การศึกษาไทยตายแล้วจริงหรือ

การศึกษาไทยตายแล้วจริงหรือ?


 

โดย มณีรัตน์ ศิริปัญจนะ
โจทย์สำคัญของการเสวนาในงานมหกรรมห้องเรียนชุมชน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา งานนี้นักวิชาการหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นถึงการศึกษาในยุคปัจจุบัน ที่นับวันจะเริ่มสลายลงเรื่อยๆ จะเห็นได้จากเยาวชนทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับความรู้ของเทคโนโลยีใหม่ๆ จนหลงลืมความรู้ที่หลากหลายจากชุมชนของตนเอง... เหมือนอย่างที่ ศ.เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวเปิดประเด็นว่า
“การศึกษาที่ดี ต้องเป็นการศึกษาที่สามารถทำให้ทุกคนเรียนรู้ พึ่งตนเอง และพัฒนาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ในวิถีชีวิต ณ ที่แห่งใด การศึกษาจึงเป็นสิ่งที่เราต้อง สานภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างภาคภูมิใจ”
...การศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน มักจะมีต่างชาติเข้ามาเป็นหุ้นส่วน อาจพูดได้ว่านอกจากจะเป็นการพัฒนาการจากบรรษัทข้ามชาติในเชิงธุรกิจแล้ว ยังเป็นการก้าวไปสู่การเป็นบรรษัทการศึกษาข้ามชาติด้วย ซึ่งมักจะวัดกันที่สถาบันใดสามารถดึงมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาร่วมจัดการศึกษาได้ก็จะประสบความสำเร็จในธุรกิจการศึกษา การศึกษาจึงตายไปแล้วจากความเป็นสถาบันของสังคมแต่กลับเป็นองค์กรของธุรกิจ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะหมดสิ้น ดังนั้นตราบใดที่ชาวบ้านยังมีลมหายใจอยู่ก็จะต้องฟื้นชีวิตให้เป็นการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม ซึ่งการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมจะต้องเป็นการศึกษาที่มีความหลากหลาย โดยจะต้องเปลี่ยนกระบวนทิศทางการเรียนรู้ กระบวนการศึกษาที่เป็นการศึกษาอย่างแท้จริงจะต้อง รู้ธรรมชาติ รู้ตัวเอง และรู้สังคม และนำไปเชื่อมโยงกับความรู้ภายนอกเพื่อก้าวไปข้างหน้าในโลกของการเปลี่ยนแปลง
ขณะที่ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก ประไพวิริยพันธุ์ เป็นอีกหนึ่งท่านที่เห็นว่า การศึกษาไทยในยุคปัจจุบันได้ตายไปแล้วจริงๆ
“ผู้ที่ทำให้การศึกษาไทยตายก็คือ พวกนักศึกษาที่จบมาไม่เคยเรียนรู้ทางสังคม” โดยเฉพาะเด็กในเมืองที่เป็นคนชั้นกลาง ถูกมอมเมาตกเป็นเหยื่อในยุคโลกาวิบัติ ทั้งมั่วเซ็กส์ ติดยาเสพติด ฯลฯ ซึ่งก็ยังไม่มีการแก้ไข ดังนั้นถ้าเด็กรุ่นใหม่ยังเป็นคนที่ไม่มีคุณภาพ เมืองไทยต้องตกเป็นทาสแน่ๆ ดังนั้นวันนี้เราต้องกระตุ้นให้เด็กรู้จักตัวเองเพื่อเติบโตอย่างมีคุณภาพ
“เมืองไทยในวันนี้ไม่มีโลกาภิวัฒน์แล้ว มีแต่โลกาวิบัติ เพราะท้องถิ่นไม่สามารถ ปรับตัวได้ รัฐเองก็เป็นพาหะของความชั่วร้ายในการบ่อนทำลายการศึกษาดั้งเดิมของ สังคมไทย เน้นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกเท่านั้น”
นอกจากนี้ในชนบทยังมีช่องว่างระหว่างเด็กรุ่นใหม่ กับคนชรา เนื่องจากอิทธิพลของเทคโนโลยีทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยฟังปู่ย่า ตายาย จนตกเป็นเหยื่อสิ่งเลวร้ายต่างๆ การศึกษาจะต้องเป็นสะพานเชื่อมต่อของคนสองวัยนี้ เพราะในท้องถิ่นแต่ละแห่งมีภูมิปัญญาและความรู้ที่หลากหลายความรู้ทางภูมิปัญญาเกิดจากการปรับตัวของคนในท้องถิ่นนั้นๆ เข้ากับสภาพแวดล้อม จึงเรียนรู้ว่าอะไรที่เหมาะ และอะไรที่จะเป็นประโยชน์ เช่น อาหาร ยารักษาโรค ฯลฯ
...แต่การเรียนรู้เช่นนี้กำลังจะพังลง!!!
เนื่องจากคนรุ่นเก่าถูกมองว่า เป็นคนไร้คุณภาพ และถูกทอดทิ้งไว้ที่บ้านพักคนชรา การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าภูมิปัญญาไทยจะไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว เพราะไม่มีการถ่ายทอด สังคมไทยยังบ้าตามวัฒนธรรมตะวันตกซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราต้องให้ความสำคัญกับปู่ย่า ตายาย ซึ่งจะทำให้ความรู้เก่าๆ เกิดขึ้น และเป็นการศึกษาที่จะทำให้เรามีชีวิตรอดในสังคมด้วย
ส่วน อาจารย์เสรี พงศ์พิศ นักวิชาการและนักพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การศึกษามี2 ภาค ภาคแรกคือ โรงเรียนที่ได้แต่สอน การเรียนรู้น้อย ส่วนภาคที่สองคือ ชุมชน ที่เรียนรู้มากแต่สอนน้อย ซึ่งสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด โรงเรียนไม่ได้สอนให้เด็กเกิดความภูมิใจในรากเหง้าและท้องถิ่นของตนเอง เด็กหลายคนจึงรู้สึกอายที่จะบอกว่าตนเองมาจากต่างจังหวัด ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองเป็นเด็กบ้านนอก
“ภาพของโรงเรียนกับชุมชนต่างสวนทางกันกันอย่างสิ้นเชิง เป็นเหมือนภาพสีขาวกับภาพสีดำ ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้ชุมชนของเราเป็นห้องเรียนสำหรับลูกหลาน ไม่ใช่ลูกหลานเกิดมาเรื่องการศึกษาก็คิดแต่จะไปฝากไว้กับโรงเรียน เรื่องสุขภาพ ก็คิดแต่จะเอาไปฝากไว้กับหมอ ผลผลิตทางการเกษตรก็เอาไปฝากไว้กับพ่อค้า และเราก็จะพึ่งตนเองไม่ได้”
...วันนี้การเรียนรู้ต้องมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ ทำอย่างไรทุกคนจะเรียนรู้เพื่อพึ่งตน เอง ไม่ใช่เรียนเพื่อให้ได้แค่ใบปริญญา เพื่อหางานทำ และก็จะต้องไปแข่งขันกันเพื่อที่จะ เข้าทำงานในอัตราส่วนที่ค่อนข้างสูงสังคมวันนี้ถือได้ว่าเป็นสังคมที่คนพึ่งพาตนเองไม่ได้ จึงทำให้คนอ่อนแอลง นอกจากนี้การศึกษาและการเรียนรู้ในระบบก็ทำให้คนอ่อนแอลง ใน ขณะที่การเรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชนเป็นการเรียนรู้เพื่อให้เรารู้วิถีชีวิต ทำให้เราพึ่งพาตนเองได้
สุดท้ายที่ อาจารย์รัชนี ธงไชย ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก และประธานเครือข่ายการศึกษาทางเลือก เสนอว่า การที่จะให้เด็กเรียนรู้วิชาในท้องถิ่นมากขึ้นนั้น เราจะต้องมีการเชื่อมโยงกันระหว่างคนในหมู่บ้าน และขยายเครือข่ายออกไปในหมู่บ้านอื่นๆ เพราะเมื่อขยายออกไปก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งสังคม เป็นห้องเรียนที่ใหญ่ที่สามารถจะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ซึ่งการเรียนรู้เช่นนี้ก็สามารถทำให้เกิดการเลือกเรียนได้ ทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกว่าตนเองถูกตีกรอบ และตาย นอกจากนี้ยังทำให้เด็กรู้สึกสนุกกับการเรียนด้วย

...เสียงสะท้อนเหล่านี้คงจะทำให้เห็นคุณค่าของความรู้จากท้องถิ่นกันมากขึ้น
แม้ว่าเราจะหลีกเลี่ยงกระแสโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ แต่ก็สามารถเชื่อมโยงคุณค่าระหว่างเทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดดุลภาพได้ไม่ยาก หากทำได้เช่นนี้การศึกษาจากภูมิปัญญาไทยจะไม่มีวันตายอย่างแน่นอน