โครงการผลิตสื่อเพื่อการเรียนรู้
เรื่อง นวัตกรรมการศึกษากับพระพุทธศาสนา
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2. ผู้จัดทำโครงการ
นางสาวพรมณี พันธุ ป.52.02 รหัส 52741236
หลักการและเหตุผล(ที่มาของการแก้ไขปัญหา)
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีอิทธิพลอย่างยิ่งในวงการศึกษา แนวโน้มของการศึกษาในศตวรรษใหม่ ที่กำลังได้รับการกล่าวถึงแทบทุกการประชุมระดับนานาชาติ คือการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการศึกษา สำหรับประเทศไทยได้มีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว โดยทบวงมหาวิทยาลัยภายใต้นโยบายสารสนเทศ ได้ดำเนินการวางโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้กับสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยและโรงเรียนทั่วประเทศ
นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ. ศ. 2542 หมวด 9 มาตรา 66 ยังได้กำหนดให้ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543)
การทำงานโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้น เป็นการทำงานโดยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานนั้นๆให้มีผลดีมากยิ่งขึ้น การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้นั้น ก็ต้องแตกต่างกันไปตามลักษณะของงานแต่ละอย่าง ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในงานด้านใด ก็จะเรียกว่าเทคโนโลยีด้านนั้นๆ เช่น ถ้านำมาใช้ทางด้านการแพทย์ก็จะเรียกว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ ถ้านำมาใช้ทางด้านการเกษตรก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการเกษตร ถ้านำมาใช้ทางด้านวิศวกรรมก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางวิศวกรรม ถ้านำมาใช้ทางด้านการศึกษา ก็จะเรียกว่าเทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเมื่อมีการใช้เทคโนโลยีในด้านใดก็จะเรียกเทคโนโลยีด้านนั้น เมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานในส่วนต่างๆของวงการศึกษา การที่จะศึกษาถึงองค์ประกอบต่างๆในเทคโนโลยีการศึกษา จึงจำเป็นต้องทราบความหมายของคำต่างๆเหล่านี้ ให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน รวมถึงพัฒนาการระยะต่างๆของเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อเป็นการศึกษาถึงความเจริญก้าวหน้าทางด้านนี้ทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการ รวมถึงความสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยี การศึกษา
การพัฒนาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากในระยะเวลาที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานต่าง ๆ ได้หลายอย่าง สามารถจัดการกับข้อมูลในลักษณะตัวเลข ภาษาหรือรูปภาพได้ง่ายและรวดเร็ว จึงทำให้มีการตื่นตัวในการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษา ทั้งนี้เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร ปรากฏเป็นภาพและเสียง ตลอดจนการให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนได้อย่างรวดเร็ว ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถของตนและความเร็วของการรับรู้(กิดานันท์ มลิทอง, 2540 : 157) การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั้นทำให้สถานศึกษา ครูและนักเรียน จำเป็นต้องพัฒนาความรู้ความสามารถให้สูงขึ้นเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน(ปิยธันว์ เบญจเทพรัศมี, 2550 : 1)
จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544(กรมวิชาการ, 2544 : 16) ได้กำหนดให้โรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งส่วนของการจัดการเรียนการสอนรายวิชาพระพุทธศาสนานั้นอยู่ในสาระที่ 1 แต่ปัญหาหลักของการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการศึกษาที่โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กกำลังเผชิญอยู่ คือ สื่อการเรียนรู้ประเภทหนังสือเรียน เอกสาร หนังสือสำหรับค้นคว้าและสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียนมีน้อย ไม่เพียงพอ เก่าและล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับเนื้อหา ไม่มีประสิทธิภาพและไม่หลากหลาย ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนและการที่ครูส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในโรงเรียน ทั้งนี้เนื่องจากไม่ได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสมและขาดแคลนครูผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีการศึกษา พร้อมทั้งครูขาดความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีตามท้องตลาดไม่ตรงกับความต้องการของครูผู้สอนและศักยภาพของผู้เรียนทั้งหมด และการวิจัยสื่อส่วนใหญ่ไม่ได้ทำการสำรวจความต้องการผู้ใช้สื่อ แต่เป็นการนำเอาสื่อที่ผลิตเสร็จสมบูรณ์มาทดลองใช้เท่านั้น ปัญหาการเรียนการสอนโดยใช้สื่อทางเทคโนโลยียังมีบางส่วนที่แก้ไม่ตรงจุด ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
การนำคอมพิวเตอร์มาใช้กับการศึกษามี 2 ลักษณะ คือ ประการแรกคือใช้กับงานด้านการบริหารและธุรการทั่วไป ประการที่สองใช้กับงานด้านการเรียนการสอน การนำคอมพิวเตอร์มาใช้กับการเรียนการสอนแบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ การเรียนการสอนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การสอนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การสอนโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปและการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการเรียนการสอน หรือเรียกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งมาจากคำว่า Computer–Assisted Instruction(CAI) คือการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาความรู้ให้แก่ผู้เรียน(ขนิษฐา ชานนท์, 2532 : 7) นอกจากนี้
โจนาธาน แอนเดอร์สัน(Jonathan Anderson, 1986 : 3) ได้กล่าวถึงสื่อและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทุกอย่าง คอมพิวเตอร์ดึงดูดความสนใจมากที่สุดและยังกล่าวอีกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีข้อดีมากมายและน่าจะนำมาช่วยในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนได้
ตามแผนแม่บทเทคโนโลยีและสารสนเทศแห่งชาติ ได้กำหนดกรอบนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ : นำประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้(Knowledge – Based Economy) กล่าวถึงการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์(E -Education) มีกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว(Value – added) ลดความเหลื่อมล้ำ โดยลงทุนอย่างเหมาะสม(Equity) วางแผนก้าวกระโดดในระยะยาว(Quantum – jump) ยกระดับครูให้มีทักษะด้านไอที(Teacher’s Training) เร่งผลิตฐานความรู้(Content Development) สร้างเครือข่ายการศึกษาที่มีระบบบริหารจัดการที่ดี(Networking) สนับสนุนการใช้ไอทีเพื่อยกระดับความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและส่งเสริมอุตสาหกรรมไอทีของไทย ซึ่งหลักการของการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์(E – Education) สอดคล้องกับพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษา 2542 โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ขยายโอกาสและสร้างความเท่าเทียมกันครอบคลุมการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย โดยส่วนหนึ่งของเป้าหมายของการพัฒนาคือในปี พ.ศ.2549 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของการเรียนการสอนในทุกระดับชั้นมีการใช้คอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประกอบการเรียนการสอนและเพิ่มเป็นร้อยละ30 ในปี พ.ศ.2553 (พุทธชาติ ยมกิจ, 2550 : 3)
สภาพสังคมปัจจุบันมีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และกว้างไกลมากมีการคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมากมายอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ อุตสาหกรรม ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน มีประโยชน์ต่อสังคมและทำให้ประเทศชาติมีรายได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความคิดสร้างสรรค์ นฤชิต แววศรีผ่องและรุ่งทิวา ศิรินารารัตน์(2546) กล่าวว่าเทคโนโลยีสารสนเทศนับวันจะเข้ามามีบทบาทต่อการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาต่าง ๆ ด้วยเหตุที่โลกปัจจุบันพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระบวนการเรียนการสอนต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันยุคสมัยตามไปด้วย การเรียนจากห้องเรียนหรือฟังคำบอกเล่าของผู้สอนเพียงผู้เดียวให้เรียนเหมือนอย่างในอดีตเป็นไปไม่ได้แล้ว ผู้เรียนจะต้องรู้จักศึกษาค้นคว้าจากสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้สอนก็ต้องมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ธีราวุธ ปัทมวิบูลย์และสมรัฐ เชตนุช(2545) กล่าวถึง กระบวนการเรียนการสอนในปัจจุบันว่ามีความจำเป็นอย่างสูงที่จะต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาจัดการ ด้วยเหตุว่าข้อมูลข่าวสารที่จะนำเข้าสู่ห้องเรียนในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข้อมูลที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการสอนของผู้สอนและวิธีการศึกษาของผู้เรียนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ในแต่ละสถานศึกษาจะต้องมีการสร้างสรรค์ความรู้และพัฒนาให้การศึกษามีความเหมาะสมกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่าง ๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน นอกจากนี้ฐานข้อมูลยังทำให้ข้อมูลเป็นระบบที่ผู้ใช้จากฝ่ายต่าง ๆ สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ด้วยความมั่นใจในความปลอดภัย และทำให้ผู้บริหารมีความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ได้รับนั้นถูกต้องด้วย ตัวอย่างในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการศึกษา เช่น โปรแกรมที่เกี่ยวกับการจัดทำประวัติผู้เรียน โปรแกรมระบบทะเบียนประวัติผู้สอน อาจารย์ โปรแกรมวิเคราะห์ข้อสอบ คัดคะแนนสอบ ตรวจข้อสอบ โปรแกรมการจัดทำตารางสอน โปรแกรมในงานห้องสมุด โปรแกรมรายงานการลงทะเบียนเรียน เป็นต้น นอกจากนี้รูปแบบของการสื่อสารที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการและความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) การเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต(E – Learning) มัลติมีเดีย(Multimedia) อิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค(E – book) เป็นต้น(ทนงศักดิ์ จันทบุรี, 2550 : 4)
ทอร์เรซ(Torrace, 1962) ได้กล่าวว่า ในวงการศึกษาได้ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนกันอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย เนื่องจากสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในด้านการบริหารและใช้ในด้านการเรียนการสอน และสาเหตุที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องและยังมีแนวโน้มที่จะเป็นสื่อการศึกษาที่สำคัญไปในอนาคตก็เนื่องจากสามารถเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาทางการศึกษาได้
สุรางค์ โคว้ตระกูล(2541 : 212 – 213) กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยในการสอน เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคล โดยใช้หลักการเรียนจากทฤษฏีการเรียนรู้ทางพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการสอนมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น การใช้เพื่อทบทวนบทเรียน ใช้เพื่อสร้างสถานการณ์จำลอง(Simulation) เป็นต้น
ไพโรจน์ ตีรณธนากุลและคณะ(2546 : 9 – 14) ได้กล่าวว่า การนำคอมพิวเตอร์เข้าไปใช้ในการศึกษาในลักษณะของการนำเสนอการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์ โดยที่คอมพิวเตอร์จะทำการนำเสนอบทเรียนแทนผู้สอนและผู้เรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง และคอมพิวเตอร์จะจัดหาประสบการณ์ความสัมพันธ์กันมาแสดงเนื้อหาตามลำดับต่างกัน ผู้เรียนด้วยตนเองเป็นผู้ที่จะต้องปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งมาทางจอภาพผู้เรียนจะตอบคำถามทางแป้นพิมพ์ แสดงออกทางจอภาพในบรรดาสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ คอมพิวเตอร์นับได้ว่าเป็นสื่อที่ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนอยู่ตลอดเวลา โดยมีการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในลักษณะสื่อสาร 2 ทาง เป็นการเสริมแรงให้ผู้เรียนเรียนได้อย่างรวดเร็วด้วย ผู้เรียนสามารถควบคุมอัตราเร่งของการเรียนได้ตามความช้าเร็วของตัวเองได้ และเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการเรียนในชั้นเรียน ให้ข้อมูลพื้นฐานก่อนการเริ่มเรื่อง ทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมและเกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ มีการทบทวนความรู้เดิม การประเมินในรูปของแบบฝึกหัด ผู้เรียนจะได้รับการกระตุ้น จูงใจให้เกิดความสนใจและความต้องการเรียนเนื้อหานั้น ๆ ด้วยลักษณะของการใช้ภาพ สีและเสียง ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามเอกัตภาพ เรียนซ้ำ ๆ ได้หลายครั้งเท่าที่ต้องการจะรู้ล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหา ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวคิดในเนื้อหาได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถเลือกบทเรียนที่มีความเหมาะสมกับความต้องการของตนและกระทำกิจกรรมที่ซับซ้อนได้
กรีน (Green : 1993) ได้กล่าวว่า การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาควบคุมสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกัน เช่น การสร้างโปรแกรมเพื่อนำเสนองานที่เป็นข้อความ มีภาพเคลื่อนไหวหรือมีเสียงบรรยายประกอบ สลับไปกับเสียงดนตรีสร้างบรรยากาศให้น่าสนใจ เป็นสื่อที่เข้ามาร่วมในระบบมีทั้งภาพและเสียงพร้อม ๆ กัน โดยการนำเสนอเนื้อหาวิธีการเรียนและการประเมินผล(ทนงศักดิ์ จันทบุรี, 2550 : 5 - 6)
สายสุรีย์ เวหะชาติ(2541) ได้ศึกษาการใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนปฏิรูปการศึกษาผลการวิจัยพบว่า คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ได้มาจากงบประมาณของทางราชการ ซึ่งมีจำนวนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ผู้บริหารและบุคลกรที่รับผิดชอบในการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีประสบการณ์กับการทำงานคอมพิวเตอร์น้อย และมีความต้องการบุคลากรที่รับผิดชอบการใช้คอมพิวเตอร์โดยตรง
เนื่องจากที่ประเทศไทยพัฒนาไปอย่างไม่หยุด ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการมุ่งพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ากลับยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย บางปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายและนโยบายในการบริหารของรัฐ แต่บางปัญหากลับยิ่งฝังรากลึกจนกลายเป็นอุปนิสัยของคนในสังคมจำนวนมาก และเป็นสิ่งที่บั่นทอนความสงบสุขของสังคมในระยะยาวตลอดมา(พระมหาวีรชัย ชยวีโร, 2546 : 2)
ถึงแม้ประเทศไทยจะดำเนินแนวนโยบายการพัฒนาตามประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ที่พัฒนาแล้วนั้น ก็ไม่ใช่จะส่งผลในแง่บวก(Positive) แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลในแง่ลบ(Negative) ให้เกิดขึ้นตามมาด้วย และในระยะแรก ๆ ผลด้านลบนี้ก็ปรากฏเด่นชัดออกมาในประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ มีปัญหาสังคม ปัญหาทางด้านจิตใจและแม้แต่ปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ตลอดถึงปัญหาความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม ปัญหาเยาวชนเรื่องอบายมุขและสิ่งเสพติด
ปัจจุบันนี้บางปัญหาก็เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อระบบของศีลธรรมและจริยธรรมอันดีงามของคนในประเทศชาติ เช่น ปัญหาเรื่องโสเภณี ปัญหาการทำแท้ง ตลอดถึงการเปิดบ่อนการพนันทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายในประเทศ ซึ่งระบบจริยธรรมของศาสนาแต่ละศาสนาก็ต้องประสบปัญหาไม่ใช่น้อย เนื่องเพราะระบบจริยธรรมของศาสนานั้น ๆ ยังคงเป็นระบบที่เหมาะกับสังคมในยุคสมัยเท่านั้น อีกทั้งความสลับซับซ้อนของปัญหาก็ยิ่งมากขึ้น บางปัญหาไม่เคยมีมาในยุคนั้น แต่เมื่อมาถึงปัจจุบันปัญหาได้เกิดขึ้นและการที่เราจะใช้แนวทางของระบบจริยธรรมแบบเดิมมาวิเคราะห์ ก็ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมปัจจุบันนัก เช่น ปัญหาประชากรล้นโลก รัฐบาลของแต่ละประเทศพยายามรณรงค์ให้มีการวางแผนครอบครัวโดยการคุมกำเนิด แต่ระบบจริยธรรมบางศาสนาถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมหรือเช่นปัญหาการทำแท้งนั้น ถ้าได้รับการวินิจฉัยและลงความเห็นจากแพทย์ตามหลักของกฎหมายแล้วก็ถือว่าไม่ผิด(พระมหาวีรชัย ชยวีโร, 2546 : 1)
ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญและจำเป็นต่อมวลมนุษย์ ทำให้มนุษย์สามารถดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งยังมีส่วนทำให้สังคมและประเทศชาติเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามนุษย์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปในทางที่ผิดอาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังที่ภพ เลาหไพบูลย์(2537 : 31) กล่าวว่า (ภัทรา โสภาศรี, 2546 : 1)
"วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดำรงชีวิตของ
มนุษย์และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้ทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นไปในทาง
สร้างสรรค์ ทำให้ชีวิตมนุษย์มีความเป็นอยู่ดีขึ้นอีกด้านเป็นการนำเอา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ทางที่ผิดในทางทำลายทำให้เกิดปัญหา
ทางด้านชีวิตความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น"
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์และยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาขยะ มลภาวะเป็นพิษ ดังที่ชูเกียรติ ลีสุวรรณ์(2531 : 1) ได้กล่าวว่า "มนุษย์ได้เร่งรัดการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยขาดการจัดการที่เหมาะสมหรือขาดการอนุรักษ์ควบคู่กันไปด้วยทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมขึ้น" นอกจากนี้นักวิชาการสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า มนุษย์เป็นตัวการที่สำคัญที่สุดในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและยากที่จะแก้ไข (ภัทรา โสภาศรี, 2546 : 3)
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ถ้าประเทศชาติได้เผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ลดลง ดังนั้นควรมีการให้การศึกษาหรือความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่มนุษย์เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นและเพื่อให้เกิดจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ ดังที่นิวัติ เรืองพานิช (2527 : 20-21) และสมนึก อ่องเอิบ (2529 : 12-14) ได้กล่าวถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พอสรุปได้ว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายและจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและนำเอาวิทยาการต่าง ๆ มาช่วยในการใช้ทรัพยากรให้เป็นไปอย่างประหยัด เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติสามารถอำนวยความสะดวก ประโยชน์แก่มวลมนุษย์ให้มากที่สุดและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับคำกล่าวของทวี ทองสว่างและทัศนีย์ ทองสว่าง (2523 : 2) กล่าวว่า (ภัทรา โสภาศรี, 2546 : 4)
... การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นได้ เพราะเป็น
ผลจากการกระทำของมนุษย์จึงถือว่าเป็นเรื่องของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อม
ทำให้เกิดสิ่งที่มีชีวิตเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดลักษณะของการดำรงชีวิตและ
คุณภาพของชีวิต ถ้าสิ่งแวดล้อมดีจะช่วยให้ สิ่งมีชีวิตมีสุขภาพทางกายแข็งแรง
สมบูรณ์และทำให้คุณภาพชีวิตดีมีมาตรฐาน ตรงกันข้ามถ้าสิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรือ
เกิดมลภาวะเป็นพิษภัยต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมบั่นทอนสุขภาพทาง
ร่างกายก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพจิตเสื่อม หมดหวังในการดำรงชีวิตและก่อให้
เกิดภาวะปัญหาทางสังคมตามมาด้วย...
ฉะนั้นในปัจจุบันจึงพบว่าเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับการจัดการเรียนการสอนอย่างกว้างขวาง และนับวันจะยิ่งมีแนวโน้มที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการค้นคว้าวิจัยพัฒนาวิธีการเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ รวมทั้งได้มีการนำเทคนิคต่าง ๆ มาใช้ในการออกแบบบทเรียน เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น(จิรวรรณ สุวรรณเนตร, 2543 : 3) นอกจากนี้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันก็ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถสูงขึ้น โดยมีความเร็วในการประมวลผลมากขึ้น หน่วยความจำบรรจุข้อมูลได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีความพร้อมของอุปกรณ์สนับสนุนให้เครื่องทำงานในลักษณะของระบบมัลติมีเดียและระบบเครือข่าย ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอนขยายวงกว้างขึ้น สามารถนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนรูปแบบต่าง ๆ ได้ทั้งการจัดการศึกษาในและนอกระบบ โดยพึ่งพาระบบสื่อสารโทรคมนาคมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีการขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น(พลอยไพลิน ไชยสุข, 2551 : 2)
จากที่มีโอกาสไปสังเกตการเรียนการสอน รายวิชาวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนให้ความสนใจต่อการเรียนการสอนมาก และเมื่อผู้สอนมอบหมายงานก็ให้ความสนใจมากเช่นเดียวกัน เพราะผู้เรียนคงเห็นว่าเป็นวิชาที่ยาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนน่าสนใจ แต่อุปกรณ์การสอนไม่เพียงพอ ผู้เรียนส่วนมากแจ้งว่า น่าจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการผลิตสื่อการเรียนการสอน เพราะจะช่วยให้การเรียนการสอนน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมและทัศนะคติของเยาวชนในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย ภาษาที่ใช้ ค่านิยม ความเชื่อและวิถีในการดำรงชีวิต เพราะในปัจจุบันสังคมไทยได้นำเอาค่านิยมและรูปแบบการดำรงชีวิตของต่างประเทศมาใช้มากขึ้น จึงส่งผลกระทบให้การดำรงชีวิตมีการแข่งขันกันมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีมีการนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง เช่น อินเทอร์เน็ต โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โปรแกรมที่ใช้ในการปฏิบัติงานในสำนักงาน คอมพิวเตอร์ยังเป็นสื่อที่บุคคลทั่วไปนิยมใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ โดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เยาวชนมีพฤติกรรมเลียนแบบตามสื่อที่ตนได้รับ ดังจะเห็นได้จากข่าวสารในปัจจุบันว่ามีเยาวชนบางส่วน นำไปประพฤติปฏิบัติในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ไปเที่ยวในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ชอบไปเที่ยวในเวลากลางคืน ประกอบกับมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ มีจิตใจในการที่จะช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรกันน้อยลงทุกขณะ เพราะส่วนมากจะหันไปให้ความสนใจและใส่ใจการที่จะพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมกันมากขึ้น จึงทำให้นักเรียนหลายคนมีความคิดเห็นว่า ควรจะมีโครงการที่จะสอนหรือช่วยให้คนมีจิตสำนึกในการที่จะช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศให้ดีขึ้น
จากเหตุผลดังกล่าว ครูจำเป็นต้องสรรหาเทคนิค วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ในอันที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ซึ่งเทคนิควิธีหนึ่งที่น่าสนใจและเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปัจจุบันคือ การนำโปรแกรม Computer Assisted Instruction : CAI มาพัฒนาเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งมีลักษณะเป็นโปรแกรมการเรียนการสอนสำเร็จรูป เนื้อหาเป็นการเรียนโดยตรงและเป็นการเรียนแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ระหว่างนักเรียนกับคอมพิวเตอร์ โดยเน้นการเรียนเป็นรายบุคคลและคอมพิวเตอร์ โดยเน้นการเรียนเป็นรายบุคคล เป็นการนำข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาเก็บรวบรวม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ โดยจัดโปรแกรมให้สอดคล้องกับผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถและความถนัดของตน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในการให้ผลป้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนทราบว่าผิดถูก หรืออาจเป็นข้อความที่ช่วยในการเลือกคำตอบเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ประโยชน์ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบนเว็บรายวิชาพระพุทธศาสนา สามารถนำมาเป็นสื่อการเรียนการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการการเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ใช้เวลาเรียนน้อยลงและเป็นการพัฒนาความจำของผู้เรียน แต่การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนรายวิชาพระพุทธศาสนา ในโรงเรียนวัดช่างเคี่ยน ยังมีไม่เพียงพอและยังขาดการพัฒนาประสิทธิภาพ
จากปัญหาดังกล่าว การเรียนการสอนรายวิชาพระพุทธศาสนา โรงเรียนวัดช่างเคี่ยน ควรมีการพัฒนาเพื่อให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่สูงขึ้นในรายวิชาพระพุทธศาสนา ทั้งทางด้านเนื้อหาและการปฏิบัติ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน เพราะการเรียนการสอนในรายวิชาพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน ไม่ได้เน้นเฉพาะภาคทฤษฏี เช่น ฟัง พูด อ่าน เขียน เท่านั้น แต่ยังเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้และปฏิบัติได้จริงตามพระราชบัญญัติการศึกษาขั้นพื้นฐานปีพุทธศักราช 2544 ซึ่งวิธีการสอนวิธีหนึ่งที่เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจรายวิชาพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น คือ วิธีการใช้สื่อการสอนที่ทันสมัย ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้เองและนำมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการคิดค้นขึ้นมาเพื่อพัฒนาให้เหมาะสมกับผู้เรียน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะรายวิชาพระพุทธศาสนา สื่อประเภทนี้จะเน้นกระบวนการอ่านและถ่ายทอดความเข้าใจในการอ่านออกมาในรูปของการปฏิบัติได้ จึงคาดว่าวิธีการสอนแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาทางการอ่านและการปฏิบัติของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. วัตถุประสงค์
1. เพื่อส่งเสริมให้มีการสร้างสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอนที่มีคุณภาพดี
ตกลงนี่ ... สื่อนวัตกรรมฯ ที่เลือกทำ คือ อะไรครับ
ไม่เห็นมีกระบวนการผลิต กระบวนเรียนใด ๆ
ปรับด่วนครับ ;)
อ๋อ แล้วก็ไม่ต้องพิมพ์ความคิดเห็นเอง ลบออกนะ