ดังที่ Freud (อ้างใน วิญญู  พูลศรี, 2541, หน้า 17) นักจิตวิเคราะห์ได้ย้ำให้เห็นว่า วัยเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์ คือ ระยะ 5 ปีแรกของคนเราประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้รับในตอนต้นๆของชีวิตจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเราจนถึงวาระสุดท้าย เขาเชื่อว่าการอบรมเลี้ยงดูในระยะปฐมวัยนั้นจะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กในอนาคต นอกจากนี้ Hurlock (อ้างใน เยาวพา เดชะคุปต์, 2542, หน้า13) ยังได้กล่าวว่า วัยเด็กนับว่าเป็นวัยแห่งวิกฤตการณ์ในการพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นระยะสร้างพื้นฐานของจิตใจในวัยผู้ใหญ่ต่อไป  บุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่แม้จะมีความแตกต่างไปจากวัยเด็กมากเท่าใดก็ตาม แต่จะเป็นความแตกต่างที่ถือกำเนิดในวัยเด็ก

           จากความสำคัญของเด็กดังกล่าวข้างต้นที่ตระหนักว่าเด็กจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ  สิ่งที่เด็กได้รับการปลูกฝัง หรือประสบการณ์ในวัยปฐมวัยจะมีอิทธิพลต่อชีวิตในวัยผู้ใหญ่ ดังนั้น เด็กทุกคนควรจะได้รับการปฏิบัติจาก   ผู้ที่เป็นบิดามารดา ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกคนให้สมกับที่เขาเป็นผู้ที่มีความสำคัญและ         มีค่ายิ่งของประเทศ  ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงกล่าวถึง หน้าที่ของผู้ดูแลเด็กไว้ว่า

                 เด็กทุกคนจึงสมควรและจำเป็นต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสมให้มีความสามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆ พร้อมทั้งการฝึกหัด ขัดเกลาความคิด จิตใจ ให้ประณีต ให้มีศรัทธามั่นคงในคุณความดี มีความประพฤติเรียบร้อย (จิตและปัญญา) ฉลาด แจ่มใส        มีเหตุผล หน้าที่นี้เป็นของทุกคนที่ต้องร่วมมือกันกระทำ โดยพร้อมเพรียงสม่ำเสมอ คือผู้ที่เกิดก่อนผ่านชีวิตมาก่อนจะต้องสงเคราะห์ อนุเคราะห์ผู้ที่เกิดตามมาภายหลัง ด้วยการถ่ายทอดความรู้ ความดีและประสบการณ์อันมีค่าทั้งปวงให้ด้วยความเมตตาเอ็นดู และด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้เขาได้ทราบให้เขาได้เข้าใจ และที่สำคัญที่สุดให้เขาได้รู้จักคิดด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง จนสามารถเห็นจริงด้วยตนเองได้ ในความเจริญและความเสื่อมทั้งปวง โดยนัยนี้บิดามารดา จึงต้องสอนบุตรธิดาที่จะต้องสอนน้อง คนรุ่นใหม่จะต้องสอนคนรุ่นเล็ก และคนรุ่นเล็กเมื่อเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจึงต้องสอนคนรุ่นหลังต่อๆ ไปไม่ให้ขาดสายความรู้ ความถี่ ความเจริญงอกงามทั้งมวลจึงจะแผ่ไพศาลไปไม่มีประมาณ             เป็นพื้นฐานของความวัฒนาผาสุกอันยั่งยืนในโลกสืบไป

 (อ้างใน  เยี่ยมลักษณ์  อุดาการ, 2542, หน้า 2-3) 

           จากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะเห็นได้ว่าหน้าที่ของการอบรมเลี้ยงดู ขัดเกลาจิตใจส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้เกิดการพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมหรือการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย โดยไม่ละเมิดสิทธิที่เด็กพึงได้รับนั้นเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันพัฒนา ปกป้องสิทธิของทรัพยากรอันทรงคุณค่านี้โดยเฉพาะ ครูหรือผู้ดูแลเด็ก ซึ่งเป็น  ผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็กรองลงมาจากพ่อแม่และนับได้ว่าเป็นบทบาทหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ 

สถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในประเทศไทย

            การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในสังคมไทยมีปรากฏการณ์ในหลายรูปแบบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย และมีแนวโน้มขยายความรุนแรงกว้างขวางขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชนต่างๆ

           ข้อมูลของกรมประชาสงเคราะห์ ปี 2545 พบว่าเด็กที่อยู่ในอายุ 1–14 ปี ประมาณ 6 ล้านคนอยู่ในครอบครัวที่ยากจน เด็กถูกทอดทิ้งมีจำนวนมากกว่าแสนคน เด็กกำพร้ามีจำนวนประมาณ 350,000 คน เด็กเร่ร่อน มีประมาณ 370,000 คน เด็กพิการทางกาย หรือทางจิตกว่า 400,000 คน เด็กชนเผ่าที่เป็นกลุ่มคนชายขอบกว่า 200,000 คนและจากรายงานของสถาบันสวัสดิการและพัฒนาเด็ก มูลนิธิเด็กให้ข้อมูลเรื่องภาวะยากลำบากที่เกิดกับเด็กบางประเภท ในปี 2545 ซึ่งเก็บรวบรวมจากการเก็บข้อมูลในจังหวัดพิษณุโลก น่าน เลย อุตรดิตถ์  และลำพูน จำนวน 6,417 คน จาก 68 โรงเรียน และวัด สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ( ซึ่งสภาพปัญหาที่เด็กเผชิญและประสบอยู่ สะท้อนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของเด็กและเยาชนตามหลักกฎหมายสากลของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  )

1)    เด็กถูกทอดทิ้งในประเทศไทยวันละ 8 คน โดยเฉพาะเด็กที่ติดเชื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กที่ถูกทอดทิ้ง 3 ใน 5 คน จะถูกอดทิ้งหลังคลอด เด็กที่ถูกทอดทิ้ง จำนวน 4 ใน 5 คน จะถูกทอดทิ้งหลังคลอด แม่ตั้งครรภ์นอกสมรส และต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง  แม่ของเด็กถูกทอดทิ้ง 1 ใน 10 คน แยกทางกับสามี ถูกข่มขืน หรือตั้งครรภ์กับคนในครอบครัว เด็กที่ถูกทอดทิ้งมักจะมีพัฒนาการช้ากว่าวัย

2)    เด็กและเยาวชนที่ถูกทารุณเป็นเหยื่อของความขัดแย้งของครอบครัวและสังคม เด็ก 1 ใน 4 คนถูกทุบตีในบ้าน เท่าที่พบเด็กถูกทารุณอายุน้อยที่สุด 24 วัน ส่วนเด็กที่ถูกกระทำทางเพศมีแนวโน้มอายุน้อยลง และผู้กระทำก็มีอายุน้อยลง และยังมีการละเลยไม่ช่วยเหลือเด็กจากสังคมเมื่อพบเห็นเด็กที่ถูกกระทำทารุณ

3)    เด็กเร่ร่อน มีทั้งที่เร่ร่อนตามครอบครัวมาหางานทำในเมือง หรือเร่ร่อนตามลำพัง เฉพาะในเมืองใหญ่อาจมีถึงหมื่นคน  เป็นชายมากกว่าหญิง เด็กเร่ร่อนจำนวน 1 ใน 6 จะเร่ร่อนถาวรเป็นขอทาน  กินอยู่หลับนอนตามใต้สะพาน ตลาด วัด ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ  สาเหตุที่เร่ร่อนเพราะหนีออกจากบ้านเพื่อนชวนมาเที่ยว  พลัดหลง ขอทานหรือขายของตามสี่แยก ทั้งที่ทำงานด้วยตัวเองหรือเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่

4)    เด็กลูกกรรมกรมีจำนวนไม่แน่ชัด ส่วนใหญ่ขาดโอกาสทางการศึกษาเมื่อจบชั้นประถมไม่มีโอกาสให้เรียนต่อ เด็กที่ได้อยู่กับพ่อแม่ในบริเวณก่อสร้าง เมื่อโตพอ ช่วยตัวเองได้ มักถูกส่งไปอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย เด็กลูกกรรมกรก่อสร้างมักได้รับบาดเจ็บเนื่องจากตะปูตำ ไม้ตกใส่ ถูกเหล็กกับฆ้อนทุบมือ แก้วบาด และมักเรียนรู้เรื่องเพศตั้งแต่อายุยังน้อย

5)    เด็กในชุมชนแออัดในกรุงเทพ มีเกือบ 8 หมื่นคน มักมีปัญหาสุขภาพ ขาดสารอาหาร เป็นโรคผิวหนังสกปรก มอมแมม ทารก 7 ใน 10 คน ไม่ได้รับวัคซีนครบตามกำหนด

6)    มีเด็กติดเอดส์จากแม่ในปัจจุบันประมาณ 6 หมื่นคน ทั้งยังจะต้องกำพร้าเนื่องจาก พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคเอดส์อีกเป็น แสนคน คาดว่าถึงปี 2548 จะมีเด็กติดเชื้อเอดส์ประมาณ – แสนกว่าคน หรือประมาณปีละ 5-6 พันคน รวมทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่ติดเชื้อโดยผ่านการมีเพศสัมพันธ์  หรือใช้เข็มร่วมกันในการใช้ยาเสพติด

 

การละเมิดสิทธิมนุษยชนกับเด็กและเยาวชน

              การละเมิดสิทธิด้านเด็ก เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็ก และเยาวชนประเภทต่างๆ แตกต่างกันไป ได้แก่

2.1      เด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หมายถึง เด็ก ที่มีความแตกต่างจากเด็กปกติ ซึ่งยังไม่ได้รับการคุ้มครอง การดูแล  การรักษา  ฟื้นฟูที่พึงได้อย่างเหมาะสม ในบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ จากรัฐ  เช่น  การศึกษา สาธารณูปโภค  รวมทั้งไม่มีหลักประกันที่กลไก  และนโยบายต่างๆ และส่งผลในทางปฏิบัติจริง  เช่น เด็กพิการด้านต่าง ๆ เด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ เด็กปัญญาเลิศ เด็กกำพร้า เด็กที่บิดามารดาต้องโทษจำคุก เด็กยากจน ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เป็นต้น เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาดูจาการที่ครอบครัวหรือผู้ดูแลโดยลำพังไม่สามารถดูแลเด็กเหล่านี้ให้สอดคล้องกับสภาพของเด็กได้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ หรือ องค์กรเอกชน

2.2      เด็กอยู่ในภาวะเสี่ยง คือ เด็กที่มีสภาพแวดล้อมทางสังคมไม่ว่าที่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ที่มีความเสี่ยงจะถูกกระทำทารุณกรรม ถูกปล่อยละเลย หรือถูกทอดทิ้งในรูปแบบต่างๆซึ่งอาจจะได้รับอันตรายต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านสติปัญญา พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านครอบครัว และอาจมีปัญหาพฤติกรรม ซึ่งเป็นการละเมิด ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ  จากการถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร

2.3      เด็กถูกละเมิดจากการถูกกระทำ คือ เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลยหรือถูกทอดทิ้ง ให้ตกอยู่ในภาวะอันตรายรวมทั้งถูกทำร้ายทุบตี ทารุณ ถูกทำร้ายร่างกาย ทางจิตใจ หรือถูกล่วงเกินทางเพศจากบุคคลในสังคมแวดล้อมหรือแม้แต่บุคคลภายนอกนอกจากนี้ปัญหาการกระทำทารุณต่อแรงงานเด็ก อาจออกมาในรูปแบบการถูกใช้แรงงานหนัก เด็กถูกนายจ้างทุบตี  ทำร้าย  และข่มขืน  เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมาตั้งแต่แรกแล้ว

2.4      เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม คือ เด็กที่มีพฤติกรรมผิดแผกแตกต่างไปจากเด็กปกติในวัยเดียวกันและมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืน ต่อต้าน กฎเกณฑ์ของสังคม ต่อต้านระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบันทางสังคมที่เด็กสังกัดอยู่ เช่น ครอบครัว โรงเรียน หรือ แม้แต่ชุมชน เป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเสียงมาตั้งแต่แรกถูกละเมิดสิทธิอันพึงเข้าถึงและได้รับการบริการต่างๆ  ฟื้นฟู  และบำบัด

2.5      เด็กกระทำความผิด คือ เด็กที่กระทำความผิดทางอาญาและเป็นเด็กที่อาจมีปัญหาพฤติกรรมถูกปล่อยปละละเลยและอาจถูกทารุณกรรมมาก่อน ทั้งนี้เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมาตั้งแต่แรกเช่นเดียวกันต้องได้รับการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรม

ลักษณะขององค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน

              องค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนในประเทศไทยนั้นมีเป็นจำนวนมากมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยประสานความร่วมมือกันระหว่างองค์กรเอกชน และหน่วยงานรัฐ บทบาทขององค์กรเอกชนแต่ละองค์กรจะมีลักษณะเฉพาะขององค์กรแต่ละองค์กรไป เช่น องค์กรที่เน้นพัฒนาเป้าหมาย เช่น  กลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเด็กอ่อน กลุ่มเด็กเร่ร่อน แรงงานเด็กถูกที่อยู่ในสถานพินิจ ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ  เด็กที่ติดเชื้อเอดส์ เป็นต้น การแบ่งงานและประสานงานกันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และพื้นที่ปฏิบัติงานขององค์กรนั้นๆ เช่น องค์กรที่ทำงานในพื้นที่ชุมชนแออัด  บางองค์กรทำงานในชนบท   บางองค์กรทำงานกับเด็กใต้สะพาน เป็นต้น

3.1      องค์กรภาครัฐ ที่ทำงานด้านเด็กมีทั้งการให้บริการช่วยเหลือและองค์กรที่ทำงานด้านกฎหมายและโยบาย นอกจากนี้ประสานงานไปถึงหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ทำงานคุ้มครองเด็กที่ถูกละเมิด  สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น

3.2      ลักษณะการดำเนินงานขององค์กรเอกชนที่ทำงานกับเด็ก เป็นการช่วยเหลือ  ฟื้นฟู  และดูแลรักษา เป็นงานเพื่อสร้างหลักประกันให้เด็กได้รับการคุ้มครองสิทธิที่พึงได้รับ นอกจากนี้จะมีองค์กรเด็กที่ทำงานพิทักษ์  และคุ้มครองสิทธิเด็กไทย รวมทั้งงานด้านกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก สำหรับองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเด็ก เช่นมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิเด็ก มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ เป็นต้น น่าสังเกตว่าการทำงานด้านเด็กและเยาวชนขององค์กรพัฒนาเอกชนจะทำงานควบคู่ไปกับงานด้านสตรี เช่น มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง  อาจเป็นเพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กมีความสัมพันธ์จึงเห็นการดำเนินงานเรื่องเด็ก  เยาวชน  และสตรี ที่หลายองค์ดำเนินงานร่วมกัน

3.3      องค์กรภาคประชาชน ลักษณะขององค์กรเป็นการรวมตัวกันของคนในชุมชนที่มีความตระหนักและเห็นความสำคัญเด็กและเยาวชนในท้องถิ่น รวมทั้งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีการร่วมกลุ่มกันทำกิจกรรมในท้องถิ่นพัฒนาทักษะของเด็ก หรือเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก เช่น กลุ่มการป้องกันและพัฒนาภาพชีวิตเด็ก กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ กลุ่มอาสาพัฒนาเด็ก เป็นต้น การที่องค์กภาคประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญกับเด็กจะเป็นสิ่งดีเพราะจะทำให้เด็กใกล้ชิดครอบครัวใกล้ชิดท้องถิ่นของตนมากองค์กรดังกล่าวส่วนมากเน้นไปด้านการศึกษา

 

4. บทบาทหน้าที่ผู้ดูแลเด็กกับกฎหมายสิทธิเด็กที่ควรทราบ

            จากสถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กในสังคมไทยซึ่งมีปรากฏการณ์ในหลายรูปแบบ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย และมีแนวโน้มขยายความรุนแรงกว้างขวางขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชนต่างๆ  ปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กนี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และบุคคลอื่นในครอบครัว นอกจากนี้ก็เกิดจากบุคคลที่ใกล้ชิดหรือเกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กต่างๆ ครูหรือผู้ดุแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นต้น

            ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็กอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งครู หรือผู้ดูแลเด็ก ซึ่งจำเป็นต้องศึกษา หรือรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก ทั้งนี้เพราะครู หรือผู้ดูแลเด็ก เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเด็กมากรองลงมาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อให้ครูหรือผู้ดูแลเด็กมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิเด็กและกระทำกับเด็กโดยมีมนุษยธรรม ไม่ละเมิดสิทธิเด็ก อีกทั้งยังสามารถป้องปกสิทธิเด็ก บทบาทหน้าที่ดังกล่าวนี้นอกจากจะต้องปฏิบัติในฐานะที่เป็นครูผู้ดูแลเด็ก หรือเป็นผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับเด็กแล้ว ยังเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอานาจักรไทย พุทธศักราช 2550  หมวด 4 ว่าด้วยหนาที่ของชนชาวไทย  มาตรา 71 ความว่าบุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย

 

กฎหมายสิทธิเด็กที่ควรทราบ

5.1   อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention  on  the  Rights the Child)

           อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) เป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดในโลก โดยทุกประเทศในโลกได้ให้สัตยาบัน ยกเว้นประเทศโซมาเลียและสหรัฐอเมริกา

           อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  เป็นผลมาจากการทำงานของคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ  และได้ประกาศใช้ครั้งแรกในปีพุทธศักราช  2533  และประเทศไทยได้ลงนามเมื่อวันที่  12  กุมภาพันธ์  พุทธศักราช  2535  ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่  26  เมษายน  พุทธศักราช  2535

         สิทธิเด็ก  เป็นสิทธิสากล (Universal  Rights)  และเป็นสิทธิเด็ดขาด (Absolute  Rights) ที่ต้องได้รับการรับรองและคุ้มครอง  อนุสัญญาฯ  ฉบับนี้ไม่ได้ใช้เพื่อการเรียกร้องสิทธิเด็ก  แต่ใช้เพื่อการพัฒนาเด็กทั้งร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  สังคม  สติปัญญา  ให้เจริญเติบโตรอบด้านเต็มศักยภาพ  และไม่เลือกปฏิบัติด้วยการผนึกกำลังร่วมกันในทุกสถานบันทั่วโลก

         อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  มีทั้งสิ้น  54  ข้อ  โดย  40  ข้อแรก  เป็นสาระสำคัญด้านสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก  4  ประการ   14  ข้อหลัง  เป็นส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการพันธกรณีที่ระบุไว้ สิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมีดังนี้

สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก 4  ประการ  ได้แก่

1.       สิทธิในการอยู่รอด  (Right  of  Survival)

             1.  ใหมีการดูแลสุขภาพอยางเหมาะสมแกมารดาทั้งกอนและหลังคลอด

             2. เด็กทุกคนมีสิทธิติดตัวที่จะมีชีวิต

             3.  เด็กมีสิทธิที่จะไดรับการจดทะเบียนทันทีหลังการเกิด และจะมีสิทธิที่จะมีชื่อนับแตเกิดและสิทธิที่จะไดสัญชาติและเทาที่จะเปนไปได สิทธิที่จะรูจักและไดรับการดูแลเลี้ยงดูจากบิดามารดาของตน

            4. เด็กมีสิทธิที่จะไดรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานสูงที่สุดเทาที่จะหาไดและสิ่งอํานวยความสะดวก สําหรับการบําบัดรักษาความเจ็บปวยและการฟนฟูสุขภาพ           

            5.  เด็กต้องได้รับโภชนาการที่ดีโดยการจัดหาอาการที่ถูกหลักโภชนาการและน้ำดื่มที่สะอาดอยางเพียงพอ ทั้งนี้ โดยพิจารณาถึงอันตราย และความเสี่ยงของมลภาวะแวดลอม

            6. เด็กต้องได้รับความรักการเอาใจใส่จากครอบครัว

               

2.       สิทธิในการปกป้องคุ้มครอง  (Right  of  Protection)

             1.  จะต้องเคารพสิทธิของเด็กแตละคน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติไมวาชนิดใดๆ โดยไมคํานึงถึง เชื้ อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น ตนกําเนิดทางชาติ ชาติ พันธุ หรือสังคม ทรัพยสิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก หรือบิดามารดา หรือผูปกครองตามกฎหมาย

            2. เด็กต้องไดรับการคุมครองจากการเลือกปฏิบัติ หรือการลงโทษในทุกรูปแบบ บนพื้นฐานของสถานภาพ กิจกรรมความคิดเห็นที่แสดงออกหรือความเชื่อของบิดามารดา ผูปกครองตามกฎหมาย หรือสมาชิกในครอบครัวของเด็ก

            3. การกระทําทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็ก ไมวาจะกระทําโดยสถาบันสังคมสงเคราะหของรัฐหรือเอกชน ศาลยุติธรรม หนวยงานฝายบริหาร หรือองคกรนิติบัญญัติ ผลประโยชนสูงสุดของเด็กเปนสิ่งที่ตองคํานึงถึงเปนลําดับแรก

           4. สถาบัน การบริการ และการอํานวยความสะดวกที่มีสวนรับผิดชอบตอการดูแลหรือการคุ้มครองเด็กนั้น ต้องเปนไปตามมาตรฐานที่ไดกําหนดไวโดยหนวยงานที่มีอํานาจ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยสุขภาพ และในเรื่องจํานวนและความเหมาะสมของเจาหนาที่ ตลอดจนการกํากับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

          5. ต้องเคารพตอสิทธิของเด็ก ในการรักษาเอกลักษณของตนไวรวมถึงสัญชาติ ชื่อและความสัมพันธทางครอบครัวของตนตามที่กฎหมายรับรอง โดยปราศจากการแทรกแซงที่มิชอบดวยกฎหมาย

          6. เด็กจะไมถูกแยกจากบิดามารดาโดยขัดกับความประสงค ของบิดามารดา

          7. ผูรับผิดชอบเบื้องตนในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก ต้องคํานึงถึงประโยชนสูงสุดของเด็กเปนพื้นฐาน        

           8. เด็กต้องได้รับการคุมครองจากรูปแบบทั้งปวงของความรุนแรง ทั้งทางรางกายและจิต การทํารายหรือการกระทําอันมิชอบ การทอดทิ้งหรือการปฏิบัติโดยประมาท การปฏิบัติที่ผิดหรือการแสวงประโยชน รวมถึงการกระทําอันมิ ชอบทางเพศ ขณะอยู ในความดูแลของบิดามารดา ผูปกครองตามกฎหมาย หรือบุคคลอื่นใดซึ่งเด็กนั้นอยูในความดูแล

          9. เด็กที่พิการทางรางกายหรือจิต ควรไดรับการดูแลเปนพิเศษให้มีชีวิตที่สมบูรณ และปกติสุขในสภาวะที่ประกันในศักดิ์ศรี สงเสริมการพึ่งพาตนเองและเอื้ออํานวยใหเด็กมีสวนรวมอยางแข็งขันในชุมชน      

         10. เด็กจะไมถูกแทรกแซงโดยพลการ หรือโดยไมชอบดวยกฎหมายในความเปนสวนตัว ครอบครัว บานหรือหนังสือโตตอบ รวมทั้งจะไมถูกกระทําโดยมิชอบ

ตอเกียรติและชื่อเสียง

          11. เด็กที่มาจากชนกลุมนอย กลุ่มชาติพันธุ์ นั้น หรือที่เปนชนพื้นเมืองจะตองไมถูกปฏิเสธซึ่งสิทธิที่จะปฏิบัติตามวัฒนธรรม ที่จะนับถือและปฏิบัติทางศาสนาหรือสิทธิที่จะใชภาษาของตนในชุมชนกับสมาชิกอื่นในกลุมเดียวกัน

          12. เด็กต้องไดรับการคุมครองจากการแสวงประโยชนทางเศรษฐกิจ และจากการทํางานใดที่นาจะเปนการเสี่ยงอันตราย หรือที่ขัดขวางการศึกษาของเด็ก หรือเปนอันตรายตอสุขภาพ หรือการพัฒนาทางรางกาย สมอง จิตใจ ศีลธรรมและสังคมของเด็ก        

          13. เด็กต้องได้รับการคุ้มครองจากการแสวงประโยชนทางเพศ และการกระทําทางเพศที่มิชอบทุกรูปแบบ  เช่น

                        ก) การชักจูง หรือบีบบังคับใหมีสวนรวมในกิจกรรมทางเพศใดๆ ที่ไมชอบดวยกฎหมาย

                        ข) การแสวงประโยชนจากเด็กในการคาประเวณี หรือการกระทําอื่น ๆที่เกี่ยวกับเพศที่ไมชอบดวยกฎหมาย

                        ค) การแสวงประโยชนจากเด็กในการแสดงลามกอนาจาร และที่เกี่ยวกับสิ่งลามกอนาจาร

           14. เด็กคนใดจะต้องไม่ไดรับการทรมาน หรือถูกปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดราย ไรมนุษยธรรม หรือต่ำชา จะไมมีการลงโทษประหารชีวิต หรือจําคุกตลอดชีวิตที่ไมมีโอกาสจะไดรับการปลอยตัวสําหรับความผิดที่กระทําโดยบุคคลที่มีอายุต่ำกวาสิบแปดป  การจับกุมกักขังหรือจําคุกเด็กจะตองเปนไปตามกฎหมาย และจะใชเปนมาตรการสุดทายเทานั้น และใหมีระยะเวลาที่สั้นที่สุดอยางเหมาะสม

3.       สิทธิในการพัฒนา (Right  of  Development)

           1. เด็กมีสิทธิที่จะไดรับการศึกษา บนพื้นฐานของโอกาสที่เทาเทียมกัน

           2.  ระเบี ยบวินัยของโรงเรียนกําหนดขึ้นในลักษณะที่สอดคลองกับศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษยของเด็ก

           3. การศึกษาของเด็กจะต้องมุงไปสู

                           ก) การพัฒนาบุคลิกภาพ ความสามารถพิเศษ และความสามารถทางดานรางกายและจิตใจของเด็กใหเต็มศักยภาพของเด็กแตละคน

                           ข) การพัฒนาความเคารพตอสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานและตอหลักการที่วางไวในกฏบัตรสหประชาชาติ

                           ค) การพัฒนาความเคารพตอบิดามารดาของเด็ก เอกลักษณทางวัฒนธรรม ภาษา และคานิยมของเด็กนั้นลง และตอคานิยมของชาติที่ เด็กนั้นอาศัยอยู และตอคานิยมของชาติถิ่นกําเนิดของเขาและตออารยธรรมอื่นๆ ที่แตกตางไปจากของเขาเอง

                          ง) การเตรียมเด็กใหมีชีวิตที่มีความรับผิดชอบในสังคมที่เสรีดวยจิตสํานึกแหงความเขาใจกัน สันติภาพความอดกลั้น ความเสมอภาคทางเพศ และมิตรภาพในหมูมวลมนุษยทุกกลุมชาติพันธุกลุมคนชาติ กลุมศาสนา ตลอดจนในหมูคนพื้นเมืองดั้งเดิม

                          จ) การพัฒนาความเคารพตอสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ

           4. เด็กมีสิทธิที่จะมีการพักและเวลาพักผอน การเขารวมกิจกรรมการการละเลนทางสันทนาการที่เหมาะสมตามวัยของเด็ก และการมีสวนรวมอยางเสรีในทางวัฒนธรรมและศิลปะ

            5. จะต้องสงเสริมสิทธิของเด็ก ที่จะเขามีสวนรวมอยางเต็มที่ในทางวัฒนธรรมและศิลปะและจะสนับสนุนการใชโอกาสที่เหมาะสมเทาเทียมกัน สําหรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม ศิลปะ สันทนาการ และการพักผอนหยอนใจ

            6. เด็กสามารถเขาถึงขอมูลขาวสารและวัสดุจากแหลงตาง ๆ กัน ทั้งในประเทศและระหวางประเทศ โดยเฉพาะอยางยิ่งขอมูลขาวสารและวัสดุที่มุงสงเสริมความผาสุกทั้งทางสังคม จิตใจ และศีลธรรม ตลอดจนสุขภาพกายและจิตของเด็ก

 4.       สิทธิในการมีส่วนร่วม  (Right  of  Participation)

              1. เด็กสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นโดยเสรีในทุกๆ เรื่องที่มีผลกระทบตอเด็ก ทั้งนี้ ความคิดเห็นดังกลาวของเด็กจะไดรับการพิจารณาตามสมควรแกอายุและวุฒิภาวะของเด็กนั้นโดยเฉพาะอยางยิ่งโอกาสที่จะมีสิทธิ มีเสียงในกระบวนพิจารณาทางตุลาการ และทางปกครองใดๆ ที่มีผลกระทบตอเด็ก ไมวาโดยตรง หรือโดยผานผูแทน หรือองคกรที่เหมาะสม ในลักษณะที่สอดคลองกับระเบียบวิธีปฏิบัติตามกฎหมายภายใน

              2. เด็กจะมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก สิทธินี้จะรวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา ไดรับ หรือถายทอดขอมูลขาวสาร และความคิดทุกลักษณะ โดยไมถูกจํากัดโดยเขตแดน ไมวาจะโดยวาจา ลายลักษณอักษร หรือการตีพิมพในรูปของศิลปะ หรือผานสื่อใดตามที่เด็กเลือก

              3. เด็กมีเสรีภาพในการสมาคม และเสรีภาพในการชุมนุมอยางสงบ

               

5.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

             นอกจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กซึ่งเป็นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับความเห็นชอบยอมรับทั่วโลกแล้ว  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 ยังได้บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิเด็กไว้หลายมาตรา อาทิเช่น

มาตรา 4  ศั กดิ์ศรี ความเปนมนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง

มาตรา 5 ประชาชนชาวไทยไม วาเหลากําเนิด เพศ หรือศาสนาใด ยอมอยู ในความคุมครองแหงรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

มาตรา 30 บุคคลยอมเสมอกันในกฎหมายและไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียมกัน

ชายและหญิงมีสิทธิเทาเทียมกัน การเลือกปฏิบัติ โดยไมเปนธรรมตอบุคคลเพราะเหตุ แหงความแตกตางในเรื่ องถิ่นกําเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไมขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ จะกระทํามิได

มาตรา 32 บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกายการทรมาน ทารุณกรรม หรื อการลงโทษดวยวิธีการโหดรายหรือไรมนุ ษยธรรม จะกระทํามิไดแตการลงโทษตามคําพิพากษาของศาลหรือตามที่ กฎหมายบัญญัติ ไมถื อวาเปนการลงโทษดวยวิธีการโหดรายหรือไรมนุษยธรรมตามความในวรรคนี้

มาตรา 40 บุคคลยอมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรมดังตอไปนี้

                (6) เด็ ก เยาวชน สตรี ผูสูงอายุ หรื อผู พิการหรือทุพพลภาพ ย อมมี