ทำไมคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ
ทำไมคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ
นงลักษณ์
จริงจิตร
การอ่านเป็นหนึ่งในสี่ทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ
สามารถฝึกได้เรื่อย ๆ ตามวัย และประสบการณ์ของผู้อ่าน
เพราะการอ่านนั้นจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์
เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการใฝ่รู้ นำไปสู่การวิเคราะห์
สามารถสร้างจินตนาการให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
ช่วยปรับปรุงชีวิตให้สดใสสมบูรณ์
มีผู้ให้คำจำกัดความหรือความหมายของการอ่านไว้ต่าง ๆ กัน
ดังนี้
มอร์ติเมอร์ เจ แอดเล่อร์ (Mortimer J.
Adler) กล่าวว่าการอ่าน หมายถึง
กระบวนการตีความหมายหรือสร้างความเข้าใจจากตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่น
ๆ
รูธ ทูซ (Ruth Tooze)
ได้กำหนดความหมายของการอ่านไว้โดยสรุปว่า
การอ่าน
หมายถึง สิ่งต่อไปนี้
1) การเข้าสู่แหล่งสำหรับการมีชีวิตอยู่และการเรียนรู้ที่สมบูรณ์
2) การก่อให้เกิดความจรรโลงใจและจิตใจที่ดี
3) การอ่านเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในด้านศิลปะเกี่ยวกับภาษาศาสตร์
ซึ่งมี 4 ประการ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน
4) การอ่านเป็นการช่วยส่งเสริมตัวเอง เป็นการปรับปรุงตัวเอง
ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์
5) การอ่านเป็นการส่งเสริมอารมณ์ของแต่ละคนให้สัมพันธ์กับผู้อื่นในโลก
เป็นการปรับปรุงตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นได้
เอดการ์ เดล ( Edgar dale )
ให้ความหมายไว้ว่า การอ่าน หมายถึง
กระบวนการ
ค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์
เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน
การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่านแต่ละประโยคหรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น
แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจความคิดนั้น ๆ ด้วย
การที่คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ หรืออ่านหนังสือกันน้อย
สาเหตุนั้นอาจเกิดจากตัวผู้อ่านเอง
หรือปัจจัยภายนอกทั้งในสมัยโบราณและปัจจุบัน
คนไทยไม่มีวัฒนธรรมในการอ่านหนังสือมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดโบร่ำโบราณมาแล้ว
เพราะพวกเขามองไม่เห็นความสำคัญ มองไม่เห็นประโยชน์ของการอ่าน
สังคมไทยเป็นสังคมมุขปาฐะมาแต่ไหน ๆ คือ ถนัดในการพูด การเล่า การร้อง
และการเล่นมากกว่าที่จะเป็นการอ่าน
การอ่านการเขียนจำกัดเฉพาะผู้รู้หนังสือเท่านั้น
ประชาชนทั่วไปอ่านหนังสือกันน้อย อีกประการหนึ่งคือ มีการหวงวิชา
การถ่ายทอดเป็นตำรับตำราจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น
แต่จะถ่ายทอดกันโดยวิธีปากต่อปาก จึงเกิดสังคมที่มีลักษณะเชื่อข่าวลือ
มากกว่าที่จะเป็นสังคมของการวิเคราะห์ หรือวินิจฉัย
อีกทั้งข้อจำกัดทางเทคโนโลยีการผลิตหนังสือ ทำให้หนังสือมีจำนวนน้อย
นอกจากนี้สมัยโบราณ มีการรบทัพจับศึกกันบ่อย
ทั้งมีการเข้าเดือนออกเดือน และการทำมาหาเลี้ยงชีพ อีกสารพัด
ทำให้ไม่มีเวลาในการอ่านหนังสือ
แต่จะกล่าวโทษสมัยโบราณเพียงฝ่ายเดียวก็มิได้
เนื่องจากสภาพสังคมในปัจจุบันสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า
คนไทยในปัจจุบันไม่ได้เห็นประโยชน์ในการอ่านหนังสืออย่างแท้จริง
เห็นได้จากพ่อแม่ที่พยายามเคี่ยวเข็ญลูกให้ท่องตำรา
เพื่อที่จะสามารถสอบได้คะแนนดี ๆ จบมาจะได้มีโอกาสหางานดี ๆ ทำได้
ซึ่งจากจุดนี้หากวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นว่าการอ่านสำหรับผู้ใหญ่
หรือคนที่เป็นพ่อแม่แล้ว
มันมีความหมายเพียงเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนหนังสือให้ดีเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อเรียนจบและทำงานได้แล้วคนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะไม่อ่านหนังสือกัน
หรืออ่านเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตนเท่านั้น
เมื่อผู้ใหญ่ไม่เห็นความจำเป็นของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ก็จะไม่มีการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง เด็กรุ่นหลัง ๆ
มองเห็นพฤติกรรมแล้วจึงเกิดการซึมซับเอาพฤติกรรมเหล่านี้ไปเป็นพฤติกรรมของตนเอง
แม้ว่าผู้ใหญ่จะพร่ำบ่นเพียงใด
แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เด็กหันมาเห็นความสำคัญของการอ่านและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องได้
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ทำให้คนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ชอบอ่านหนังสือ
เกมคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นอิทธิพลต่อเด็กเป็นอย่างมาก
ผู้คนมักจะหลงผิดคิดว่าเกมคอมพิวเตอร์คือ
เครื่องมือที่พัฒนามนุษย์ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ
จึงส่งเสริมให้เด็กเล่นเกมเหล่านี้ โดยปราศจากการควบคุม
สุดท้ายปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กติดเกม
และผู้ใหญ่บางคนก็มีพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับเด็ก
ส่งผลกระทบต่อการปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่าน
อีกทั้งปัญหาการกระจายหนังสือสู่ผู้อ่าน
จากที่กล่าวมาข้างต้นคนไทยส่วนใหญ่มองไม่เห็นความสำคัญของการอ่านอยู่แล้ว
และยิ่งมาเจอสภาพที่ไม่มีหนังสือให้อ่าน ไม่มีห้องสมุด
ไม่มีร้านหนังสือที่สามารถซื้อหาหนังสือมาอ่านได้ด้วยราคาที่ไม่แพงมากนัก
ก็ยิ่งทำให้อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยยิ่งน้อยลง
บางบ้านนั้นอยู่ห่างไกลจากห้องสมุดหรือตัวอำเภอ
หากวันไหนต้องการอ่านหนังสือ
หรือซื้อหนังสือสักเล่มคงต้องเดินทางไกลเพื่อไปซื้อหาหนังสือ
ความไม่สะดวกในการเข้าถึงหนังสือและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
จึงกลายเป็นอุปสรรคอีกอันหนึ่งที่ขวางกั้นการรักการอ่านของผู้คนในสังคมไทย
รวมถึงคุณภาพของตัวหนังสือเอง
หากนักเขียนเพียงแค่เขียนหนังสือเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองเท่านั้น
ไม่มีความรู้ ที่ชัดแจ้ง ไม่มีจินตนาการ
หรือทักษะการถ่ายทอดเรื่องต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวหนังสือได้อย่างมีเสน่ห์
โอกาสที่จะมีหนังสือดี ๆ ในหลากหลายมิติ หลากหลายสาระ
ให้เลือกอ่านจึงเป็นไปได้น้อย
สรุปก็คือ สภาพแวดล้อม วัฒนธรรมและสังคม
ทั้งในสมัยโบราณและปัจจุบัน มีผลทำให้การอ่านหนังสือของคนไทยน้อยลง
สั่งสมมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นปัญหาคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ
ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน
เราต้องสร้างวัฒนธรรมการอ่านก่อน อาจต้องใช้เวลาสิบปี ยี่สิบปี ร้อยปี
หรือห้าร้อยปี ไม่มีใครสามารถบอกได้
แต่เราต้องสร้างให้เป็นวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง
มีนิสัยรักการอ่านอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว
ทั้งนี้ก็ต้องควบคู่ไปกับการผลิตหนังสือโดยการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ
เกี่ยวกับการผลิตหนังสือ และการรณรงค์
เพื่อกระตุ้นการอ่านขึ้นมา โดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ
นอกจากนี้เศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ หากหนังสือราคาแพงมากเกินไป
คนที่ไม่มีเงินก็คงจะหมดโอกาสนั้นไป
ถ้าควบคุมราคาหนังสือให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
คนไทยก็จะหันมาซื้อหนังสืออ่านกันมากขึ้น
ส่วนปัญหาการกระจายหนังสือสู่ผู้อ่านนั้น
ก็ต้องสร้างโอกาสในการเข้าถึงหนังสือของคนไทยให้มากขึ้น
ด้วยการสร้างห้องสมุดประชาชนให้กระจายไปตามชุมชนหรือท้องถิ่นต่าง ๆ
ให้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย
หากมีการแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วเชื่อว่าคนไทยจะหันมารักการอ่านมากขึ้น
ทำให้หนังสือขายได้มากขึ้น ทำให้คนที่เขียนหนังสือ คนพิมพ์หนังสือ
คนขายหนังสือกล้าลงทุนทำหนังสือ
มีกำลังใจที่จะสร้างผลงานที่ดีมีคุณภาพ และสำคัญที่สุดคือ
ตัวผู้อ่านเองหากมีวัฒนธรรมในการอ่านแล้ว
การอ่านก็จะเกิดขึ้นในจิตใจของคนไทยทุกคน
และอีกไม่นานคนไทยก็จะได้ชื่อว่าเป็นนักอ่านระดับต้น ๆ ของโลก
ช่วยเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยนะค่ะ....
ขอบคุณสำหรับบทความนะคะ
พี่เขียบได้ดีมากๆ เลย
ทั้งกระชับและตรงประเด็น
ขอให้พี่เขียนอีกนะคะ แล้วหนูจะเข้ามาอ่านอีก
ขอบคุณคะ