จากการบรรยาย ของ ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข ในเรื่อง "ทิศทางการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ" สรุปได้ว่า
กรมอนามัยมีหน้าที่ในเรื่อง การส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม ตรงกับนโยบายรัฐบาล ข้อที่ 1 คือ การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และเรื่องสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่อยู่ในโครงการเฉลิมพระเกียรติ และโครงการสนองตามพระราชดำริ ก็คือ โครงการฟันเทียมพระราชทาน ซึ่งทำมาตั้งแต่ปี 2548
การทำงานของกรมอนามัย ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมสร้างสุขภาพด้วยกัน ชมรมผู้สูงอายุก็เป็นภาพของภาคประชาชนที่เป็นภาคีเครือข่าย เป็นหนึ่งหน่วยที่ผลักดันเรื่องสุขภาพร่วมกับภาคสาธารณสุข ก็คือ โรงพยาบาลชุมชน สถานีอนามัย รวมทั้ง รพสต. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่มาล่าสุด และท้องถิ่นก็เป็นองค์กรหนึ่งที่ขณะนี้มีงบประมาณสนับสนุนการทำงานของชมรมผู้สูงอายุได้ ในส่วนของภาคเอกชน ก็จะมีบริษัทโอสถสภา ที่สนับสนุนโครงการฟันเทียมฯ มาตลอด
"ผู้สูงอายุ ถ้าไม่มีฟัน ก็กินข้าวไม่อร่อย ... ถ้ามีฟันก็จะกินข้าวได้" และผู้สูงอายุที่พึงประสงค์ ต้องมีฟันใช้งานได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นฟันแท้ หรือฟันเทียม เมื่อเป็นผู้สูงอายุก็จะมีความเกี่ยวพันระหว่างสุขภาพช่องปาก และโรคเรื้อรังร่วมด้วย เช่น ผู้สูงอายุเวลาทาน อาจมีการสำลัก เพราะว่าการเปิดปิดของหลอดลมทำงานช้าลง และถ้าช่องปากมีเชื้อโรคเยอะ ก็จะทำให้เกิดปอดบวม นอกจากนั้น ก็จะมีเรื่อง กล้ามเนื้อบริเวณปากหย่อน ฟันสึก ที่ทำให้เกิดความคม เกิดการบาดลิ้น และอาจเปลี่ยนเป็นเนื้อร้ายได้
เราอยากให้ผู้สูงวัยของเรามีสุขภาพช่องปากดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่ผู้สูงอายุจะมีแต่ละช่วงอายุ ที่มีมีสุขภาพช่องปาก สุขภาพร่างกายแตกต่างกันไป คนเป็นเบาหวาน มีความเกี่ยวโยงกับสุขภาพช่องปาก คือ เหงือก ทำให้ถ้าคนไข้ฟันไม่ดี ก็จะทำให้การควบคุมเบาหวานไม่ดีด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราปรารถนา คือ เมื่อเป็นผู้สูงวัย มีฟันเคี้ยวได้ดี ไม่มีโรคในช่องปาก หรือมี ก็ได้รับการรักษาแล้ว
ภาคีต่างๆ ก็ต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ ประชาชน จิตอาสา ภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน โดยทำงานควบคู่กันไป
จากการสำรวจสภาวะช่องปากประชาชน ในปี 2550
-
ผู้สูงอายุมีฟันแท้อย่างน้อย 20 ซี่ มี 55% ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุทั้งหมด
-
มีการถอนฟันไปแล้วอย่างน้อย 1 ซี่ 94%
-
เกือบ 10% ไม่มีฟันแล้ว ... เป็นปัญหาที่สะสมเพิ่มขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้น
ประเทศญี่ปุ่น มีนโยบาย 80-20 ก็คือ ผู้สูงอายุ 80 ปี ต้องมีฟันอย่างน้อย 20 ซี่ เพราะว่า เคี้ยวได้ กินได้ มีคุณภาพชีวิต ออกสังคมได้ เขารณรงค์มา 10 กว่าปีแล้ว ก็จะมีอัตราที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จากเดิมประมาณ 40 กว่า% ขึ้นมาเป็น 70 กว่า%
-
ผู้สูงอายุที่สำรวจ มีการแปรงฟัน 74% ใช้อุปกรณ์เสริม 7% ผู้ที่ใส่ฟันเทียมและแปรง 22% ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมาก
-
ผู้สูงอายุมีปัจจัยเสี่ยง คือ สูบบุหรี่ 7 มวน/วัน อยู่ที่ประมาณ 18% มีการเคี้ยวหมาก ไม่เคยไปรับบริการ 7% จากการสำรวจผู้สูงวัยของคนไทย
ภาครัฐมีการขยายโครงการเชิงรุก เพื่อเข้าไปใกล้บ้านใกล้ใจ ใกล้ชุมชนมากขึ้น และวันนี้ เรามาเชิญชวนให้ความสำคัญในเรื่องของชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นชมรมในหมู่บ้าน ที่มีการรวมตัวกันจัดกิจกรรมให้สมาชิกฯ และเอื้อเฟื้อไปถึงครอบครัว ชุมชน ชมรมอื่นๆ กลุ่มอื่นๆ เช่น เด็กนักเรียนด้วย
และทำอย่างไรที่จะดูแลต่อเนื่อง ทำอย่างไรจะมีการส่งเสริมสุขภาพประชาชน โดยภาคโรงพยาบาล เพื่อป้องกัน ฟื้นฟู เชื่อมต่อระบบบริการให้ประชาชน สถานีอนามัย รพช. รพศ./รพท. จนถึงมหาวิทยาลัย และมีระบบการบำบัดที่ชัดเจน
วิทยากรวันนี้ เป็นวิทยากรที่จะเสริมพลังอำนาจ (Empowerment) เพื่อให้ชมรมผู้สูงอายุเกิดการเสริมแรง ทำกิจกรรมจิตอาสา ทำให้เกิดการพัฒนา ในชุมชน ท้องถิ่น และท้ายที่สุดคือ ทำให้เกิดความยั่งยืน
ความเป็นมาของโครงการฟันเทียมพระราชทาน และการส่งเสริมสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ ก็คือ
-
เราเริ่มที่ฟันเทียมพระราชทาน
-
และเริ่มที่โรงพยาบาลเพื่อให้มีการป้องกันมากขึ้น
-
และวันนี้ ... ชมรมผู้สูงอายุจะเชื่อมต่อระหว่างภาคประชาชน กับภาครัฐในชุมชน เป็นเครือข่ายของประชาชน รวมวัยเรียน ศูนย์เด็กเล็ก วัด อสม. ชมรมผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการ ท้องถิ่น รวมกันเป็น เครือข่ายสาธารณสุข ตลอดจน ภาค NGO หรือกองทุนต่างๆ เพื่อที่จะร่วมกันทำให้เกิดการมีสุขภาพช่องปากที่ดี
การที่ชมรมผู้สูงอายุจะเข้มแข็ง ต้องมีการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ตั้งต้นจาก ชมรมผู้สูงอายุที่มีจุดเด่น คือ มีภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความรู้ เป็นทุนสังคม มีความพร้อม มีเวลา และเข้าใจผู้สูงวัยด้วยกัน ... กิจกรรมมากมายจะเกิดจาก เมื่อเรามีใจทำงานร่วมกัน รวมตัวกัน เป็นคณะกรรมการ มีกิจกรรม การสนับสนุนที่ชัดเจน ตัวอย่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นแล้วในแต่ละภาค มีตั้งแต่การสอนแปรงฟัน ตรวจฟันเด็ก จัดกิจกรรมในชมรมฯ แปรงฟันในชมรมฯ และมีบางชมรมไปถึงการย้อมคราบจุลินทรีย์โดยใช้สีผสมอาหาร ถ้าแปรงฟันไม่สะอาด ก็จะมีการสอนให้ทำความสะอาดได้ดีขึ้น มีผู้สูงอายุไปสอนที่โรงพยาบาล มีเพื่อนช่วยเพื่อน มีการผลิตสื่อกันเอง การให้ความรู้โดยเจ้าหน้าที่ อสม. และชมรมผู้สูงอายุ ถ่ายทอดความรู้ให้กับครอบครัว กลุ่มต่างๆ เพื่อนๆ ในครัวเรือน นี่ก็จะเป็นความน่ารักของผู้สูงอายุ
การจัดประชุมวิชาการ เป็นมหกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2550 และ ปี 2554 จะมีการจัดมหกรรมใหญ่ รวมตัวชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศ โดย โครงการเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคล 84 พรรษา ซึ่งก็จะได้เชิญทุกท่านจากทุกจังหวัดมาเข้าร่วมกิจกรรมกันต่อไป
เป้าหมายการทำกิจกรรมนี้ก็คือ การทำฟันเทียม ปีละ 30,000 ราย และเกิดชมรมผู้สูงอายุอย่างน้อย 1 อำเภอ 1 ชมรม
ข้อสรุปก็คือ การส่งเสริมสุขภาพช่องปากนั้น ต้องมีการส่งเสริมกันตั้งแต่ตั้งครรภ์เป็นต้นไป ไปสู่วัยเด็กเล็ก เด็กวัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน ซึ่งเมื่อมีสุขภาพช่องปากที่ดีแล้ว ก็จะเป็นผู้สูงวัยที่มีฟันดี นั่นก็คือ เราก็ต้องไปดูแลตั้งแต่ในครรภ์กันเลย
ทิศทางของการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ ก็คือ การที่ได้มารวมตัวกัน เพื่อสร้างฝัน ประสานความคิด เนรมิตผู้สูงวัยฟันดี ซึ่งใน 3 วันนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ผู้เข้าประชุมจะได้มาใช้ความคิดร่วมกัน เพื่อที่จะเสริมพลังให้มีการคิดสิ่งดีดีเกิดขึ้นต่อไป

รวมเรื่อง ประสานความคิด เนรมิตผู้สูงวัยฟันดี