“ดนตรี” ช่วยสมองดีได้!
นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง
ดนตรีใช่เพียงแต่จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย หากยังมีประโยชน์ต่อสมอง และนำมาใช้ในการรักษาโรคทางระบบประสาทได้
“อันชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์”
เสียงเพลงในพระราชนิพนธ์แปลในรัชกาลที่ 6 ลอยตามลมจากวิทยุทรานซิสเตอร์ของคุณยายข้างบ้านมากระทบโสตประสาทอย่างแผ่วเบาขณะผมนั่งอ่านตำราเรียนอย่างขะมักเขม้น ช่วยให้จิตใจของผมผ่อนคลายจากเนื้อหาอันหนักสมอง หากใคร่ครวญพิจารณาถึงความหมายก็จะพบว่าบทเพลงนี้สะท้อนความสำคัญและอิทธิพลของดนตรีต่อความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนสอดแทรกไปยังวัฒนธรรมของผู้คนทุกเชื้อชาติ ถึงขนาดกล่าวได้ว่า หากผู้ใดไม่มีดนตรีในหัวใจแล้วละก็ คงเป็นคนที่นิสัยแปลกประหลาดนัก
ดนตรีกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
ท่วงทำนองและจังหวะของดนตรีมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่รวมไปถึงกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมายาวนาน “ชาร์ลส์ ดาร์วิน” บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการได้กล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติรังสรรค์ท่วงทำนองของสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอย่างมีวัตถุประสงค์ ท่วงทำนองแห่งเสียงได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างสิ่งมีชีวิต การดึงดูดเพศตรงข้าม และการเกี้ยวพาราสีของสรรพสัตว์ เมื่อมีวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีอิทธิพลก่อให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์อันหลากหลาย และยังใช้ในการเร่งเร้าเพื่อการแก่งแย่งแข่งขันนำไปสู่ชัยชนะและความสมปรารถนา”
ดนตรีกับการแพทย์
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้ให้ความสนใจต่ออิทธิพลของดนตรีต่อจิตใจและการทำงานของสมอง กระบวนการรับเสียงดนตรีเริ่มจากเมื่อเสียงดนตรีเข้าไปกระตุ้นอวัยวะรับเสียงที่หูชั้นใน เสียงจะถูกแปลงเป็นกระแสประสาทแล้วถูกส่งไปแปลผลยังสมอง จากนั้นจะมีการติดต่อประสานงานกันของสมองหลายส่วน ซึ่งควบคุมระบบต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ อารมณ์ ความทรงจำ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ระบบการหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมไปถึงส่วนเล็กๆ ของร่างกาย เช่น รูขุมขนและต่อมเหงื่อ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ดนตรีที่เราได้ยินมีอิทธิพลต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกายอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น บทเพลงเศร้าอาจทำให้น้ำตาไหลหรือหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต หรือบทเพลงปลุกใจทำให้หัวใจเต้นแรงและเกิดความรู้สึกฮึกเหิม เป็นต้น ในทางการแพทย์ ดนตรีได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคทางระบบประสาท เช่น โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคทางจิตเวช
"เมื่อดนตรีสอดประสานกับการเคลื่อนไหว"
ผลของดนตรีต่อโรคพาร์กินสัน
การเคลื่อนไหวของคนเราทุกอิริยาบถประกอบไปด้วยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้ออย่างเป็นระบบ จังหวะการเดินแต่ละก้าวเสมือนท่วงทำนองดนตรีทางชีวภาพ ในมนุษย์ สมองส่วนหนึ่งได้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการทำงานของกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนวาทยกรที่ควบคุมเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นในวงให้บรรเลงสอดประสานกัน ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหรือที่รู้จักกันในนาม “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติที่มักพบในผู้ป่วยสูงอายุ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนที่ควบคุมการประสานงานกันของกล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการมือเท้าสั่น พูดเสียงทุ้ม เคลื่อนไหวช้า หน้าเรียบเฉย ดูไปก็คล้ายกับหุ่นยนต์ที่ขาดน้ำมันหล่อลื่น
ผลของดนตรีต่อผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ถูกค้นพบจากมีผู้สังเกตเห็นว่า ในขณะที่ผู้ป่วยเดินอย่างเชื่องช้าอยู่นั้น ฉับพลันที่ได้ยินเสียงดนตรีกลับเคลื่อนไหวตามจังหวะได้อย่างน่าอัศจรรย์ เสมือนกับได้วาทยกรชั้นดีมากำกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ในปัจจุบันได้มีการศึกษาผลของดนตรีต่อโรคพาร์กินสันอย่างแพร่หลาย และดนตรีได้ถูกนำมาบรรจุในโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ยกตัวอย่างเช่น ในสถาบันการแพทย์วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการนำดนตรีมาบำบัดผู้ป่วยพาร์กินสันโดยได้มีการจัดชั่วโมงเต้นรำจังหวะแทงโก ผลที่ได้นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวคล่องขึ้นแล้ว ยังทำให้อารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้นอีกด้วย ส่วนในประเทศไทยก็สามารถนำวิธีการเช่นนี้มาประยุกต์ใช้ได้ แต่อาจจะต้องเปลี่ยนบทเพลงเป็นเพลงรำวงสำหรับภาคกลางหรือเพลงหมอลำสำหรับภาคอีสานเท่านั้นเอง
“ท่วงทำนองที่ยังไม่ลืมเลือน”
ผลของดนตรีต่อความจำ
ความจำเป็นสิ่งมีค่ายิ่ง หากสูญเสียไปย่อมส่งผลต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก โรคที่มีอาการความจำเสื่อม เช่น โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ โดยในประเทศไทยพบสูงถึง 3.3% ในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และจะเพิ่มขึ้นอีก 10 เท่าในประชากรอายุมากกว่า 90 ปี อาการความจำเสื่อมมักเป็นอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จากนั้นจึงจะมีความผิดปกติของสมองส่วนอื่นๆ ตามมา จนกระทั่งสูญเสียการทำงานของสมองโดยรวมอย่างสิ้นเชิง อาจเปรียบได้ว่าสมองกำลังเดินทางย้อนเวลากลับไปเป็นทารกอีกครั้งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในหลายกรณีกลับพบว่าถึงแม้ระบบความจำและการใช้ภาษาของผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์จะมีการทำหน้าที่อย่างผิดปกติ แต่ความสามารถและความทรงจำทางด้านดนตรีกลับคงอยู่
จากการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษพบว่า ในระหว่างการสนทนากับผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ หากได้มีการเปิดเพลงคลอเบาๆ ไปด้วยจะมีผลทำให้ความจำของผู้ป่วยดีขึ้น สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเสียงดนตรีที่ผ่านเข้าไปยังสมองมีผลช่วยในการจัดเรียงระบบการทำงานของเซลล์สมองให้สามารถที่จะจดจำสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น กระบวนการนี้จึงถูกนำมาใช้บำบัดผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เพื่อช่วยกระตุ้นความจำ นอกจากนี้เสียงเพลงดังกล่าวยังทำให้พฤติกรรมและอารมณ์ของผู้ป่วยดีขึ้นอีกด้วย
“ดนตรี” ช่วยสมองดีได้!
“ดนตรี” ช่วยสมองดีได้!
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น