ในระหว่างการเดินทางขึ้นดอยอินทนนท์นั้น คณะเดินทางของเราได้ไปหยุดพักอยู่ที่โรงเรียนหลวงพัฒนาบ้านขุนวาง ๒ คืน ซึ่งที่นั่นเราได้สมาชิกที่จะต้องเดินทางร่วมกันเพิ่ม ๑ คนคือ "เด็กชายไมเคิ่ล"

วันนั้นคือ วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ (หรือวันที่ ๔ ของการเดินทาง) เป็นวันแรกที่เราเข้าไปร่วมสมทบกับคณะเดินทาง เมื่อเราไปถึงก็พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ "ข้าวฟ่าง" และเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า "ไมเคิ่ล" วิ่งเล่นอยู่แถวนั้น

ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่พอนั่งไปสักพักก็ได้ยินบทสนทนาของคณะเดินทางบอกว่า "ถ้าจะไปด้วยให้ไปบอกพ่อแม่แล้วเตรียมเสื้อผ้ามานอนที่นี่"

 

เราก็เริ่มเอะใจว่า เด็กคนนี้จะไปด้วยเหรอ แล้วพ่อแม่เขาจะอนุญาตให้ไปกับเราเหรอ...?

เพียงอีกไม่กี่อึดใจ เราก็เห็นเด็กชายไมเคิ่ลสบายเป้ใบใหญ่มาพร้อมกับพูดว่า "พ่อกับแม่บอกว่าถ้าอยากจะไปก็ไป"

ตอนนั้นเราก็นึกแปลกใจขึ้นมาอีกว่า ทำไมพ่อกับแม่เด็กถึงอนุญาตง่ายจัง เพราะเราก็ถือว่าเป็น "คนแปลกหน้า" ที่เดินผ่านมาและพบหน้าคร่าตากันวันแรก ทำไมเขาจึงอนุญาตให้ไปกับเราได้ง่ายดายถึงเพียงนี้

"โหยหิวพระพุทธศาสนา" เป็นประโยคหนึ่งที่ดังแว๊บขึ้นในจิตใจของเรา ณ ขณะนั้น เพราะว่าละแวกนี้รัศมีประมาณ ๑๐ กิโลเมตรบวกลบ ไม่มีวัดตั้งอยู่ ซึ่งเหตุนี้ก็เป็นปัจจัยที่สนับสนุนสาเหตุที่ว่าทำไมเรามาบิณฑบาตที่นี่ถึงได้อาหารมากมายอย่างเหลือล้น

และเมื่อเด็กชายไมเคิ่ลมาอยู่ที่นี่กับเราคืนหนึ่ง ก็ได้เริ่มซักถามประวัติกัน ก็ทราบได้ว่าเมื่อปีที่แล้วเด็กชายไมเคิ่ลก็มาเจอกับคณะอีกคณะหนึ่งของเราแต่ครั้งนั้นเป็นการเดินย้อนลงมาจากดอยอินทนนท์เพื่อกลับเข้าตัวเชียงใหม่ แล้วก็ขอตามไปด้วยแบบนี้แหละ แต่ปีก่อนนั้นคณะเดินทางมีแต่ผู้ใหญ่ ไม่มีเด็กเหมือนกับคราวนี้ เด็กชายไมเคิ่ลจึงร่วมเดินทางไปไม่ได้ จึงทำได้แต่เพียงเดินตามช่วยรับบิณฑบาตตอนเช้าเท่านั้น

 

แต่ปีนี้เป็นโอกาสดีที่คณะฯของเรามีเด็กติดตามมาด้วยหลายคน และเด็กชายบอสมีอายุเพียงแปดขวบ ส่วนเด็กชายไมเคิ่ล ๙ ขวบ จึงสามารถร่วมเดินทางไปกับคณะฯของเราได้

และพอตกกลางคืนในระหว่างที่เรากำลังทำวัตรสวดมนต์ ก็ได้ยินเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ข้างนอก จึงมีผู้เดินออกไปดูแล้วพบว่า มีผู้ปกครองอีกท่านหนึ่งนำลูกชายมาฝากอีกคนชื่อว่า "เด็กชายต้น" เพื่อให้ร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

แต่คณะฯของเราก็ได้พูดคุยและมีความเห็นว่า ในวันรุ่งขึ้น (๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓) เราจะมีโปรแกรมเดินขึ้นผาแง่ม และกลับลงมาพักที่โรงเรียนนี้เช่นเดิม ก็จะนำเด็กทั้งสองคนนี้ไป "ทดสอบใจ" กันก่อน ถ้าผ่านก็จะให้ไปด้วย

จากการเดินทางขึ้นผาแง่มในวันดังกล่าวปรากฎว่าทั้งเด็กชายไมเคิ่ลและเด็กชายต้น "สอบผ่าน" คือไม่งอแงม ไม่บ่น สู้เดินขึ้นไปจนพิชิตผาแง่มได้

แต่ทว่าตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น (๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓) ซึ่งเป็นวันที่เราจะต้องเดินทางออกจากโรงเรียนหลวงพัฒนาบ้านขุนวางเพื่อไปยังโครงการอนุรักษ์รองเท้านารีอินทนนท์นั้นเด็กชายต้น "ขอถอนตัว"

เด็กชายต้นถึงแม้นว่าร่างกายจะผ่านคอร์สขึ้นผาแง่ม แต่จิตใจนั้นยังติดสุขคือกลัวความลำบาก ซึ่งที่มาที่ไปของเด็กทั้งสองคนนี้ต่างกันคือ เด็กชายไมเคิ่ลเดินมาบอกพวกเราว่า "ผมขอไปด้วย" แต่เด็กชายต้นพ่อแม่พามาแล้วบอกว่า "ช่วยพาลูกไปด้วย"

คนหนึ่งอาสาด้วยความเต็มใจ อีกคนหนึ่งถูกพ่อแม่พามาซึ่งไม่แน่ใจว่าถูกบังคับหรือสมัครใจ

พื้นฐานจิตใจการเลี้ยงลูกหรือฝึกเด็กนี้สำคัญ เดี๋ยวนี้พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบเอาใจคือโอ๋มาก ไม่ปล่อยให้เด็กกล้ายืนด้วยลำแข้งของตนเอง พอเห็นโรงเรียนดี หรือแนวทางปฏิบัติที่ดี ๆ ก็จะพาลูกไปฝาก ไปเข้า แต่ทว่าเป็นเหมือนกับการพ่อแม่เห็นดีอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งขาดการสั่งสมอบรมให้เด็กให้เห็นถึงความดีนั้นด้วยตนเอง เด็กจึงไม่เห็นความดีและความงานนั้นด้วย

พฤติกรรมการอบรมบ่มเพาะจิตใจของเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเราเลี้ยงลูกให้เข้มแข็ง ลูกจะกล้าแสวงหาสิ่งที่ดีด้วยตนเอง แต่ถ้าเราเลี้ยงลูกให้อ่อนแอ เราก็จะต้องฝากฝังให้คนอื่นดูแลลูกตลอดไป

เพราะลูกจะไม่มีทักษะในการมอง การคิดว่าอะไรดี หรือไม่ดี เนื่องจากพ่อและแม่เป็นผู้บอก ผู้ป้อนสารสนเทศแห่งความดีให้ตลอด

การที่คนเราจะรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีนั้นจะต้องเกิดจากการปฏิบัติให้กลายเป็นพฤติกรรมและเก็บบ่มไว้เป็น "ความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge)"

การเลี้ยงลูกโดยใช้ปากพูด บ่น พร่ำสอน เด็กจะได้แต่ Data ซึ่งเป็น Explicit Knowledge แต่ถ้าผู้ปกครองเลี้ยงลูกให้ก้าวขาด้วยตนเอง ปล่อยให้สู้ชีวิตด้วยตนเอง เด็กคนนั้นจะมี Tacit Knowledge ที่สามารถใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องได้ในอนาคต