เด็กชายก้อนดิน เกิดมาในหมู่บ้านเล็กๆไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ครอบครัวเป็นชาวนา สาเหตุที่มีชื่อ เด็กชายก้อนดิน ตอนพ่อแม่แต่งงานกันมีลูกยาก พ่อก็เลยมักพูดกับใครๆว่า เมื่อไหร่จะมาเกิดสักที ถ้าเอาดินปั้นแล้วเสกให้เป็นเด็กได้ก็จะทำไปแล้ว คืนหนึ่งแม่ของก้อนดินก็ฝันว่าได้เอาดินเหนียวมาปั้นเสกกลายเป็นเด็กขึ้นมาจริงๆ จากนั้นแม่ก็ท้อง ปู่มีและย่ามาซึ่งเป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้านให้ชื่อว่าก้อนดิน
พ่อของก้อนดินเล่าว่า เมื่อก่อนการทำนาจะมีการลงแขกกันสนุกสนานแต่พอพ่อเริ่มเป็นหนุ่ม นาข้าวก็เริ่มหายไปและอีกอย่างหนึ่งที่หายไปเรื่อยๆก็คือเหล่าบรรดาควายทั้งหลาย พวกควายเหล็กก็เข้ามาแทนที่ ก้อนดินรู้สึกว่าควายเหล็กไม่น่ารัก หญ้าฟางก็ไม่กิน กินแต่น้ำมันแถมพ่นควันเหม็นๆออกมา ก้อนดินมีความสนิทสนมกับปู่มีและย่ามามาก มีคนถามปู่มีว่าทำไมไม่ทำนาให้เยอะในเมื่อที่ดินมีมากปู่มีบอกว่าทำแต่พอกินก็พอแล้ว เอาไว้ปลูกป่าให้สัตว์ได้อยู่อาศัย ก้อนดินรู้สึกสนุกสนานเพราะมีต้นไม้มากมายทั้งเล็กใหญ่ ร่มคล้ำไปหมด และยังมีลูกกินได้ด้วย เมื่อมีถนนตัดผ่าน ความเจริญเข้ามาผู้คนก็พากันหายไปจากหมู่บ้านร่วมทั้งลูกของปู่มีและย่ามาด้วย เพราะในหมู่บ้านไม่เจริญ ไม่มีแสงสี ดูไม่มีสตางค์ วันหนึ่งลูกของปู่มีก็กลับมาเยี่ยมนำของฝากมากมายร่วมถึงอาหารเสริม และวิตามินเพราะลุงสมนึกทำธุรกิจขายตรง ระหว่างที่พักอยู่ที่บ้านปู่มีได้มีการตั้งวงกินเหล้ากัน ไม่ได้กินข้าว และไม่ได้นอนหลายวัน ทำให้ป่วย อาหารเสริมที่คิดว่าดีที่ลุงสมนึกกินประจำก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ ปู่มีจึงต้มยาสมุนไพรให้กินซึ่งมีกลิ่นหอมทำให้อาการทุเลาลง ก้อนดินคิดว่ายาบำรุงอาหารเสริมของปู่มีจะดีกว่าอาหารเสริมที่ลุงสมนึกนำมาจากกรุงเทพฯแล้วซิ ซึ่งมีราคาแพง
เจ้าก้อนดินเอ่ย ปู่ไม่ได้สนใจหรอกว่าเอ็งจะเรียนอะไร โตขึ้นจะเป็นครู เป็นหมอ เป็นทหาร เป็นช่าง หรือเป็นคนค้าขาย ข้อสำคัญ ปู่ขอให้เอ็งเรียนวิชาที่เอ็งอยากเป็นให้เก่งให้รู้จริง เป็นครูก็เป็นครูที่สอนเก่ง เป็นหมอก็รักษาคนได้ดี แต่ที่สำคัญ พอเอ็งเก่งแล้วห้ามหลงเด็ดขาด คนเรามักหลงในวิชาที่ตนเองเรียนมามากเกินไป พอเจอปัญหาอะไรก็แก้ไขปัญหาตามแบบที่ตนเองเรียนมา ไม่ยอมดูยอมฟังคนอื่นๆ เรื่องมันก็เลยยุ่งอยู่ทุกวันนี้
บันทึกของเด็กชายก้อนดิน
โดย สุริยัน สุดศรีวงค์
เก่งแล้วอย่าหลงทะนงตน
ขอบคุณครับ
แวะมาเยี่ยมเด็กชายก้อนดินครับ...