เก็บตกจากตาก 4-6 พ.ค.53
เวทีเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี
เมื่อวันที่ 4-6 พ.ค.53 ที่ผ่านมา พวกเราชาวคณะเขลางค์สิกขาลัย ได้ไปเป็นทีมกระบวนกรหลักในหลักสูตรครูผู้มีเมล็ดพันธ์แห่งความดี ที่ โรงเรียนบ้านตาก “ประชาวิทยาคาร” อ.บ้านตาก จ.ตาก มีคุณครู ร.รบ้านตากฯเข้าร่วมทั้งหมดประมาณ 40 กว่าคน และมีครูโรงเรียนในเครือข่ายใกล้เคียง เข้าร่วมประมาณ 4-5 คนด้วย ได้ทราบประวัติศาสตร์ของโรงเรียน จากกิจกรรมTimelineแล้ว นับว่าเป็นโรงเรียนที่มีอายุเก่าแก่ และขลังพอสมควร แต่เดิมนั้นเคยเป็นป่าช้า จึงมีเรื่องเล่า วิถีชีวิตที่สร้างความน่าสนใจและตื่นเต้นให้กับผู้ร่วมเรียนรู้มากมายโดยเฉพาะกระบวนกรอย่างพวกเรา กิจกรรมโดยรวมถือว่าสร้างความประทับใจให้กับครูได้อย่างดี โดยเฉพาะท่านผู้บริหารที่เอาจริงเอาจังกับงานสุขภาวะครอบครัวในโรงเรียนเป็นพิเศษ เพราะว่าเป็นหัวใจหลักของงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ในส่วนของกิจกรรมนั้น กงล้อสี่ทิศยังคงสร้างความเข้าใจของคนในองค์กรได้อย่างดีเช่นเดิม รวมถึงการที่ครูส่วนใหญ่มองเห็นทุกเครื่องมืออย่างมีคุณค่า ตั้งแต่นันทนาการที่อ่อนโยนสร้างสรรค์ จนไปถึงการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมผ่านสุนทรียสนทนา เปิด ปาก เปิดใจ ทะลุทะลวงใจ เหมือนที่ครูคนหนึ่งถอดบทเรียนได้จากกิจกรรมเวทีเรียนรู้พ่อแม่ลูกที่ถูกจัดขึ้นในวันที่ 5 พ.ค. 53 ซึ่งเป็นเวทีครอบครัวอีกเวทีหนึ่งที่จะอยู่ในความประทับใจของเราไปอีกนานไม่รู้ลืม เพราะทุกประเด็นทุกข์ ที่เด็กได้ร้องขอนั้น สร้างความสั่นสะเทือนความรู้สึกกรุณาให้กับผู้ที่อยู่ในบรรยากาศตรงนั้นจริงๆ
ที่สำคัญ ครูยังเข้าใจได้อย่างดีว่า บทเรียนที่เกิดขึ้นตลอด 3วัน 1 คืน สามารถนำไปปรับ ประยุกต์ใช้ในห้องเรียนทุกสาระวิชา ได้ ไม่เฉพาะงานด้านครอบครัวสุขภาวะหรือครูแนะแนวเท่านั้น ยิ่งได้เห็นภาพที่ครูส่วนใหญ่ ขะมักเขม้น วางแผนกันทำยุทธศาสตร์ ภาพฝัน แผนงานขององค์กรและงานครอบครัว สุขภาวะแล้ว ก็เห็นความหวัง และทางรอดของวิกฤติเด็กและเยาวชนขึ้นมาพอสมควร เพียงพอที่จะทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางสร้างการเรียนรู้มาตลอด 10 กว่าวันที่ผ่านมา ตั้งแต่ 21 เมษายน 2553 ที่จังหวัด จันทบุรี จนถึง วันที่ 6 พฤษภาคม 2553 ที่ตากนั้น เลือนหายไปได้และ มีความรู้สึกสุขใจ ชื่นใจ อิ่มใจ และมีพลังใจที่จะทำงานสร้างการเรียนรู้ต่อไป เข้ามาแทนที่ทันที
สวัสดีหลานปู่...พี่แอนเข้ามาเยี่ยมชม ขอบคุณนะที่เขียนเรื่องเล่าชื่นใจมาให้อ่าน 16 วัน 3 เวที กับการสร้างการเรียนรู้
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอบคุณครับ
น้าอั๋นบอกว่า ให้เมล์มาดูสาวสวย สวยจริงๆ แต่สวยน้อยกว่าแม่แป้น อิอิ
สบายดีนะคะพี่ป้อม
สบายดีครับ ขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ
อบรมครู FA
ต้องขอขอบคุณท่านวิทยากรของคณะเขลางสิกขาลัย ที่ได้มาอบรมให้ความรู้ตามแนว
ทางของครูFA โดยไม่หวังผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินแม้เพียงบาทเดียว แหมๆ! ไม่หวัง
เงินแต่หวังได้ใจ มากไปไหมคะคุณพี่! อย่าเลยนะคะ อย่าโกรธผม ก็ท่านได้บรรลุเป้า
หมายแล้วนี่ครับ ผมได้มอบหัวใจของผมให้ท่านเป็นอันเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงว่าผม
ยังสมัครสมาชิกไม่ได้ ผมขอชื่นชมเคารพและขอบคุณท่านที่ทำให้ผมได้มีหนทางการ
จัดการเรียนการสอนที่เป็นรูปธรรมเห็นผลได้ชัดเจน ผมก็คนหนึ่งที่คิดว่าเข้าใจมากพอ
สมควร กับคำว่า “จิตวิทยาเชิงบวก” ท่านผู้บริหารก็มักพูดกับคณะครูในโรงเรียนอยู่เสมอ
ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าจิตวิทยาเชิงบวกจะใช้ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์และกับทุกคน ผม
เพียงใช้ความรู้สึกเล็กๆที่ผมมีเมื่อตอนมีใครสักคนเอ่ยถึงผมในทางที่ดี เป็นความ รู้สึกที่
ทำให้ผมดูเหมือนมีตัวตนและเป็นที่สนใจอยู่บ้าง เป็นเครื่องมือและสิ่งเตือนใจ ให้นึกคิด
และตระหนักถึงความสำคัญของจิตวิทยาเชิงบวกอยู่เสมอ ซึ่งจะมอดม้วยทุกครั้ง เมื่อ
ต้องประสบกับความรู้สึกที่ว่า “ทำใจเถิด” ผมไม่อาจใช้จิตวิทยาเชิงบวกกับนักเรียนเหล่า
นั้น พูดได้เลยว่าผมมีอคติกับ “จิตวิทยาเชิงบวก” สำหรับนักเรียนในโรงเรียนนี้ “นักเรียน
ที่นี่ ไม่เหมาะกับการใช้จิตวิทยาเชิงบวก สิ่งที่ควรใช้คือกฏระเบียบที่เข้มงวด และ
มาตรการที่เด็ดขาด” นั่นคือสิ่งที่ผมคิดอยู่และพูดในบางครั้ง ผมแปลกใจ ไม่มากหรอก
ครับ ไม่ตื่นตูมขนาดนั้น แปลกที่ท่านวิทยากรสามารถใช้จิตวิทยาเชิงบวกกับนักเรียน
ของผม ซึ่งผมรู้อยู่แล้วว่าดื้อ ทะลึ่ง(ในความรู้สึกผมนะครับ) สามารถทำให้นักเรียน
เปลี่ยนพฤติกรรมทันตาเห็นเพียงชั่วเวลาระยะสั้นๆ หนึ่งวันของการอบรมเท่านั้น ผมได้
เรียนรู้แล้วครับ ว่าทุกๆคนในโลกนี้ล้วนแล้วแต่รักตัวเองมากพอๆกัน ไม่มียกเว้นแม้แต่นัก
เรียนที่นิสัยไม่ดี นักเลงขี้เมา หรือแม้แต่นกเขาที่กำลังจะตายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ทุกคนรักตัวเองไม่แพ้กับที่อยากให้ตัวเองเป็นที่รัก เป็นที่ใส่ใจและเป็นคนสำคัญของคน
อื่น ทุกคนล้วนมีความฝันความตั้งใจและเป็นคนดี ผมรักนักเรียน ใส่ใจนักเรียน และให้
ความสำคัญกับนักเรียน แต่ทำไมนักเรียนถึงไม่ตั้งใจเรียน โดดเรียน ไม่ให้ความร่วมมือ
ทั้งๆที่ผมเข้มงวดและกำชับให้ตั้งใจเรียนอยู่เสมอ พูดกันตรงๆต่อหน้า(หน้าห้อง, ตัวนัก
เรียน) ซึ่งน่าจะเข้าใจดี แต่กลับไม่ได้ผล ทำไมหรือ? ผมเข้าใจแล้วครับ เข้าใจอย่างนี้
ครับ “มีคนรักอยู่หนึ่ง คนที่เท่าไหร่ไม่ต้องสนใจนะครับ ผมเรียกเธอว่า สาลี่ เราต่างคน
ต่างรักตัวเองและเราก็ต้องการให้ตัวเองเป็นที่รักของกันและกัน เธอรู้ว่าผมรักและผมพูด
ว่า รัก เธอก็เข้าใจดี แต่โธ่เอ๋ย! รักเธอ...รักเธอ... ยี่สิบครั้งแล้ว ไม่มีแววว่าเธอจะได้ยิน
และเข้าใจ จำต้องเขียนรักเธอบนผลสาลี่ ให้เธอทาน จำต้องหาดอกไม้หวานๆมามอบ
ให้ จำต้องหาเพื่อนที่ไว้ใจมาปลอบประโลม จำต้องจ้างหมอดูมาโทนทักว่าคู่แท้ จึงยอม
รับ..รักเธอ.. เปิดใจและหายงอน เว้นเสียแต่ผมไม่ได้รักเธออย่างจริงใจ” นี่แหละครับที่
ท่านวิทยากรสอนผม นักเรียนไม่ต่างจากคนรักผม ผมไม่อาจพูดว่า ครูรักเธอ ห่วงใยเธอ
แล้วนักเรียนก็เข้าใจและตั้งใจเรียน สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำหลัก แต่หากอยู่ที่เทคนิค
และวิธีการแสดงความรักความห่วงใยที่ไม่เกินความเป็นจริง ไม่ใช่ด้วยวัตถุปัจจัย ผมไม่
อาจทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนและให้ความร่วมมือ เพียงเพราะผมไม่มีเทคนิควิธีการแสดง
ความรัก ความห่วงใยเท่านั้น ท่านวิทยากรได้สอนผมแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิควิธี
การที่ซับซ้อนหรืออุปกรณ์ที่เลิศหรูแต่อย่างใด เครื่องมืออุปกรณ์และเทคนิคที่มีคุณค่า มี
ประสิทธิภาพและวิเศษที่สุด อยู่ที่ความรู้สึกพื้นฐาน ความรักความเข้าใจของพ่อ แม่ ลูก
ครู และลูกศิษย์ที่มีต่อกันอย่างแท้จริงในห้วงลึกๆของหัวใจที่เป็นตัว
เรา ...................................................................... ขอบคุณมากครับ
น้อย ก็หนึ่ง
ครูโรงเรียนบ้านตาก “ประชาวิทยาคาร”
ขอบคุณที่แบ่งปันบทเรียนดีๆครับ
และผมคิดว่า
ความสามารถที่จะรับฟังกันด้วยความกรุณา เห็นอกเห็นใจ คือความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์
สวัสดีค่ะ
สนใจครับ