ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ความสุขเกิดจากหลายองค์ประกอบผสมกัน คือต้องมีชีวิตที่มั่นคงปลอดภัยแล้ว ต้องมีแวดวงสังคม มีเป้าหมายชีวิต และมีชีวิตที่มีความหมาย


          ผมมีวันหยุดยาววว ตั้งแต่ ๑๐ – ๑๘ เม.ย. ๕๓   จึงใช้เวลาหาความสุข และศึกษาเรื่องความสุข   ค้นไปค้นมาไปพบหนังสือ Authentic Happiness โดย Martin Seligman    แล้วโยงไปสู่ Authentic Happiness Website ของศูนย์ Positive Psychology Center ของ U Penn   และโยงต่อไปสู่ เว็บไซต์ The Happiness Formula ของ BBC   สู่คลิปวิดีทัศน์เรื่องความสุขเกิดจากอะไร  ความสุขคืออะไร  พลังของความสุข  การเมืองเรื่องความสุข   ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ความสุขเกิดจากหลายองค์ประกอบผสมกัน   คือต้องมีชีวิตที่มั่นคงปลอดภัยแล้ว ต้องมีแวดวงสังคม มีเป้าหมายชีวิต และมีชีวิตที่มีความหมาย

          เวลานี้นักวิทยาศาสตร์มีวิธีวัดความสุขได้แล้ว   แม่นยำเชื่อถือได้พอสมควร แม้จะยังไม่สมบูรณ์ และยังต้องทำวิจัยอีกมาก   ความสุขมีผลมากมายหลายอย่าง เช่นอายุยืน   ผลการวิจัยบอกว่าคนที่สุขมากที่สุดอายุยืนกว่าคนที่สุขน้อยที่สุด ๙ ปี   ความสุขทำให้ปรับตัวเก่ง (resilience)  มีสมาธิ   มีภูมิคุ้มกันสูง    และคนที่มีความสุขเป็นคนที่มีคุณค่าต่อสังคม มีคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นทางอ้อม   ในอังกฤษ เชื่อว่าภายใน ๑๐ ปี จะมีการวัดผลงานรัฐบาลที่ความสุขของผู้คน 

          Prof. Seligman เป็นผู้ก่อตั้งวิชา Positive Psychology และบอกว่า องค์ประกอบหลัก ๓ อย่างของความสุขคือ pleasure, engagement และ meaning   ซึ่งผมเห็นด้วย โดยพิจารณาจากประสบการณ์ของตนเอง   ผมสังเกตว่า การมีชีวิตทางสังคมที่ดี จะได้ทั้ง pleasure, engagement และ meaning ในชีวิต   จะเห็นว่า มองจากแง่ความสุขเข้ามา    นักวิชาการไทยมีโอกาสทำงานวิจัย/วิชาการ ด้านนี้ได้อีกมาก   ผมบอกตัวเองว่า เสียดายที่อายุมากแล้ว   มิฉนั้น จะทำงานวิชาการด้านนี้ให้เห็นผลในวงการนานาชาติให้ได้ 

          ๓ – ๔ วันก่อน มีอาจารย์เข้ามาคุย    ว่าเขามีผลงานที่มีประโยชน์มากต่อชีวิตของชาวบ้าน   แต่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ   ผมสังเกตว่าท่านผู้นี้ดูจะไม่มีความสุขนัก   เพราะท่านโทษปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะตำแหน่งบริหาร   ผมแนะท่านว่า การทำงานนั้น ต้องหาเครือข่าย ร่วมกันทำประโยชน์ให้แก่สังคมวงกว้าง    อย่าทำคนเดียวในวงแคบ การยอมรับจะน้อย    ผมจึงมองว่า มิติที่ ๔ ของปัจจัยความสุข คือ networking   รวมเป็นปัจจัยสี่แห่งความสุข ได้แก่
 

•   Pleasure
•   Engagement
•   Meaning
•   Networking

          โดยที่ปัจจัยสี่นี้บูรณาการเป็นหนึ่งเดียว คือ happiness   ซึ่งต้องย้ำว่า คนที่มองโลกในเชิงลบ/แง่ร้าย ก็สามารถตีความปัจจัยสี่นี้ให้กลายเป็นปัจจัยสู่ความทุกข์ได้   ดังนั้น อาจต้องเพิ่มปัจจัยที่ ๕ คือ positive thinking


•   Positive thinking

         ทบทวนใหม่ ตีความจากประสบการณ์ชีวิตของตนเอง    คำสอนที่ดีต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม คือหนทางแห่งความสุข   ผมเป็นคนที่ยึดถืออิทธิบาท ๔ อย่างเหนียวแน่น ก็มองว่า ธรรมะชุดนี้ให้ความสุขในชีวิตที่ยั่งยืนยิ่งแก่ผม   ผมยึดความซื่อสัตย์ต่อองค์กร ต่อความดี ไม่แอบแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากสมบัติส่วนรวม   ถือเป็นศีลข้ออทินนา ที่ตีความลึก   ก็ช่วยให้ผมได้รับความเชื่อถือสูงยิ่งด้านความซื่อสัตย์ ทำให้ได้รับมอบหมายให้ทำงานที่ต้องการคนซื่อสัตย์ เป็นต้น

         

          ดังนั้น ผมจึงตีความว่า มิติหนึ่งของ positive psychology คือความเชื่อมั่นในการทำความดี และผลของการทำความดี รวมทั้งการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน

 

วิจารณ์ พานิช
๑๒ เม.ย. ๕๓